หน้าแรก > สังคม

24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 18 กรกฎาคม 2569

วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 เวลา 05:45 น.


24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 18 กรกฎาคม 2569


>> เพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน ซอยสมเด็จพระเจ้าตากสิน 11 มีผู้เสียชีวิต 2 ราย

05.59 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้ สถานที่เกิดเหตุ ซอยสมเด็จพระเจ้าตากสิน 11 ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน แขวงสำเหร่ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร

ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นทาวน์โฮมบ้านแฝดคอนกรีต 3 ชั้นปลูกติดกัน 2 คูหา ใช้เป็นที่พักอาศัย ต้นเพลิงเกิดขึ้นที่ชั้น 1 เพลิงลุกไหม้บ้านต้นเพลิง ชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 เสียหายทั้งหมด แล้วลุกลามคูหาข้างเคียง ชั้นที่ 1 เสียหายทั้งหมด ลุกลามชั้นที่ 2 เสียหายบางส่วน พื้นที่เพลิงไหม้เสียหายโดยประมาณ 88 ตารางเมตร รถดับเพลิงใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ

ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้ ไม่สามารถตรวจสอบได้ เนื่องจากเพลิงลุกไหม้ชั้นต้นเพลิงเสียหายทั้งหมด ในที่เกิดเหตุมีผู้เสียชีวิต จำนวน 2 ราย เป็นเพศชาย อายุประมาณ 62 ปี เพศหญิง อายุประมาณ 61 ปี พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยตลาดพลู


>> รัฐบาลแนะ ผู้ลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐ กรณีไม่ผ่านเกณฑ์ “กรรมสิทธิ์รถเกินกว่าที่กำหนด”

08.05 น. นางสาว พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีประชาชนที่ถูกตัดสิทธิ์การได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มีสาเหตุมาจากการเคยมีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ หรือได้ทำการขายไปแล้วแต่ยังไม่ได้แจ้งจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อให้ถูกต้อง ตลอดจนกรณีที่เพิ่งทราบว่าตนเองมีกรรมสิทธิ์ในรถอันเนื่องมาจากญาติ พี่น้อง หรือลูกหลานนำชื่อไปใช้ในการซื้อรถนั้น

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม สั่งการให้กรมการขนส่งทางบกเร่งช่วยเหลือดูแล พร้อมอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบข้อมูลการครอบครองกรรมสิทธิ์รถอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลการมีกรรมสิทธิ์ในรถฟรี ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ ไม่เสียค่าธรรมเนียมในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบกรรมสิทธิ์ เนื่องจากเป็นบริการที่ต่อเนื่องจากโครงการของรัฐ ผู้ที่ต้องการตรวจสอบกรรมสิทธิ์สามารถนำบัตรประจำตัวประชาชน หรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง Walk-in มายังสำนักงานขนส่งจังหวัดหรือสำนักงานขนส่งสาขาทั่วประเทศ ซึ่งกรมการขนส่งทางบกสามารถตรวจสอบข้อมูลได้อย่างถูกต้องจากระบบฐานข้อมูลกลาง (MDM) หากตรวจสอบแล้วพบว่าข้อมูลรถดังกล่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริง จะดำเนินการปรับปรุงข้อมูลหรือดำเนินการทางทะเบียนให้ถูกต้องตามระเบียบ

“รัฐบาล โดยกรมการขนส่งทางบกพร้อมอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขข้อมูลทางทะเบียนรถให้ถูกต้องตรงตามข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ประชาชนสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการยื่นอุทธรณ์เพื่อรักษาสิทธิ์ของตนเอง พร้อมกันนี้ กรมการขนส่งทางบกจะรวบรวมกรณีปัญหาต่างๆ ของประชาชน เพื่อนำเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาหาแนวทางช่วยเหลือต่อไป” นางสาวพลอยทะเล กล่าว


>> พบชิ้นส่วนผู้เสียชีวิต คดีสะเทือนขวัญบ้านดุง ฆาตกรรมหั่นศพ ซุกกระป๋องสีข้างกระท่อมผู้ต้องสงสัย จ.อุดรธานี

