วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เวลา 12:34 น.
วันนี้( 24 กรกฎาคม 2569) พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. , พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ รอง ผบช.สพฐ. พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. นำกำลังตำรวจ และผู้แทนจากหลายหน่วยงาน ทั้งกรมการปกครอง DOPA N.IC.E สำนักงาน ปปง. ป.ป.ท. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดปฏิบัติการบุกทลายขบวนการ “พ่อไทยทิพย์” ที่ลักลอบสวมสิทธิ์แจ้งเกิดให้เด็กต่างด้าวกว่า 1,500 ราย พร้อมจับกุมผู้ร่วมขบวนการ 4 ราย ประกอบด้วยคนไทย 2 ราย คือ นาย หมง และ นาย วอ (พ่อทิพย์) และ ชาวจีน 2 ราย น.ส.ซี มารดาชาวจีน นายหู บิดาที่แท้จริง ชาวจีน นอกจากนี้ยังเข้าตรวจค้นบ้านพักภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่งย่านห้วยขวาง โรงพยาบาลเอกชน 1 แห่ง และสำนักงานเขตที่เกี่ยวข้องอีก 1 แห่ง เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม
พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า เนื่องจากประชาชนร้องเรียนและส่งหลักฐานให้ตำรวจตรวจสอบพบขบวนการลักลอบช่วยให้ลูกของชาวต่างชาติได้สัญชาติไทย ด้วยการว่าจ้างชายไทยที่ไม่ใช่พ่อแท้ๆ มาจดทะเบียนรับรองบุตร ทำให้เด็กได้รับสูติบัตร ทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน และสิทธิในฐานะคนไทย ทั้งที่ข้อมูลทั้งหมดเป็นเท็จ
จากการสืบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับชุดเฉพาะกิจ DOPA N.I.C.E. พบข้อมูลเด็กต้องสงสัยกว่า 1,483 ราย เชื่อมโยงโรงพยาบาลต้องสงสัย 8 แห่ง โดยก่อนหน้านี้ตรวจสอบโรงพยาบาลแห่งแรก พบเด็กต้องสงสัย 62 ราย ยืนยันการทุจริตแล้ว 19 ราย และยังอยู่ระหว่างขยายผลอีก 43 ราย
พล.ต.อ.สำราญ กล่าวต่อว่า ส่วนการปฏิบัติการครั้งนี้ตรวจสอบโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งย่านพระราม 9 พบเด็กต้องสงสัย 3 ราย และพบพฤติการณ์เข้าข่ายทุจริตแล้ว 2 ราย อีก 1 รายอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ก่อนที่ DOPA N.I.C.E. จะเข้าแจ้งความกับ สน.ห้วยขวาง เพื่อดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง
ตำรวจลงพื้นที่รวบรวมหลักฐานอย่างละเอียด ทั้งสอบปากคำพยาน ตรวจเวชระเบียน ตรวจเอกสารการแจ้งเกิด และตรวจพิสูจน์ DNA ของพ่อ แม่ และเด็ก จนพบว่า หญิงชาวจีนรายหนึ่งและสามีชาวจีน ต้องการให้ลูกทั้ง 2 คนได้สัญชาติไทย จึงติดต่อขบวนการนายหน้าให้หาชายไทยมารับรองบุตรแทนพ่อที่แท้จริง ชายไทยที่ถูกว่าจ้างมี 2 คน คือ นายหมง และ นายวอ โดยทั้งคู่ไม่เคยรู้จักหรือมีความสัมพันธ์กับหญิงชาวจีนมาก่อน แต่ยอมใช้เอกสารส่วนตัวและแสดงตัวเป็นพ่อเด็กเพื่อแลกกับค่าจ้าง ขณะที่นายวอ ยังพบประวัติคดียาเสพติดและการพนันในพื้นที่ จ.พิจิตร อีกด้วย ตำรวจเชื่อว่าขบวนการนี้ทำกันเป็นเครือข่าย มีการอาศัยช่องโหว่ของระบบและขั้นตอนการรับรองบุตร เพื่อให้เด็กต่างด้าวได้รับสัญชาติไทยอย่างผิดกฎหมาย
