วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 เวลา 20:30 น.
วันนี้ (13 กรกฎาคม 2569) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการแถลงผลการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “MOT New Chapter ทันสมัย ใส่ใจประชาชน พร้อมขยายผลด้านเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ปี 2569 และปี 2570” โดยมี นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม ผู้บริหารระดับสูง และหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชดำเนิน อาคารราชรถสโมสร กระทรวงคมนาคม พร้อมมอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการดำเนินงาน เร่งผลักดันโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบขนส่งให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับการให้บริการ อำนวยความสะดวกในการเดินทาง ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ภายใต้กรอบนโยบาย 4 ด้าน ได้แก่ การลดค่าครองชีพประชาชน การกระตุ้นเศรษฐกิจ การส่งเสริมพลังงานสะอาด และการวางรากฐานด้านคมนาคมสำหรับอนาคต
ในการนี้ นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง พร้อมด้วยผู้บริหาร เข้าร่วมการแถลงผลการดำเนินงาน พร้อมรายงานแผนขับเคลื่อนภารกิจด้านโครงสร้างพื้นฐานทางถนน ภายใต้นโยบาย MOT New Chapter โดยยืนยันความพร้อมในการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงและทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองให้เชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ เพื่อยกระดับความสะดวก ความปลอดภัย และประสิทธิภาพการเดินทางของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนการขนส่งสินค้า การท่องเที่ยว และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ




อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวว่า ในปี 2569 กรมทางหลวงเตรียมเปิดทดลองให้บริการมอเตอร์เวย์ M6 สายบางปะอิน–นครราชสีมา และมอเตอร์เวย์ M82 สายบางขุนเทียน–บ้านแพ้ว ซึ่งอยู่ระหว่างเร่งรัดงานก่อสร้างในช่วงสุดท้าย โดยทั้งสองโครงการจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทาง ลดระยะเวลาเดินทาง ยกระดับประสิทธิภาพการขนส่ง และเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศให้มีความคล่องตัวยิ่งขึ้น
สำหรับปีงบประมาณ 2570 กระทรวงคมนาคมกำหนดแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านถนนรวม 50 โครงการ วงเงินลงทุน 29,376 ล้านบาท โดยกรมทางหลวงจะเร่งรัดดำเนินโครงการในความรับผิดชอบทั้งที่อยู่ระหว่างก่อสร้างและโครงการใหม่ เพื่อพัฒนาโครงข่ายทางหลวงให้เชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการเดินทาง การขนส่ง และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมด้านกฎหมาย การจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน และการผลักดันเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญ ขณะเดียวกัน กระทรวงคมนาคมยังเดินหน้าผลักดันโครงการโครงข่ายถนนของหน่วยงานในสังกัด ได้แก่ โครงการทางพิเศษสายพระราม 3- ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก โครงการมอเตอร์เวย์ M7 ส่วนต่อขยายเชื่อมสนามบินอู่ตะเภา มอเตอร์เวย์ M9 สายบางบัวทอง–บางปะอิน และการพัฒนา Service Center ศรีราชา บนมอเตอร์เวย์ M7 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง ยกระดับการให้บริการบนโครงข่ายถนน และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

พร้อมกันนี้ กรมทางหลวงยังได้ร่วมกับกรมทางหลวงชนบท การทางพิเศษแห่งประเทศไทย และสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ขับเคลื่อน 9 แผนปฏิบัติการด้านโครงสร้างพื้นฐานทางถนน ครอบคลุมการเร่งรัดโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง การผลักดันโครงการใหม่ การพัฒนาเส้นทางยุทธศาสตร์ การแก้ไขปัญหาการจราจรในเมืองหลักและเมืองท่องเที่ยว การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยระหว่างการก่อสร้าง การนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้บริหารจัดการจราจร การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการก่อสร้างอย่างรอบด้าน อาทิกำหนดมาตรการด้านวิศวกรรมและการบริหารจัดการความปลอดภัยที่เข้มข้นยิ่งขึ้น การจัดทำแผนบริหารการจราจรในพื้นที่ก่อสร้าง (Traffic Control Plan) การตรวจประเมินด้านความปลอดภัย การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในทุกระดับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยสูงสุดแก่ประชาชนผู้ใช้ทาง ควบคู่ไปกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะในการบริหารจัดการโครงข่ายทางหลวง อาทิ ระบบตรวจจับเหตุอัตโนมัติ (Automatic Incident Detection) ระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจรแบบปรับเปลี่ยนอัตโนมัติ (Adaptive Traffic Signal Control) ระบบตรวจจับความเร็วและการกระทำผิดบนทางหลวง และระบบจัดเก็บค่าผ่านทางแบบไม่มีไม้กั้น (M-Flow) พร้อมส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและวัสดุรีไซเคิล เช่น RAP และ RCA รวมถึงการพัฒนาถนนจากพลาสติกรีไซเคิล เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวงให้มีความทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน
กรมทางหลวงพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนทุกโครงการตามนโยบายของกระทรวงคมนาคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาโครงข่ายทางหลวงให้เชื่อมโยงทั่วประเทศ มีมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่สูงขึ้น รองรับการเดินทางและการขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