13.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน จากกรณีเหตุสะเทือนขวัญ ที่กระท่อมนาบ้านสุขสบาย หมู่ 12 ตำบลโพนสูง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี นายต๋อง อายุ 35 ปี ถูกทำร้ายจนเสียชีวิต โดยสภาพศพถูกทำร้ายหลายแห่ง อีกทั้งชิ้นส่วนศีรษะและอวัยวะบางส่วนได้สูญหายไป ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัว นายทอ (นามสมมุติ) อายุ 30 ปี ผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุไปสอบสวนเบื้องต้นแล้วนั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัย VR บ้านดุง ได้ตรวจพบชิ้นส่วนศีรษะและชิ้นส่วนอวัยวะที่สูญหายไปของ นายต๋อง โดยถูกคนร้ายนำไปอำพรางไว้ในกระป๋องสี บริเวณข้างกระท่อมนาของนายทอ ผู้ต้องสงสัย ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าชิ้นส่วนศีรษะมีร่องรอยถูกผ่าแยกซีกและผ่านการเผาจนเกรียม โดยถูกใส่รวมไว้กับกระดูกสัตว์

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบสิ่งของชวนตะลึง เป็นชิ้นส่วนลักษณะคล้ายสมองมนุษย์ถูกดองไว้ในขวดโหล ซึ่งสร้างความสะเทือนใจและวิพากษ์วิจารณ์ให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก

ขณะนี้ พ.ต.อ.ณัฏฐพนธ์ พะยอมใหม่ รอง ผบก.ภ.จว.อุดรธานี พร้อมทีมสืบสวนและเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน กำลังเข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียด พร้อมทั้งควบคุมตัวนายทุ่ง ผู้ต้องสงสัย เบิกตัวมาจากศาลจังหวัดอุดรธานี เพื่อนำตัวมายังกระท่อมนาที่เกิดเหตุเพื่อทำการสอบสวนขยายผลดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ท่ามกลางประชาชนที่มาเฝ้าติดตามเหตุการณ์เป็นจำนวนมาก


>> โฆษก ทร. ยืนยันเรือที่ปรากฏในข่าว โดนโจมตีช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ใช่เรือสัญชาติไทย ตรวจสอบแล้วเรือสินค้าไทยในพื้นที่ปลอดภัย

13.47 น. พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏข่าวในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับเหตุการณ์เรือพาณิชย์ในบริเวณอ่าวโอมาน จนทำให้เกิดความกังวลว่าอาจเป็นเรือสัญชาติไทยนั้น ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือได้ประสานการตรวจสอบข้อมูลในระบบติดตามเรือกับศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศปก.ศรชล.) และศูนย์ Vessel Traffic Service (VTS) กรมเจ้าท่า พบว่า เรือที่ปรากฏตามข่าวไม่ใช่เรือสัญชาติไทยแต่อย่างใด

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบเรือสินค้าไทยที่ปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่อ่าวโอมาน ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 1 ลำ โดยได้ประสานตรวจสอบกับผู้รับผิดชอบด้านความปลอดภัยของเรือแล้ว "ได้รับการยืนยันว่าเรือและกำลังพลประจำเรือมีความปลอดภัย การเดินเรือและการปฏิบัติภารกิจเป็นไปตามปกติ"

กองทัพเรือขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐและแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ พร้อมยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์ความมั่นคงทางทะเลอย่างใกล้ชิด และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลความปลอดภัยของเรือไทยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล


>> โฆษก ทบ. แจงความคืบหน้าเหตุทหารเหยียบทุ่นระเบิดเก่าที่กันทรลักษ์ ส่งทหารช่าง-นปท.3 เก็บกู้จนพื้นที่ปลอดภัยแล้ว หลังพบทุ่นระเบิดเก่า PMN-1 อีก 19 ทุ่น