โดยการเข้าตรวจค้นบ้านของนางสาวซี ตำรวจได้ตรวจค้นพบหลักฐานเอกสาร พาสสปอร์ต รูปถ่าย ใบสูติบัตรของลูกชาวจีน เอกสารการทำประกันสุขภาพ ประกันชีวิต สมุดบัญชีธนาคาร และเอกสารสำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
เมื่อสอบถาม นางสาวซี แม่ชาวจีน ซึ่งพูดภาษาไทยได้ ยอมเล่าด้วยท่าทีเหมือนจะร้องไห้และตกใจว่า ไม่ได้จ้างพ่อไทยทิพย์ แต่ด้วยความที่ทำงานอยู่เมืองไทยมานานเกือบ 20 ปีแล้ว รักเมืองไทย และชอบอยู่เมืองไทย อยู่เมืองไทยมานาน เมื่อเวลามีลูก ก็อยากจะให้ลูกสะดวกในชีวิต อยากให้ลูกได้สัญชาติไทย ยืนยันว่าไม่รู้ว่าทำแบบนี้แล้วผิดกฎหมาย และไม่ได้จ้างพ่อไทยทิพย์ เพราะเป็นเพื่อนสนิทกัน เคยเป็นลูกน้องของแฟน และเขาอยากช่วยเหลือเราอยู่แล้ว
เมื่อถามว่าใครเป็นคนแนะนำให้ทำแบบนี้ นางสาวซี ตอบว่า “ก็เห็นมีคนบอกกัน และนายมงคลก็เป็นเพื่อนคนไทยที่รู้จักกันตั้งแต่ปี 2558 เขาไม่มีแฟน ไม่มีลูก เขาก็เลยยินดีที่จะรับลูกเรา เป็นพ่อของลูกเรา โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เขาเต็มใจช่วย พร้อมปฎิเสธไม่เคยเห็นโฆษณาหรือการประชาสัมพันธ์อะไรกับเรื่องนี้“ นางสาวซี ยังบอกว่า เธอยังเคยคุยเรื่องพ่อไทยทิพย์ตอนฝากท้องที่โรงพยาบาลด้วย ก็ยังเคยปรึกษาหมอ จึงไม่คิดว่ามันจะผิด พร้อมยอมรับตรงๆ ว่า ”สิ่งเดียวที่ตั้งใจทำแบบ นี้คืออยากให้ลูกได้รับสัญชาติไทย“
ส่วนนายหู สามีนางสาวซี ชาวจีน ปฎิเสธให้สัมภาษณ์ บอกเพียงว่า ”ไม่รู้เรื่องหรือไม่ได้รู้จักขบวนการกุมารจีน“ และอ้างว่าเข้ามาอยู่ประเทศไทยเมื่อปี 2006 รวม 20 ปี แล้วจนถึงปัจจุบัน
ขณะที่หลังจากเข้าตรวจค้นในบ้านหลังดังกล่าวเสร็จแล้ว ตำรวจได้คุมตัวนายมงคล หรือ นายหมง พ่อไทยทิพย์ ออกมาจากบ้านเพื่อนำตัวไปดำเนินคดีที่ สน.ห้วยขวาง ก่อนขึ้นรถ นักข่าวพยายามสอบถามในหลายประเด็น โดยเฉพาะการเข้าไปมีส่วนร่วมกับขบวนการนี้ และการเป็นพ่อไทยทิพย์ให้กับชาวจีน นายมงคล บอกว่า “ไม่ได้อยากพูดอะไร แค่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ยืนยันเขาไม่ได้ให้ค่าจ้าง เพราะทำงานอยู่ที่เดียวกัน และตัวเองไม่ได้ถูกหลอก แต่เต็มใจช่วย เพราะไม่รู้ว่าผิด“
พล.ต.อ.สำราญ เปิดเผยว่า ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ครบทั้งหมด พร้อมดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน ใช้เอกสารราชการอันเป็นเท็จ และทุจริตทะเบียนราษฎรเพื่อให้ได้สัญชาติไทยโดยมิชอบ นอกจากนี้ นายทะเบียนได้ดำเนินการเพิกถอนรายการทะเบียนและเพิกถอนสัญชาติไทยของเด็กที่ได้มาโดยทุจริตทั้งหมดแล้ว พร้อมประสานสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายกับชาวต่างชาติที่เกี่ยวข้อง
