หน้าแรก > สังคม

24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 9 กรกฎาคม 2569

วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 เวลา 05:32 น.


24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 9 กรกฎาคม 2569


>> ไฟไหม้รถเอสยูวีกลางถนน หวิดวอดทั้งคัน คนขับเผยโชคดีไม่เกิดตอนส่งหลานไปโรงเรียน

08.00 น. ร.ต.อ.นทีกานต์ ยอดสร้อย รอง สว.จร.สภ.บางละมุง ขณะออกตรวจสภาพการจราจร บริเวณถนนสายชัยพรวิถี เส้นทาง หนองปรือ – อ่างเก็บน้ำมาบประชัน พบรถเอสยูวี สีดำ จอดอยู่ริมถนนหน้าร้านยางรถยนต์ ใกล้ปากซอยชัยพรวิถี หมู่ 4 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยมีกลุ่มควันและแสงเพลิงพวยพุ่งออกจากห้องเครื่อง จึงรีบปิดการจราจร พร้อมประสานรถดับเพลิงเมืองพัทยา และหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถาน เมืองพัทยา เข้าช่วยเหลือ

เบื้องต้น พบว่าพนักงานร้านยางรถยนต์และร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ใกล้จุดเกิดเหตุ พยายามนำถังเคมีและสายยางมาช่วยดับไฟ แต่ไม่สามารถควบคุมเพลิงได้ เนื่องจากไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะเดินทางมาถึง และใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ โดยเพลิงสร้างความเสียหายบริเวณห้องเครื่องยนต์เป็นหลัก และไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

หญิงไทย อายุ 56 ปี คนขับรถ เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุกำลังขับรถกลับบ้านหลังจากไปส่งหลานที่โรงเรียน ระหว่างทางสังเกตเห็นควันพวยพุ่งออกจากห้องเครื่อง จึงรีบจอดรถและลงมาขอความช่วยเหลือ ก่อนที่เพียงไม่นานเปลวเพลิงจะลุกไหม้อย่างรวดเร็ว พร้อมยอมรับว่าโชคดีมากที่เหตุการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นขณะกำลังพาหลานไปโรงเรียน


>> สลดหญิงวัย 69 ปี ขี่ จยย.ถูกรถบรรทุกพ่วงชนทับดับสลดใต้ท้องรถ สามีมาดูศพถึงกับร่ำไห้กอดร่างภรรยา

08.40 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พานทอง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิธรรมรัศมีมณีรัตน์ ได้รับแจ้งเหตุอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ถูกรถบรรทุกพ่วงเฉี่ยวชนและทับคนขี่เสียชีวิต บริเวณหน้าแพลนท์ปูน ริมถนนศุขประยูร ขาเข้าพนัสนิคม หมู่ 3 ต.หนองตำลึง อ.พานทอง จ.ชลบุรี

ที่เกิดเหตุ พบรถบรรทุกพ่วง ยี่ห้อมิตซูบิชิ สีม่วง จอดอยู่บริเวณทางเข้าแพลนท์ปูน ใต้ท้องรถพบรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่า มีโอ สีน้ำเงินถูกชนอัดติดอยู่ สภาพได้รับความเสียหาย ใกล้กันพบร่างผู้เสียชีวิตทราบต่อมาคือ หญิงไทย อายุ 69 ปี นอนเสียชีวิตอยู่ใต้ท้องรถบรรทุก สภาพร่างถูกรถทับอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่จึงกันพื้นที่เพื่อรอการตรวจสอบอย่างละเอียด

จากการสอบถาม คนขับรถบรรทุกพ่วง เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุตนขับรถมาตามเส้นทางดังกล่าว เพื่อจะเลี้ยวเข้าแพลนท์ปูน โดยขณะนั้นมีรถบัสอยู่ด้านหน้า เมื่่อรถบัสคันดังกล่าวเคลื่อนตัวออกไป ตนจึงขับรถเลี้ยวตามเข้าไป แต่ระหว่างนั้นได้ยินเสียงคล้ายรถเหยียบสิ่งของบางอย่าง จึงหยุดรถและลงมาตรวจสอบ ก่อนจะพบว่ารถบรรทุกของตนชนกับรถจักรยานยนต์ และมีผู้เสียชีวิตติดอยู่ใต้ท้องรถ จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ให้มาตรวจสอบทันที 
ต่อมา สามีของผู้เสียชีวิตได้เดินทางมายังจุดเกิดเหตุ เมื่อเห็นร่างภรรยานอนเสียชีวิตอยู่ใต้ท้องรถ ถึงกับทรุดร่ำไห้ด้วยความเสียใจ ก่อนเข้าไปกอดร่างภรรยา ท่ามกลางความสลดใจของเจ้าหน้าที่กู้ภัยและประชาชนที่อยู่ในเหตุการณ์