13.54 น. พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยความคืบหน้ากรณีกำลังพลเหยียบกับระเบิดได้รับบาดเจ็บในพื้นที่ อำเภอ กันทรลักษ์ จังหวัด ศรีสะเกษ เมื่อวานนี้ (17 กรกฎาคม 2569) ว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างกำลังพลกำลังปฏิบัติภารกิจเสริมความมั่นคงและปรับปรุงฐานปฏิบัติการตามแนวชายแดน โดยจุดเกิดเหตุเป็นพื้นที่บุกเบิกใหม่เพื่อการวางกำลัง ซึ่งอาจยังไม่ได้มีการสำรวจทุ่นระเบิดโดยละเอียด เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวในห้วงเกิดสถานการณ์สู้รบล่าสุด ฝ่ายกัมพูชาไม่ได้เข้ามาใช้ประโยชน์ในบริเวณนี้ จึงเป็นเหตุให้กำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด ด้วยระเบิดดังกล่าวมีลักษณะเก่า ทำให้กลไกการทำงานไม่สมบูรณ์ แต่ก็ยังส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บ

ทั้งนี้ จากการเข้าตรวจสอบพื้นที่หลังเกิดเหตุโดยหน่วยทหารช่าง และหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 (นปท.3 / TMAC) พบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลรุ่นเก่า ชนิด PMN-1 จำนวน 19 ทุ่น กระจายอยู่โดยรอบ ปัจจุบันหน่วยได้ทำการปิดกั้นพื้นที่ พร้อมทั้งเข้าเก็บกู้ เพื่อให้พื้นที่ดังกล่าวกลับมามีความปลอดภัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โฆษกกองทัพบกยังกล่าวอีกว่า ปัจจุบันกองทัพภาคที่ 2 ได้กำชับกำลังพลที่ปฏิบัติภารกิจการปรับปรุงเสริมความมั่นคงในทุกพื้นที่ ให้เพิ่มความระมัดระวังและมาตรการตรวจพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ ยังไม่มีการสำรวจและเก็บกู้ทุ่นระเบิด


>> เพลิงโหมลุกไหม้บ้านพัก เจ้าของบ้านวิ่งหนีระทึก คาดเกิดจากแบตเตอรี่เก็บพลังงานโซลาร์เซลล์ลัดวงจร สาเหตุแท้จริง ตร.จะสอบสวนอีกครั้ง

14.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสมุทรปราการ รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน ภายในซอยมังกรขันดี ต.แพรกษาใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

ที่เกิดเหตุ ลักษณะเป็นบ้าน 2 ชั้น พบกลุ่มควันและเปลวเพลิงพวยพุ่งออกจากบริเวณลานจอดรถชั้นล่าง เพลิงลุกลามขึ้นไปยังหลังคาโรงจอดรถก่อนขยายวงเข้าภายในตัวบ้านชั้นล่างได้รับความเสียหาย ส่วนเจ้าของบ้าน ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย หลังหนีออกมาได้พร้อมสุนัข 2 ตัว เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ ดำเนินการใช้น้ำ 2 หัวฉีดเข้าควบคุมเพลิงนานประมาณ 20 นาทีจึงสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้

เจ้าของบ้าน ระบุ ขณะเกิดเหตุอยู่บริเวณชั้นล่าง ได้ยินเสียงระเบิดติดต่อกัน 3 ครั้งจากบริเวณลานจอดรถ ซึ่งเป็นจุดติดตั้งแบตเตอรี่สำหรับเก็บพลังงานจากระบบโซลาร์เซลล์ ก่อนเห็นเปลวเพลิงลุกไหม้อย่างรุนแรงจึงรีบวิ่งหนีออกจากบ้านทันทีก่อนโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่

ขณะที่เพื่อนบ้าน และ ชาวบ้านใกล้เคียงต่างให้ข้อมูลสอดคล้องกันว่า ได้ยินเสียงคล้ายแบตเตอรี่ระเบิดหลายครั้ง ก่อนเกิดเพลิงลุกไหม้บริเวณลานจอดรถชั้นล่าง และลุกลามเข้าสู่ตัวบ้านอย่างรวดเร็ว และคิดว่าสาเหตุเพลิงไหม้อาจเกิดจากการลัดวงจรของแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานในระบบโซลาร์เซลล์ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้ตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป


>> เปิดปฏิบัติการ "ตัดเส้นเงิน สยบเครือข่าย โด้ ป่าพะยอม" บุกค้น 3 จุดพัทลุง ยึดเงินสดกว่า 4.5 ล้านบาท