ด้านนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ในฐานะนายทะเบียนกลางซึ่งดูแลเรื่องระบบทะเบียนทุกชนิดทั่วประเทศ กล่าวว่า เราตรวจพบความผิดปกติในฐานข้อมูลของระบบทะเบียนราษฎร์โดยเฉพาะในเรื่องของการแจ้งเกิดเด็กที่มีแม่เป็นชาวต่างชาติ เมื่อตรวจสอบพบรวมถึงเรื่องข้อมูลข่าวสารต่างๆ ทำให้ทราบว่าเด็กที่เกิดจากแม่ที่เป็นชาวต่างชาติและมีการอ้างว่าพ่อเป็นคนไทยมีความผิดปกติหลายประเด็นนำไปสู่การสืบสวนสอบสวนจนพบแน่ชัดว่าเป็นการสวมพ่อ(บิดา)อันเป็นเท็จ
นายนฤชา บอกว่าเมื่อตรวจพบจึงได้ดำเนินการปฏิบัติการในวันนี้ การกระทำความผิดวันนี้มุ่งเน้นไปที่การกำชับให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่ทั้งเจ้าหน้าที่ของภาครัฐและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานทางการแพทย์ อย่าให้การช่วยเหลือและดำเนินการที่ผิดจากระเบียบกฎหมายขั้นตอนที่ปฏิบัติ มีโทษสถานเดียวคือให้ออกจากราชการและลงโทษวินัยขั้นสูงสุดและดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งหากเป็นเจ้าของรัฐโทษจะต้องมากกว่าบุคคลธรรมดา หากเป็นเจ้าหน้าที่เอกชนจะขอความร่วมมือจากกระทรวงสาธารณสุขที่ทำหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติงานของโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งได้มีการพูดคุยเบื้องต้นต้องพ้นจากตำแหน่งหน้าที่เช่นเดียวกัน จากเจ้าหน้าที่ระดับโรงพยาบาลนำไปสู่เจ้าหน้าที่ผู้อนุมัติอนุญาตเรื่องของทะเบียน หากอยู่ในส่วนกลางคือสำนักงานเขต หากอยู่ในภูมิภาคคือสำนักทะเบียนอำเภอ หรือสำนักท้องถิ่นแล้วแต่ประเภท ยืนยันดำเนินคดีทุกรายให้รับโทษสูงสุด
การตรวจสอบครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเฉพาะผู้ที่ได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบ หรือบุคคลจากสัญชาติใดสัญชาติหนึ่งเท่านั้น แต่จะตรวจสอบทุกกรณีที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติอย่างรอบด้าน เพื่อขยายผลไปยังทุกเครือข่ายที่อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด
ส่วนสาเหตุที่ชาวต่างชาติจำนวนหนึ่งพยายามขอได้มาซึ่งสัญชาติไทยนั้น อธิบดีกรมการปกครอง ระบุว่า เป็นประเด็นที่หลายหน่วยงานกำลังศึกษา แต่ยอมรับว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่อาศัย และอาจมีปัจจัยด้านสิทธิประโยชน์หรือการดำเนินธุรกรรมต่างๆ เป็นแรงจูงใจ อย่างไรก็ตาม ผู้กระทำผิดบางรายใช้วิธีสร้างพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ เพื่อให้มีองค์ประกอบครบถ้วนสำหรับการพิจารณาได้สัญชาติไทย ซึ่งถือเป็นการบิดเบือนกระบวนการตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามการดำเนินคดีจะไม่จำกัดเฉพาะผู้ที่ใช้เอกสารหรือได้สัญชาติไทยโดยมิชอบ แต่จะขยายผลไปถึงผู้ที่มีส่วนร่วมทุกฝ่าย ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ ผู้บริหารสถานพยาบาล และสถานพยาบาลที่เกี่ยวข้อง หากพบว่ารู้เห็นเป็นใจหรือมีส่วนสนับสนุนการกระทำผิด ก็อาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
