วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เวลา 21:28 น.
พลตำรวจตรี ธวัช วงศ์สง่า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยถึงกรณีมาตรการเชื่อมโยงข้อมูลใบสั่งจราจรกับการต่อภาษีรถยนต์ ซึ่งใช้กับใบสั่งที่ออกตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป และมีการแสดงความคิดเห็นในสังคมอย่างกว้างขวางว่า
กองบัญชาการตำรวจนครบาล ขอเรียนสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนว่า มาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย สร้างวินัยจราจร และส่งเสริมให้ผู้กระทำผิดรับผิดชอบต่อการกระทำของตน อันจะนำไปสู่ความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนโดยรวม
มาตรการดังกล่าว มิได้เกิดจากบันทึกข้อตกลง (MOU) เพียงอย่างเดียว แต่มีฐานอำนาจตามกฎหมาย โดยเฉพาะ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 141/1 ซึ่งกำหนดให้มีการเชื่อมโยงข้อมูลใบสั่งที่ค้างชำระกับการดำเนินการด้านทะเบียนรถ และ พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ที่กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปี ส่วนบันทึกข้อตกลงระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบก เป็นเพียงกลไกความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้การดำเนินการตามกฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และโปร่งใส มิใช่การสร้างหน้าที่หรือบทลงโทษขึ้นใหม่แต่อย่างใด
รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า ประชาชนบางส่วนอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนว่ามาตรการดังกล่าวเป็นการ "ห้ามต่อภาษีรถ" ซึ่งข้อเท็จจริง ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะประชาชนยังสามารถดำเนินการต่อภาษีรถยนต์ได้ตามกระบวนการของกฎหมาย แต่หากตรวจพบว่ามีค่าปรับตามใบสั่งที่ถึงกำหนดชำระแล้วแต่ยังค้างอยู่ ระบบจะชะลอการส่งมอบ เครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปี (ป้ายภาษี) ฉบับจริง ไว้ก่อน จนกว่าจะชำระค่าปรับครบถ้วน เมื่อชำระแล้ว ข้อมูลจะเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบ และสามารถรับป้ายภาษีฉบับจริงได้ทันทีตามขั้นตอนที่กำหนด
ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวยังคำนึงถึงสิทธิของประชาชนอย่างรอบด้าน ผู้ที่เห็นว่าใบสั่งออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับข้อเท็จจริง ยังคงสามารถใช้สิทธิตามกฎหมายในการโต้แย้ง อุทธรณ์ หรือดำเนินการตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนดได้อย่างครบถ้วน โดยมาตรการนี้ไม่ได้ตัดสิทธิของประชาชนในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงหรือเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมแต่อย่างใ
พล.ต.ต.ธวัชฯ กล่าวว่า การกำหนดมาตรการเชื่อมโยงข้อมูลลักษณะนี้เป็นแนวทางที่หลายประเทศนำมาใช้มาเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นหลายรัฐของสหรัฐอเมริกา รวมถึงอีกหลายประเทศที่เชื่อมโยงข้อมูลค่าปรับจราจรกับการดำเนินการด้านทะเบียนรถ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้กระทำผิดปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งส่งผลให้การชำระค่าปรับมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการกระทำผิดซ้ำ และช่วยยกระดับวินัยการใช้รถใช้ถนนของประชาชน
“การบังคับใช้กฎหมายจะเกิดความเป็นธรรมได้ ก็ต่อเมื่อทุกคนอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน ผู้ที่เคารพกฎหมายไม่ควรเสียเปรียบผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายแล้วไม่รับผิดชอบต่อการกระทำของตน สิทธิและเสรีภาพของประชาชนย่อมต้องดำเนินควบคู่กับหน้าที่และความรับผิดชอบต่อสังคม”
รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวย้ำว่า กองบัญชาการตำรวจนครบาล รับฟังความคิดเห็นของประชาชนทุกภาคส่วน และพร้อมชี้แจงข้อสงสัยด้วยข้อเท็จจริงและหลักกฎหมาย เพราะความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นหัวใจสำคัญของการบังคับใช้กฎหมาย อย่างไรก็ตาม การสร้างสังคมที่ปลอดภัยไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนทุกคนในการเคารพกฎหมายจราจร
"ตำรวจไม่ได้มุ่งหวังให้ประชาชนเสียค่าปรับ แต่ต้องการเห็นทุกคนเดินทางด้วยความปลอดภัย หากไม่มีการฝ่าฝืนกฎหมาย ก็ไม่มีผู้ใดได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้ การเคารพกฎหมายจราจรไม่ใช่เพียงการปฏิบัติตามข้อบังคับ แต่เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อชีวิตของตนเอง ครอบครัว และเพื่อนร่วมสังคม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสังคมที่มีระเบียบ ปลอดภัย และเป็นธรรม"

31 กรกฎาคม 2569
31 กรกฎาคม 2569