16.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ร่วมกันจับกุม นายพอ (นามสมมุติ) อายุ 39 ปี ในข้อหา "มีอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, มีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต" โดยจับกุมได้ที่ ต.เขาเจียก อ.เมืองพัทลุง จ.พัทลุง และจับกุมนายมอ (นามสมมุติ) อายุ 27 ปี ในข้อหา "ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ซื้อ หรือรับไว้ด้วยประการใดซึ่งของที่ยังมิได้เสียภาษีหรือของต้องจำกัด หรือของต้องห้าม โดยยังไม่ผ่านศุลกากร" โดยจับกุมได้ที่ ต.คูหาสวรรค์ อ.เมืองพัทลุง จ.พัทลุง

สืบเนื่องจากในห้วงปี 2568–2569 เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงข่มขู่บ้านเรือนประชาชน ในพื้นที่จังหวัดพัทลุงบ่อยครั้ง สร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างมาก เจ้าหน้าที่จึงสืบสวนพบว่ามีความเชื่อมโยงกับการทวงหนี้ค่ายาเสพติดของเครือข่าย "โด้ ป่าพะยอม" ผู้ต้องหารายสำคัญ ที่มีหมายจับติดตัวถึง 6 หมายจับ ในคดีร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน, สมคบยาเสพติด และจ้างวานฆ่า ซึ่งปัจจุบันหลบหนีไปกบดานอยู่ต่างประเทศ แต่ยังคงสั่งการลักลอบค้ายาเสพติดและใช้ความรุนแรงในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

เจ้าหน้าที่จึงขยายผลสืบสวนเส้นทางการเงินเพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยง และขออนุมัติหมายค้นจากศาลจังหวัดพัทลุงเข้าตรวจค้นบ้านเป้าหมาย 3 จุด สามารถตรวจยึดของกลางสำคัญเป็นเงินสดจำนวน 4,563,520 บาท ซึ่งจากการตรวจหาหลักฐานเบื้องต้นพบคราบสารเสพติดเมทแอมเฟตามีน ปนเปื้อนอยู่บนธนบัตร นอกจากนี้ยังตรวจยึดอาวุธปืนพกสั้นขนาด 9 มม. พร้อมเครื่องกระสุน 13 นัด, สมุดบันทึกยอดเงินกู้นอกระบบ, หนังสือสัญญากู้เงิน 12 ฉบับ, โทรศัพท์มือถือ, บุหรี่ไฟฟ้า และบุหรี่ต่างประเทศเลี่ยงภาษีอีกจำนวนมาก

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะร่วมกับ ป.ป.ส. และ ปปง. ขยายผลยึดอายัดทรัพย์สินเครือข่ายนี้ต่อไป ก่อนนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทลุง ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ โดยนายพอ ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ส่วนนายมอ ให้การยอมรับว่าเงินสดทั้งหมดเป็นเงินที่ได้มาจากการจำหน่ายยาเสพติดของเครือข่าย "โด้ ป่าพะยอม" ที่สั่งการให้ตนเองทำหน้าที่รวบรวมและเก็บรักษาไว้จริง


>> ไฟไหม้อาคารพาณิชย์ ใกล้ตลาดชัยสิริ จนท.ฉีดน้ำเพลิงสงบ นายกฯ เมืองจันท์ เตือนประชาชนตรวจสอบระบบไฟฟ้า

16.10 น. พันตำรวจตรีพัชรพล ตันจริง พนักงานสอบสวน สภ.เมืองจันทบุรี รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้อาคารพาณิชย์สูง 3 ชั้น บริเวณซอยชัยสิริ 16 ในพื้นที่ อ.เมือง จ.จันทบุรี จึงประสานเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ 
จุดเกิดเหตุ ลักษณะเป็นอาคารพาณิชย์ เจ้าหน้าที่เร่งระดมฉีดน้ำควบคุมเพลิงจนสามารถสกัดไม่ให้ลุกลามไปยังอาคารข้างเคียงได้

พันตำรวจตรี พัชรพล เปิดเผยว่า จากการสอบปากคำเจ้าของอาคารทราบว่า ปกติประกอบอาชีพเผาพลอย แต่ในวันเกิดเหตุไม่ได้มีการเผาพลอยแต่อย่างใด โดยขณะนั่งอยู่บริเวณชั้นล่างของอาคาร ได้สังเกตเห็นกลุ่มควันลอยออกมาจากบริเวณชั้น 3 จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือ เบื้องต้นคาดว่าสาเหตุอาจเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจะเข้าตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงอีกครั้ง