ด้าน ทันตแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลโรงพยาบาลเอกชน กำลังเร่งตรวจสอบกระบวนการออกเอกสารรับรองการเกิดทั้งหมด ตั้งแต่ขั้นตอนการฝากครรภ์ การทำคลอด ไปจนถึงการออกหนังสือรับรองการเกิด ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการแจ้งเกิดและการออกสูติบัตร พร้อมอธิบายว่า ตามขั้นตอน พยาบาลผู้ทำคลอดจะเป็นผู้บันทึกข้อมูลเด็กและบิดามารดา ก่อนให้แพทย์ผู้ทำคลอดลงนามรับรอง จากนั้นผู้ได้รับมอบหมายจากโรงพยาบาลจะนำเอกสารไปแจ้งเกิดต่อฝ่ายทะเบียน หากมีการนำบุคคลอื่นมาสวมสิทธิ์เป็นบิดาหรือมารดา ก็จะทำให้การตรวจสอบของนายทะเบียนเป็นไปได้ยาก และเป็นต้นทางของการกระทำความผิด
รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ระบุว่า ขณะนี้ได้สั่งอายัดเอกสารที่เกี่ยวข้องจากโรงพยาบาลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ เพื่อนำส่งพนักงานสอบสวนใช้เป็นพยานหลักฐาน พร้อมขยายการตรวจสอบไปยังโรงพยาบาลเอกชนกว่า 470 แห่งทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจว่า จะไม่มีการกระทำลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีก พร้อมขอความร่วมมือประชาชนแจ้งเบาะแส หากพบการกระทำผิดเกี่ยวกับการออกเอกสารรับรองการเกิด
นอกจากนี้ ทันตแพทย์อาคม ยังย้ำว่า ผู้บริหารโรงพยาบาลและผู้ดำเนินการสถานพยาบาล มีหน้าที่กำกับดูแลบุคลากรทางการแพทย์ให้ปฏิบัติตามกฎหมายและจรรยาบรรณวิชาชีพ หากพบแพทย์หรือพยาบาลมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด นอกจากจะมีความผิดทางอาญาแล้ว ยังอาจถูกดำเนินการทางวินัยและจรรยาบรรณวิชาชีพ รวมถึงอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพด้วย
ทั้งนี้ จากการรวมผลการปฏิบัติการทลายเครือข่าย “พ่อไทยทิพย์” ห้วงวันที่ 9 กรกฎาคม – 24 กรกฎาคม พบเด็กต้องสงสัย 22 ราย จับกุมผู้กระทำความผิด พ่อไทยทิพย์จำนวน 16 ราย แม่ชาวจีน 13 ราย พ่อคนจีน 6 ราย เจ้าหน้าที่รัฐ 1 ราย เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล 1 ราย รวมทั้งสิ้น 37 ราย
สำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันว่าจะเดินหน้าขยายผลปราบปรามเครือข่ายลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อปกป้องความถูกต้องของระบบทะเบียนราษฎร ป้องกันการแฝงตัวของอาชญากรรมข้ามชาติ และรักษาความมั่นคงของประเทศ พร้อมขอความร่วมมือประชาชน หากพบพฤติการณ์ผิดปกติ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจทุกแห่ง หรือสายด่วน 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง