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้บันทึกภาพที่เกิดเหตุ ตรวจสอบร่องรอยการชน พร้อมสอบปากคำคนขับรถบรรทุกและพยานแวดล้อมเพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุครั้งนี้ รวมทั้งจะตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ส่วนร่างผู้เสียชีวิต เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้นำส่งชันสูตรเพิ่มเติม ก่อนมอบให้ญาตินำไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป


>> รองปลัด มท. ลงพื้นที่บูรณาการหน่วยงานความมั่นคง ตรวจความพร้อมด่านถาวรสะเดาแห่งใหม่ กำชับเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยเข้มงวด โดยไม่กระทบวิถีชีวิตประชาชน

10.30 น. นายภาสกร บุญญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน พร้อมคณะลงพื้นที่ติดตามการเตรียมความพร้อมการเปิดจุดผ่านแดนถาวรสะเดา อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ร่วมลงพื้นที่

นายภาสกร กล่าวว่า การลงพื้นที่ในวันนี้เป็นการร่วมรับฟังปัญหาในด้านต่างๆ เพื่อบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบปัญหาอุปสรรค พร้อมทั้งตรวจติดตามความพร้อมในทุกมิติอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทั้งในส่วนของระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน การบริหารจัดการเชิงพื้นที่เพื่อรองรับการสัญจร และกระบวนการพิธีการทางศุลกากรข้ามพรมแดน เพื่อเตรียมความพร้อมขั้นสูงสุดในขั้นตอนสุดท้าย ก่อนที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทยและนายกรัฐมนตรีแห่งสหพันธรัฐมาเลเซีย จะเดินทางมาปฏิบัติภารกิจและร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดจุดผ่านแดนถาวรสะเดาแห่งใหม่อย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้ (10 ก.ค. 69)

"ในด้านมาตรการความมั่นคงและการอำนวยความสะดวก ต้องเน้นย้ำหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ทุกภาคส่วน ให้ร่วมกันบูรณาการและยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด ตลอดจนการบริหารจัดการดูแลพื้นที่สนับสนุนอย่างเข้มงวด รัดกุม และรอบคอบในทุกจุดปฏิบัติการ เพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับคณะผู้นำระดับสูงและผู้บริหารระดับประเทศของทั้งสองฝ่ายที่จะเดินทางมาปฏิบัติภารกิจ อย่างไรก็ดี ต้องขอให้คำนึงถึงมิติด้านการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนเป็นแนวทางสำคัญควบคู่กันไป ซึ่งจะต้องมีการวางระบบบริหารจัดการพื้นที่ การจัดระเบียบการจราจร และการดูแลเส้นทางสัญจรอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันมิให้มาตรการรักษาความปลอดภัยดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ การเดินทางสัญจร ตลอดจนการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้าชายแดนตามปกติของพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่" นายภาสกร กล่าว


>> พี่ชาย ชักปืนยิงน้องสาวเสียชีวิต - น้องเขยเจ็บสาหัส คาพื้นที่พิพาท ไฟลุกไหม้เผารถ ก่อนขับกระบะหลบหนี ตร.เร่งไล่ล่า จ.ระยอง

11.00 น. พ.ต.ท.สุริยา กุลบุญญา สว.(สอบสวน) สภ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง รับแจ้งเหตุใช้อาวุธปืuยิงกัน มีทั้งผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต บริเวณพื้นที่ก่อสร้างห้องแถวแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ ต.มะขามคู่ อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง

ที่เกิดเหตุ ลักษณะเป็นพื้นที่กำลังก่อสร้างห้องเช่า พบรถยนต์เอนกประสงค์ สีขาว มีเพลิงลุกไหม้บริเวณด้านหน้ารถอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจากเทศบาลตำบลมะขามคู่ และเทศบาลพนานิคม ระดมฉีดน้ำจนสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้

