วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 เวลา 21:50 น.
ตำรวจกองปราบ รวบหนุ่มแสบอ้างตัวปล่อยกู้ทิพย์ ตุ๋นเหยื่อโอนค่าธรรมเนียม ซ้ำปลอมเอกสารราชการตบตา
วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป., ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ศิริวัฒน์ ผกก.1 บก.ป. ได้สั่งการให้ ว่าที่ พ.ต.ต.ธีรเดช อรุณนพรัตน์ สว.กก.1 บก.ป. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชป.12 กก.1 บก.ป. ดำเนินการจับกุม ชาย อายุ 30 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 1525/2568 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันปลอมเอกสารราชการ, ร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมและโดยทุจริตหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด” โดยจับกุมได้ที่บริเวณหน้าบ้านเช่าหลังหนึ่ง ถนนท่าแฉลบ ต.ตลาด อ.เมือง จ.จันทบุรี
สืบเนื่องจากผู้เสียหายต้องการกู้เงินจำนวน 3,000,000 บาท เพื่อนำมาหมุนเวียนในธุรกิจ จึงได้ค้นหาแหล่งเงินกู้ผ่านทางโซลเชียลมีเดีย จนพบกับบัญชีที่โพสต์โฆษณาชักชวนให้กู้ยืมเงิน เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อทักไปพูดคุย ชายคนดังกล่าว ได้สวมรอยเป็นนายหน้า รับอาสาดำเนินการกู้เงินให้ แต่ได้ออกอุบายหลอกลวงเรียกเก็บค่าดำเนินการสารพัดรูปแบบ ทั้งค่าจัดทำเอกสาร ค่าเดินบัญชีย้อนหลัง 12 เดือน ค่าภาษีบริษัท และค่าแก้ไขเอกสารต่างๆ ซ้ำร้ายยังได้ปลอมหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล (DBD) ของบริษัทอื่น แล้วแก้ไขใส่ชื่อผู้เสียหายเป็นกรรมการเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
นอกจากนี้ยังสวมบทบาทเป็นเลขาชื่อ “ใหม่” ทักไลน์มาหลอกลวงเร่งรัดเอาเงินเพิ่ม และอ้างเรื่อง “ค่าบัค” หรือค่าปิดกั้นการตรวจสอบจากตำรวจเพื่อรีดไถเงินก้อนสุดท้าย จนผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปยังบัญชีของชายคนดังกล่าว บัญชีของมารดา และบัญชีพ่อค้าอาหารทะเลที่ผู้ต้องหาไปสั่งของไว้ รวมโอนเงินทั้งสิ้น 12 ครั้ง สูญเงินกว่า 123,200 บาท สุดท้ายไม่ได้รับเงินกู้จริงและติดต่อไม่ได้
เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมพยานหลักฐานจนนำไปสู่การออกหมายจับและสืบสวนจับกุมตัวได้ดังกล่าว ก่อนนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยยอมรับว่าสร้างเรื่องหลอกลวงจริงเพื่อนำเงินไปใช้จ่าย และโอนเงินคืนผู้เสียหายเพียง 10,000 บาทก่อนหลบหนี