ด้านนายกเทศมนตรีเมืองจันทบุรี กล่าวว่า จากกรณีเมื่อคืนที่ผ่านมาได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ในพื้นที่ จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย และในช่วงเย็นวันนี้เกิดเหตุเพลิงไหม้อีกครั้ง แม้จะไม่มีผู้เสียชีวิต แต่ถือเป็นเหตุการณ์ที่ต้องเฝ้าระวัง จึงขอความร่วมมือประชาชนช่วยตรวจสอบระบบไฟฟ้าภายในบ้านและอาคารอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งช่วยกันสอดส่องดูแล หากพบเหตุผิดปกติให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที พร้อมยืนยันว่าจะยกระดับการเตรียมความพร้อมของกำลังพลและรถดับเพลิง เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นต่อไป


>> ตำรวจทางหลวง ไล่ล่าระทึกเก๋งไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนซิ่งหนีสุดชีวิต ตรวจค้นพบซุกยาบ้า 2 ล้านเม็ด

17.25 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) ร่วมกันจับกุม นายสอ (นามสมมุติ) อายุ 19 ปี ในฐานความผิด "จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป, เป็นผู้ขับขี่รถมีสารเสพติดให้โทษประเภท 1 เมทแอมเฟตามีน ในร่างกายขณะขับรถ และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) โดยผิดกฎหมาย" โดยจับกุมได้ที่บริเวณริมถนน ทล.4248 ม.2 ต.ท่าสะท้อน อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี

สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ขับรถวิทยุตรวจการณ์ออกตรวจดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนบนถนนสายเอเชีย 41 ช่วง อ.บ้านนาเดิม จ.สุราษฎร์ธานี ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ได้สังเกตเห็นรถยนต์เก๋งยี่ห้อ ฮอนด้า แอคคอร์ด สีขาว ขับขี่โดยไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนด้านหลัง เจ้าหน้าที่จึงเปิดไซเรนและส่งสัญญาณไฟเรียกให้หยุดรถเพื่อทำการตรวจค้นตามปกติ แต่เมื่อผู้ต้องหาเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับเหยียบคันเร่งขับรถหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่จึงได้ขับไล่ติดตามไปอย่างกระชั้นชิดเป็นระยะทางกว่า 20 กิโลเมตร จนกระทั่งมาถึงบริเวณสถานที่จับกุม รถยนต์ของผู้ต้องหาได้หยุดนิ่งเนื่องจากน้ำมันหมด ผู้ต้องหาจึงได้เปิดประตูรถแล้ววิ่งหลบหนีลงข้างทาง แต่เจ้าหน้าที่สามารถวิ่งไล่ติดตามจับกุมตัวไว้ได้สำเร็จ

จากนั้นได้นำตัวมาตรวจค้นภายในรถยนต์ต่อหน้าผู้ต้องหาเพื่อความโปร่งใส พบกระสอบปุ๋ยหุ้มด้วยถุงพลาสติกสีดำซุกซ่อนอยู่ในกระโปรงท้ายรถจำนวน 2 กระสอบ และภายในห้องโดยสารอีกจำนวน 3 กระสอบ ตรวจค้นภายในพบของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,000,000 เม็ด พร้อมตรวจยึดของกลางอื่นๆ ได้แก่ โทรศัพท์มือถือไอโฟน 1 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือซัมซุง 1 เครื่อง, รถยนต์เก๋งยี่ห้อ ฮอนด้า แอคคอร์ด สีขาว ทะเบียนสุราษฎร์ธานี และธนบัตรใบละ 1,000 บาท จำนวน 50 ใบ มูลค่ารวม 50,000 บาท ก่อนนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนต่อไป เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา


>> เพลิงไหม้ลามดอนกลางแม่น้ำโขง ในพื้นที่เขตธาตุพนม คาดหญ้าแห้งและลมแรงเป็นเหตุ จ.นครพนม