ตรวจสอบบริเวณโดยรอบ พบร่างของผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นหญิงไทย อายุประมาณ 55 - 60 ปี บาดแผลถูกยิงเข้าที่ท้ายทอย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย เป็นชายไทย ซึ่งเป็นสามีของผู้เสียชีวิต มีแผลบริเวณลำคอ อาการบาดเจ็บสาหัส เจ้าหน้าที่เร่งปฐมพยาบาลก่อนนำส่งโรงพยาบาลเป็นการด่วน ขณะที่ผู้ก่อเหตุอาศัยช่วงชุลมุนหลบหนีออกจากพื้นที่ ก่อนเจ้าหน้าที่จะเดินทางมาถึง

จากการสอบสวน ทราบว่า ผู้ก่อเหตุ เป็นชายไทย อายุประมาณ 60 ปี ซึ่งเป็นพี่ชายแท้ๆ ของผู้เสียชีวิต และเป็นพี่เขยของผู้บาดเจ็บ โดยเบื้องต้นทั้งสองฝ่ายมีข้อพิพาทเรื่องมรดกที่ดินมายาวนาน จนถึงขั้นฟ้องร้องกันต่อศาล

กระทั่งในวันเกิดเหตุ ศาลจังหวัดระยองได้นัดคู่กรณี พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่เพื่อสอบแนวเขตรังวัดที่ดิน แต่การเจรจาไม่สามารถหาข้อยุติได้ เกิดการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง ก่อนผู้ก่อเหตุจะเกิดบันดาลโทสะ ชักอาวุธปืนที่พกติดตัวออกมายิงน้องสาวและน้องเขย ทำให้น้องสาวเสียชีวิต ส่วนน้องเขยได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนขับรถกระบะหลบหนีไปตาทเส้นทางบ้านบึงอย่างรวดเร็ว

ส่วนรถยนต์เอนกประสงค์สีขาวที่เกิดเพลิงลุกไหม้ภายในที่เกิดเหตุ ยังเป็นอีกหนึ่งปริศนาที่ตำรวจอยู่ระหว่างเร่งคลี่คลาย โดยยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเพลิงไหม้เกิดจากกระสุนปืน หรือมีการจุดไฟเผาหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจะเข้าตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

เบื้องต้นตำรวจชุดสืบสวนอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบเส้นทางหลบหนี และเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุ มาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็ว


>> นายกฯ เยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ เดินหน้าขยายการค้า การลงทุน และความร่วมมือ สร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชน

11.20 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในโอกาสการเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ โดยมีผู้แทนระดับสูงของมาเลเซียและคณะจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ร่วมให้การต้อนรับ

โอกาสนี้ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เดินทางมาต้อนรับนายกรัฐมนตรีไทยด้วยตนเอง ก่อนนำเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ อาคารรับรองพิเศษ ท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ จากนั้นเดินทางต่อไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ณ เมืองปูตราจายา เพื่อเข้าร่วมพิธีต้อนรับและการหารืออย่างเป็นทางการ 
การหารือครั้งนี้จะมุ่งเน้นการขยายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน การเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์และคมนาคม การเกษตร การท่องเที่ยว และการพัฒนาพื้นที่ชายแดน ตลอดจนการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และการประสานงานในกรอบอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัย ความเชื่อมั่น และเสถียรภาพของภูมิภาคให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน


>> ทลายแหล่งไลฟ์สด ขายเสื้อผ้าปลอมรายใหญ่ในระยอง ยึดของกลาง 6,455 ชิ้น มูลค่าความเสียหายกว่า 2 ล้านบาท

11.21 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) และตัวแทนผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหาย เข้าตรวจค้นบ้านและโกดังขนาดใหญ่ในต.วังหว้า อ.แกลง จ.ระยอง พร้อมตรวจยึดของกลาง เสื้อผ้าที่ปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร รวมของกลาง 37 รายการ จำนวน 6,455 ชิ้น มูลค่าความเสียหายประมาณ 2 ล้านบาท เจ้าหน้าที่ตรวจยึดไว้ในข้อกล่าวหา “มีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร”

พฤติการณ์ ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้รับแจ้งจากตัวแทนผู้เสียหายว่ามีร้านค้าออนไลน์ที่มีการไลฟ์สดขายสินค้าที่เป็นเสื้อผ้า โดยมีการถ่ายให้เห็นบ้านและโกดังขนาดใหญ่ จากการลงพื้นที่สืบสวน พบว่าเป็นบ้านที่มีการต่อเติมให้เป็นสถานที่กักเก็บสินค้า พร้อมทั้งแพ็คสินค้าจำหน่ายออกไปทั่วประเทศ เมื่อเข้าตรวจค้นพบนางใจ (นามสมมุติ) ซึ่งอ้างว่าเป็นหัวหน้าคนงาน เป็นผู้นำตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบเสื้อผ้าที่ปลอมเครื่องหมายการค้าหลายรายการ

เบื้องต้นนางใจ ให้การว่าสินค้าดังกล่าวสั่งมาจากหลายแหล่ง โดยนำมาจำหน่ายอีกทอดหนึ่งเพื่อทำกำไร ภายในบ้านและโกดังสินค้ามีพนักงานกว่า 30 คน เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงได้สอบสวนปากคำผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อเป็นพยานในคดี โดยได้นำของกลางไปดำเนินที่ กก.1 บก.ปอศ. ต่อไป โดยเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้ทำการสืบสวนขยายผล ไปถึงเจ้าของบ้าน การจดทะเบียนบริษัทที่ดำเนินกิจการ และดำเนินคดีในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป


>> เหตุปั้นจั่นล้ม ทับคนงานเสียชีวิต รมช.คมนาคม ลงพื้นที่ติ สั่งหยุดงานตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมเร่งเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต

13.20 น. ผู้สื่อข่าวรยงาน ภายในพื้นที่โครงการก่อสร้างทางคู่ขนานทางหลวงหมายเลข 35 สายทางแยกต่างระดับบ้านแพ้ว – บ้านบางน้ำวน ช่วงกิโลเมตรที่ 39+000 ถึงกิโลเมตรที่ 40+050 บริเวณจุดกลับรถสะพานคลองหลวง ตำบลบางโทรัด อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เป็นเหตุให้คนงานของผู้รับจ้างเสียชีวิต 1 ราย

โดยเหตุเกิดขึ้นภายในพื้นที่ก่อสร้างที่ปิดกั้นแยกจากช่องทางจราจร จึงไม่ส่งผลกระทบต่อการสัญจรของประชาชนโครงการดังกล่าวเป็นโครงการก่อสร้างทางคู่ขนานบนทางหลวงหมายเลข 35 ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวไม่ใช่โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 82 (M82)

จากรายงานเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ประจำโครงการ ผู้รับจ้างได้เริ่มปฏิบัติงานตอกเสาเข็มทดสอบ (Pilot Pile) ตั้งแต่ช่วงเช้าตามแผนงาน โดยขณะปฏิบัติงานมีพนักงานควบคุมปั้นจั่น และมีผู้ควบคุมงานของกรมทางหลวง ตรวจสอบควบคุมผลการตอกเสาเข็มทดสอบ ซึ่งได้ทดสอบเสร็จเรียบร้อยไป 2 ตำแหน่งในช่วงเช้า กระทั่งในช่วงบ่าย ได้ยกเสาเข็มที่มีความยาว 25 เมตร ระหว่างเตรียมจะตอกได้เกิดปั้นจั่นล้ม เป็นเหตุให้มีพนักงานควบคุมปั้นจั่นเสียชีวิต 1 ราย โดยผู้เสียชีวิตเป็นชาวจังหวัดสุรินทร์ อายุประมาณ 64 ปี 
ทั้งนี้ สาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุอยู่ระหว่างการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และได้กำชับให้กรมทางหลวงตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์อย่างรอบด้าน พร้อมให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ รวมทั้งทบทวนมาตรการด้านความปลอดภัยในการดำเนินงานก่อสร้าง เพื่อยกระดับการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยของทุกโครงการ

ต่อมา นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายปัญญา ชูพานิช รองปลัดกระทรวงคมนาคม นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง คณะวิศวกร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามเหตุอุบัติเหตุปั้นจั่นล้มภายในโครงการก่อสร้างทางคู่ขนานทางหลวงหมายเลข 35 (ถนนพระราม 2) ทันทีที่ทราบเหตุ เพื่อเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง และกำชับให้ผู้รับจ้างดำเนินการช่วยเหลือและเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตโดยเร็ว


>> ศาลสั่ง DSI แจงยิบ 5 ปมร้อน คดีทุจริตโอทีการท่าเรือฯ สะเทือนปม "ห้องเย็น" เลื่อนนัดชี้ชะตา 2 ก.ย. นี้

13.27 น. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำสั่งสะเทือนวงการสีกากี สั่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ชี้แจงข้อเท็จจริงด่วนรวม 5 ประเด็นหลัก ภายในวันที่ 10 ส.ค. นี้ หลัง "ทนายปราบโกง" นายกฤษฎา อินทามระ พร้อมอดีตพนักงานการท่าเรือฯ ยื่นฟ้องอดีตรองอธิบดี DSI กับพวกรวม 4 คน เซ่นปมคาใจการสอบสวนคดีพิเศษทุจริตเงินค่าล่วงเวลาการท่าเรือฯ ที่มีผู้ถูกกล่าวหากว่า 32 คน รวมถึงประเด็นร้อน "ปมห้องเย็น DSI" ที่มีการเรียกสอบปากคำแบบมีเงื่อนงำเมื่อปี 2557

​ทั้งนี้ ศาลกำหนดให้ฝั่งโจทก์เข้าตรวจดูคำชี้แจงและยื่นคัดค้านได้ภายในวันที่ 25 ส.ค. 2569 หากไม่ยื่นจะถือว่าไม่ติดใจ พร้อมกันนี้ศาลได้สั่งเลื่อนการฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาในคดีประวัติศาสตร์นี้ออกไปเป็นวันที่ 2 กันยายน 2569 เวลา 09.30 น. ท่ามกลางการจับตามองของสังคมว่าบทสรุปของมหากาพย์ทุจริตและปฏิบัติหน้าที่มิชอบครั้งนี้จะจบลงอย่างไร


>> นายกฯ ไทย–มาเลเซีย เห็นพ้องเร่งเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานชายแดน เปิดประตูการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุน เพิ่มโอกาสให้ประชาชนสองประเทศ

13.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย หารือเต็มคณะ กับดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือในทุกมิติ สร้าง “พื้นที่แห่งโอกาส” ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และความมั่นคง ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและรายได้ของประชาชนทั้งสองประเทศ

ประเด็นสำคัญของการหารือครั้งนี้ คือ การเร่งเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานระหว่างไทยกับมาเลเซีย เพื่อให้การเดินทางของประชาชนสะดวกขึ้น ลดต้นทุนการขนส่งสินค้า และเพิ่มศักยภาพการค้าชายแดน ควบคู่ส่งเสริมการลงทุน พัฒนาผู้ประกอบการท้องถิ่น พัฒนาทักษะแรงงาน และยกระดับการท่องเที่ยว เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ด้านความมั่นคง ทั้งสองประเทศยืนยันความร่วมมือในการสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพิ่มความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบขนยาเสพติด การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมบริเวณชายแดน รวมถึงจัดตั้งคณะทำงานร่วมดูแลพื้นที่ริมแม่น้ำโก-ลก และพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยน้ำท่วมระหว่างสองประเทศ 
ในด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้บรรลุเป้าหมาย 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐได้ในอนาคตอันใกล้ พร้อมเร่งเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในสาขาความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

ในโอกาสเดียวกัน ผู้นำทั้งสองประเทศร่วมเป็นสักขีพยานการแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจด้านการเกษตร เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของทั้งสองประเทศ โดยนายกฯ ไทย มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งขับเคลื่อนผลการหารือครั้งนี้ พร้อมเชิญนายกฯ มาเลเซียเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อสานต่อความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ


>> ผบ.ตร.เรียก ประชุมคณะทำงานสอบข้อเท็จจริงโกงสอบท้องถิ่น วางกรอบใน 20 วันก่อนสรุปให้ชุดใหญ่

14.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, ป.ป.ท., ป.ป.ง., ก.พ. และสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อกำหนดแนวทางการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการสอบคัดเลือกท้องถิ่น

ภายหลังการประชุม พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการแบ่งหน้าที่ของคณะทำงาน ภายใต้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยคณะทำงานมีหน้าที่รวบรวมข้อเท็จจริงและตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ บริษัทเอกชน หรือผู้เข้าสอบ เพื่อรายงานผลต่อคณะกรรมการชุดใหญ่ เบื้องต้นได้กำหนดกรอบการทำงานให้แล้วเสร็จภายใน 20 วัน ก่อนสรุปรายงานเสนอให้นายกรัฐมนตรีภายใน 30 วัน โดยคณะทำงานจะตรวจสอบทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เพื่อหาว่าขั้นตอนใดของกระบวนการสอบมีความบกพร่อง และมีบุคคลใดเกี่ยวข้องบ้าง

สำหรับการตรวจสอบจะครอบคลุมบุคคลที่เกี่ยวข้องประมาณ 6,000 คน ซึ่งจะแบ่งกลุ่มเพื่อตรวจสอบเป็นรายกรณี หากพบพฤติการณ์ที่อาจเข้าข่ายกระทำผิด จะดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานตามขั้นตอน ส่วนบุคคลที่ถูกกล่าวถึงในสังคม เช่น น.ส.ส้มและ นายกฤษ นายกเทศมนตรีตำบลควนรัง จังหวัดสงขลา รวมถึงผู้ที่โพสต์ข้อความเกี่ยวกับการสอบในจังหวัดพังงา ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานว่ามีส่วนร่วมในการทุจริต แต่คณะทำงานจะเชิญทั้งหมดมาให้ข้อมูลประกอบการตรวจสอบ

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ย้ำว่า คณะทำงานชุดนี้ไม่มีอำนาจควบคุมตัวหรือดำเนินคดีอาญา หากภายหลังพบพยานหลักฐานจนมีการออกหมายจับ จะเป็นอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการดำเนินการตามกฎหมาย หากดําเนินการไม่แล้วเสร็จตามกรอบ20วัน จำเป็นสามารถขยายระยะเวลาการตรวจสอบออกไปได้ แต่เชื่อมั่นว่าคณะทำงานจะสามารถรวบรวมข้อเท็จจริงและสรุปผลได้ภายในกรอบเวลาที่กำหนด พร้อมยืนยันด้วยว่า การตรวจสอบของคณะทำงานชุดนี้ เป็นคนละส่วนกับคดีที่กระทรวงมหาดไทยแจ้งความกับกองปราบปรามในข้อหาปลอมแปลงเอกสาร รวมถึงคดีร้องเรียนกรณีปลัดจังหวัดภูเก็ตเรียกรับผลประโยชน์จากการสอบท้องถิ่น ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) โดยตรง


>> ตำรวจวังขอนแดง รวบพี่ชายปืนดุ ยิงน้องสาวดับ - น้องเขยสาหัส คาที่ดินที่พิพาท คุมตัวไปสอบสวน จ.ปราจีนบุรี

14.30 น. สภ.วังขอนแดง ได้รับแจ้งว่า มีเหตุการใช้อาวุธปืนมีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 1 รายถูกนำส่ง รพ.นิคมพัฒนา ในพื้นที่ของ สภ.นิคมพัฒนา และข้อมูลว่า ผู้ก่อเหตุ ใช้ยานพาหนะเป็น รถกระบะ อีซูซุ สีบอร์นเทา ขับหลบหนี คาดว่ามุ่งหน้าไปทาง เขตบ้านฉาง

ต่อมา พ.ต.อ.กัลป์ กลิ่นศรี ผกก.สภ.วังขอนแดง สั่งการให้ พ.ต.ท.ศิริ ศิริมี รอง ผกก.สส.สภ.วังขอนแดง ,พ.ต.ท.แดน ชัยองอาจ สวป.สภ.วังขอนแดง พร้อมร้อยเวร20 ,ข้าราชการตำรวจสภ.วังขอนแดงร่วมกับ ตำรวจทางหลวงนาดี, ตั้งจุดสกัดจับ

และสามารถ จับกุมตัวผู้ก่อเหตุไว้ได้ คนร้ายให้การรับสารภาพ สภ.วังขอนแดง ดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายต่อไป


>> เพลิงไหม้บ้านร้าง ซอยกรุงเทพ-นนทบุรี 56 เสียหายหมดทั้งชั้น

14.45 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้ สถานที่เกิดเหตุ ซอยกรุงเทพ-นนทบุรี 56 ถนนกรุงเทพ-นนทบุรี แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร

ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นบ้านเดี่ยวคอนกรีต 2 ชั้น ใช้เป็นที่พักอาศัย (บ้านร้าง) ต้นเพลิงเกิดขึ้นที่ชั้นล่าง เพลิงลุกไหม้เสียหายหมดทั้งชั้น พื้นที่เพลิงไหม้เสียหายโดยประมาณ 25 ตารางเมตร รถดับเพลิงใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ

ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้ไม่สามารถตรวจสอบได้เนื่องจากชั้นต้นเพลิงเสียหายหมด ที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางซ่อน


>> สืบนครบาล จับเจ้าหน้าที่เวชระเบียน รพ.ย่านฝั่งธน 1 ในขบวนการ ‘กุมารจีน’

14.54 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน ตำรวจสืบนครบาล นำกำลังเข้าจับกุม นางสาว ส. เจ้าหน้าที่เวชระเบียน ของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งย่านธนบุรี หลังพบเป็นหนึ่งในขบวนการ ‘กุมารจีน’

ทั้งนี้ นางสาว ส. ทำหน้าที่เป็นนายหน้าของขบวนการ ในการจัดหาลูกค้าชาวจีน เข้ามาทำคลอดที่โรงพยาบาล โดยมีค่าบริการแพ็กเกจ 70,000 บาท แต่เจ้าตัวได้ค่านายหน้าประสานงานในการเดินเรื่องเอกสาร 20,000 บาท พบทำมาแล้วกว่า 5 ปี

จากการตรวจสอบเวชระเบียนในโรงพยาบาล พบว่า มีคนจีนที่ใช้พ่อไทยมาแจ้งเกิด 164 คน และไม่พบประวัติการฝากครรภ์ที่มีพ่อคนไทยมาก่อน แต่ โรงพยาบาลรับรองหนังสือการเกิด โดยมีพ่อโผล่มาทีหลัง ชุดสืบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาตามหมายจับ เป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฎิบัติหน้าที่โดยทุจริตฯ


>> บุกรวบ ตา-ยาย ค้ายาบ้า รับชำระเป็นเงินสดเท่านั้น จ.พังงา

16.40 น. ร้อยโทจิรายุส ยงยุทธ์ ผู้ช่วยป้องกันจังหวัดพังงา/เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามนโยบายเปิดปฏิบัติการ Operation 90 Days ผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด เพื่อมุ่งสร้างหมู่บ้าน/ชุมชนสีขาวปลอดยาเสพติด

สืบเนื่องจากได้รับข้อร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ ต.ทุ่งคาโงก อ.เมือง จ.พังงา ว่ามีบุคคลจำหน่ายยาเสพติดให้กับกลุ่มวัยรุ่นและชาวบ้านในพื้นที่ จึงขอให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ล่อซื้อยาเสพติด เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 69 โดยสามารถจับกุมผู้กระทำความผิด 2 ราย คือ นายสอ (นามสมมุติ) อายุ 70 ปี และ นางวอ (นามสมมุติ) อายุ 70 ปี พร้อมของกลางยาบ้า 23 เม็ด และเศษยาบ้า 0.5 กรัม เงินสดล่อซื้อ 200 บาท เงินสด 34,180 บาท สมุดบัญชีธนาคาร 1 เล่ม เศษถุงพลาสติกแบ่งจำหน่าย โทรศัพท์ไอโฟน 2 เครื่อง

จากการสอบสวน นายสอ รับสารภาพว่าตนซื้อยาบ้ามาจากเพื่อนไม่ทราบชื่อสกุลจริง อายุประมาณ 30 กว่าปี ต.ทุ่งมะพร้าว อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา เกือบทุกวัน โดยเอายาบ้ามาให้ครั้งละ 50 เม็ด แล้วจะมาเก็บเงินภายหลัง เมื่อขายยาบ้าหมด โดยคิดราคายาบ้า 1,500 บาท ซึ่งตนจะชำระค่ายาบ้าเป็นเงินสด และยาบ้าที่ซื้อมาปกติตนจะขายยาบ้าเม็ดละ 40-50 บาท แล้วแต่คนว่าสนิทหรือไม่

โดยเมื่อมีคนมาซื้อยาบ้าจากตนที่บ้านที่เกิดเหตุ ตนจะเดินไปบริเวณสวนปาล์มด้านหลังบ้านที่เกิดเหตุเพื่อไปหยิบยาบ้าที่ตนซุกซ่อนไว้มาให้ และเมื่อได้ยาบ้าแล้วตนจะเอายาบ้าใส่เศษถุงพลาสติกและม้วนเป็นเกลียว แล้วจึงฉีกถุงพลาสติกออกเอา และเดินเอายาบ้าไปให้ลูกค้าที่สั่งซื้อยาบ้าที่รออยู่ที่บริเวณหน้าบ้านที่เกิดเหตุ

โดยตนจะรับชำระค่ายาบ้าเป็นเงินสดเท่านั้น เนื่องจากรับโอนเงินด้วยแอปฯ ออนไลน์ไม่เป็นเพราะอายุมากแล้ว โดยตนเคยเสพยาบ้าเมื่อสมัยวัยรุ่นเมื่อนานมาแล้ว แต่ปัจจุบันตนไม่เสพยาบ้าแล้ว โดยจะขายยาบ้าให้กลุ่มคนใช้แรงงาน รับจ้างตัดปาล์มเพียงอย่างเดียว ซึ่งยาบ้า 50 เม็ด ตนใช้เวลาขายไม่เกิน 3 วันก็จะขายหมด