18.00 น. รับจ้งว่า เกิดเหตุไฟไหม้ดอน กลางแม่น้ำโขง บริเวณรอยต่อหาดทรายทอง บ้านเหล่าน้อย ต.พระกลางทุ่ง อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ลุกลามขยายวงกว้างเข้าใกล้พื้นที่บ้านหนองหอย หมู่ 6 ต.ธาตุพนมเหนือ ท่ามกลางความตื่นตระหนกของชาวบ้านในพื้นที่

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น โดยเพลิงได้ลุกลามอย่างรวดเร็วต่อเนื่องมาจนถึงเวลา 20.30 น. ในเบื้องต้น ทางเทศบาลตำบลธาตุพนมได้จัดเตรียมรถดับเพลิงเข้าประจำการเพื่อเฝ้าระวังและเตรียมควบคุมสถานการณ์ เนื่องจากพื้นที่เกิดเหตุเป็นเกาะกลางน้ำโขง ทำให้การเข้าถึงพื้นที่เพื่อดับเพลิงทำได้ยากลำบาก เจ้าหน้าที่จึงต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันไม่ให้ไฟลุกลามไปยังพื้นที่อื่น

โดยลุงแหม่ม อายุ 67 ปี ชาวบ้านหนองหอย หมู่ 6 ซึ่งเป็นผู้เห็นเหตุการณ์และมีอาชีพประมง เล่าให้ฟังว่า เริ่มสังเกตเห็นกลุ่มควันลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าตั้งแต่ช่วงเวลา 14.00 น. แต่ในตอนแรกยังไม่ได้เอะใจ จนกระทั่งเวลาประมาณ 17.30 น. กลุ่มควันเริ่มหนาแน่นขึ้นและมีเปลวไฟปะทุขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับมีกระแสลมพัดแรง ทำให้ไฟลามไปทั่วพื้นที่อย่างรวดเร็ว

ลุงแหม่มยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า พื้นที่ดอนดังกล่าวเป็นดอนทรายที่เพิ่งเกิดใหม่ มีความยาวทอดตัวยาวไปถึงบริเวณหน้าประตูโขง หมู่ 11 ต.ธาตุพนม โดยสภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทุ่งหญ้าขึ้นหนาแน่น ไม่มีชาวบ้านเข้ามาใช้ประโยชน์ทางการเกษตร เนื่องจากเป็นดอนทรายขาวที่ทำการเกษตรได้ยาก จึงเป็นแหล่งสะสมของหญ้าแห้งซึ่งเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีเมื่อเกิดการจุดไฟหรือสภาพอากาศเอื้ออำนวย

ขณะนี้สถานการณ์ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกำลังประเมินแนวทางในการควบคุมเพลิงให้สงบโดยเร็วที่สุด

 

>> นายกฯ จับมือเสฉวน เปิดประตูตลาดจีนตะวันตก ดันสินค้าไทย–ดึงลงทุนเทคโนโลยี สร้างงานและโอกาสใหม่ให้คนไทย

18.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย หารือกับ นายหวัง เสี่ยวฮุย เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลเสฉวน ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติ Chengdu Century City โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องยกระดับความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม การท่องเที่ยว และความร่วมมือระดับท้องถิ่น เพื่อเชื่อมเศรษฐกิจไทยเข้ากับตลาดจีนตะวันตกอย่างเป็นรูปธรรม

นายหวัง เสี่ยวฮุย ย้ำว่าไทยเป็นประเทศสำคัญสำหรับมณฑลเสฉวน โดยปี 2568 มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับมณฑลเสฉวนอยู่ที่ประมาณ 41,000 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 112 สะท้อนว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองฝ่ายกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

ด้านนายกฯ ยืนยันว่าไทยพร้อมยกระดับความร่วมมือกับจีนในทุกมิติและทุกระดับ ตั้งแต่รัฐบาลกลาง มณฑล เมือง ไปจนถึงภาคเอกชน พร้อมย้ำว่าเสฉวนซึ่งมีประชากรกว่า 80 ล้านคน เป็นทั้งตลาดขนาดใหญ่ของสินค้าไทยและแหล่งนักลงทุนคุณภาพ โดยการเปิดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ประจำนครเฉิงตูอย่างเป็นทางการในครั้งนี้ จะช่วยอำนวยความสะดวกและเชื่อมโยงนักลงทุนจีนกับโอกาสลงทุนในประเทศไทย

 

ข่าวยอดนิยม