ทั้งนี้ ตนมีประวัติเคยถูกจับกุมคดีเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อนหน้านี้แล้ว ครั้ง โดยถูกจับกุมข้อหาจำหน่ายยาเสพติดและข้อหาครอบครองยาเสพติด และถูกจำคุกมาแล้วทั้ง 2 ครั้ง โดยทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจังหวัดพังงา ได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า พร้อมจัดทำบันทึกการจับกุม ก่อนนำตัวผู้ถูกจับพร้อมของกลาง ส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.ทุ่งคาโงก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


>> นายกฯ หนุนเอกชนไทยในมาเลเซีย รับฟังข้อเสนอ ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ เน้นย้ำการเติบโตร่วมกันทุกภาคส่วน

17.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย หารือกับผู้แทนภาคเอกชนไทยในมาเลเซีย ณ โรงแรม Park Hyatt Kuala Lumpur พร้อมขอบคุณภาคเอกชนไทยในมาเลเซีย ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ มิตรภาพระหว่างสองประเทศ

นายกฯ เน้นย้ำ รัฐบาลพร้อมสนับสนุนภาคเอกชนไทยในมาเลเซียอย่างเต็มที่ ทั้งด้านการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ การอำนวยความสะดวกด้านการค้า การลงทุน แรงงาน และประเด็นอื่น ๆ ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาส การเติบโตของธุรกิจไทยในมาเลเซีย

การหารือในครั้งนี้ เป็นโอกาสอันดีที่รัฐบาลจะได้รับฟังข้อเสนอแนะ จากภาคเอกชนโดยตรง เพื่อนำไปพิจารณาผลักดันและต่อยอดเป็นมาตรการสนับสนุน ที่สามารถตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม ยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและมาเลเซีย ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น


>> กทม. งัด 3 มาตรการด่วน รับมือเหตุดินทรุด อุโมงค์สายสีม่วงน้ำรั่ว ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สั่งถอดบทเรียนรพ.วชิระ พร้อมเตรียมแผนรับมือจราจรโรงเรียนรอบวงเวียนใหญ่

18.45 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่บริเวณวงเวียนสมเด็จพระเจ้าตากสิน หลังเกิดเหตุน้ำรั่วภายในบ่อพักน้ำ ใต้อุโมงค์การก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ซึ่งเกิดเหตุน้ำรั่ว ขณะนี้ระดับน้ำคงที่ สถานการณ์ยังคงตัวแต่ไม่ประมาท

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์เหตุดินทรุดตัวบริเวณถนนประชาธิปก ช่วงวงเวียนใหญ่ ซึ่งมีสาเหตุมาจากน้ำรั่วซึมเข้าอุโมงค์ก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ในจุดที่ต่ำที่สุด ส่งผลให้เกิดการทรุดตัวของชั้นดินด้านนอกและส่งผลกระทบต่ออาคารข้างเคียง โดย กทม. ได้เร่งประสานการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และผู้รับจ้าง เพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์และดูแลความปลอดภัยของประชาชนด้านบนอย่างใกล้ชิด

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่อุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วง ซึ่งเป็นอุโมงค์แนวเดียวกับช่วงหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล แต่เป็นคนละผู้รับเหมา โดยมีน้ำรั่วซึมเข้าบ่อรับน้ำด้านล่างอุโมงค์จนทำให้ดินด้านบนทรุดตัว เบื้องต้น กทม. ผนึกกำลังร่วมกับสำนักงานเขตธนบุรี สำนักงานเขตคลองสาน และ สน.บุปผาราม เพื่ออำนวยความสะดวกและประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เน้นย้ำใน 3 มาตรการหลัก คือ เฝ้าระวังสถานการณ์สิ่งปลูกสร้างและเร่งอพยพ กทม. ร่วมกับ รฟม. กำหนดรัศมีเฝ้าระวัง 30 เมตรจากจุดเกิดเหตุ เพื่อมอนิเตอร์อัตราการรั่วของน้ำ ปริมาณดิน และการทรุดตัวหรือเอียงของอาคารอย่างละเอียด แม้ปัจจุบันสถานการณ์จะเริ่มทรงตัว แต่เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ได้สั่งการให้อพยพประชาชนจากอาคารด้านหลังที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง 2-3 อาคารไปพักอาศัยในสถานที่ปลอดภัยชั่วคราว, ปิดการจราจรลดแรงสั่นสะเทือน (ถนนประชาธิปก) และ เตรียมแผนรองรับผลกระทบโรงเรียนในพื้นที่


 

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม