หน้าแรก > สังคม

24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 6 กรกฎาคม 2569

วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 เวลา 05:31 น.


24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 6 กรกฎาคม 2569


>> พบร่างช่างบอดี้เพ้นท์ นอนเสียชีวิตปริศนา กลางชายหาดจอมเทียน กล้องวงจรปิดจับภาพชายปริศนาอยู่กับผู้ตายก่อนเสียชีวิต ตำรวจเร่งติดตามสอบปากคำ

08.00 น. พ.ต.ท.กนกนันท์ สุขศรี สว.(สอบสวน) สภ.เมืองพัทยา ประจำหน่วยสอบสวนย่อยสาขาโค้งดงตาล รับแจ้งพบผู้เสียชีวิตไม่ทราบสาเหตุ บริเวณริมชายหาดปากซอยจอมเทียน 10 หมู่ 12 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

ที่เกิดเหตุ บริเวณชายหาดห่างจากจุดเก็บร่มเตียงประมาณ 5-6 เมตร พบร่างของ นายอ๊อด อายุ 46 ปี อาชีพช่างบอดี้เพ้นท์ (ช่างวาดภาพบนเรือนร่าง) สภาพนอนหงาย ไม่สวมเสื้อ สวมกางเกงยีนส์ขายาวสีดำเพียงตัวเดียว ที่มือขวาพบสร้อยพระสภาพขาดตกอยู่ 1 เส้น พร้อมโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง ส่วนห่างจากศพประมาณ 5 เมตร พบรองเท้าแตะ 1 คู่ วางแยกห่างกันราว 2 เมตร และพบเสื้อยืดสีแดงคาดว่าเป็นของผู้ตายถอดวางไว้ใกล้รองเท้า เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

นายนอ (นามสมมุติ) อายุ 51 ปี คนขับรถแท็กซี่ ให้การว่า รู้จักผู้ตายเพราะเป็นคนหมู่บ้านเดียวกันในอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ผู้ตายประกอบอาชีพช่างบอดี้เพ้นท์ โดยก่อนพบศพทราบเพียงว่า มีคนมาออกกำลังกายเห็นผู้ตายนอนอยู่ในสภาพผิดปกติ จึงรีบแจ้งตำรวจมาตรวจสอบ ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตยังไม่ทราบแน่ชัด ขณะนี้อยู่ระหว่างประสานญาติจากจังหวัดศรีสะเกษให้เดินทางมารับศพ

ด้าน นายสอ (นามสมมุติ) อายุ 46 ปี เพื่อนสนิทของผู้ตาย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้เดินทางไปหาผู้ตายที่บ้าน โดยผู้ตายเล่าว่ามีหนี้พนันจำนวน 2,500 บาท ไม่แน่ใจว่าเป็นหนี้จากไก่ชนหรือมวยตู้ พร้อมพูดว่า “ถ้าไม่มีเงินไปให้เขา ก็ปล่อยให้เขามาฆ่าให้ตาย” ซึ่งเป็นประโยคสุดท้ายที่ได้พูดคุยกัน อีกทั้งตนยังให้เงินผู้ตายติดตัวไว้ 100 บาท ก่อนจะมาทราบข่าวว่าเพื่อนเสียชีวิต ทั้งนี้ ส่วนตัวเชื่อว่าผู้ตายไม่น่าจะเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายหรือโรคประจำตัว และสงสัยว่าอาจมีบุคคลอื่นเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังยืนยันว่า รถจักรยานยนต์ของผู้ตายถูกชายปริศนารูปร่างอ้วนท้วม ไม่สวมเสื้อ ขี่ออกไปจากจุดเกิดเหตุ โดยมั่นใจว่ารถคันดังกล่าวเป็นของผู้ตาย

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สรุปถึงสาเหตุการเสียชีวิต หรือยืนยันว่ามีบุคคลอื่นทำให้เสียชีวิตหรือไม่ โดยจะส่งศพไปชันสูตรอย่างละเอียดที่สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ พร้อมเร่งติดตามชายปริศนาซึ่งเป็นบุคคลสุดท้ายที่อยู่กับผู้ตายมาสอบสวน เพื่อสรุปข้อเท็จจริงและหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป


>> นายกฯ เสนอวุฒิสภา พิจารณาร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณ 1.03 หมื่นล้านบาท รองรับภารกิจเร่งด่วน ย้ำใช้งบคุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุดต่อ ปชช.

09.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 27 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบแล้ว โดยเป็นการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 69 จำนวน 10,328,065,100 บาท ไปตั้งเป็นงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อใช้แก้ไขปัญหา ฟื้นฟู และบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์ต่างๆ รวมถึงกรณีจำเป็นเร่งด่วนอื่น

รายการที่นำไปจัดทำร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ได้แก่ รายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนที่ยังไม่มีการเบิกจ่ายและไม่มีข้อผูกพัน หรือสามารถชะลอการดำเนินการได้โดยไม่เกิดความเสียหายต่อราชการ โดยรัฐบาลได้คำนึงถึงการบริหารงบประมาณรายจ่ายในไตรมาสที่ 3-4 ตามนโยบายพื้นฐานของรัฐที่จำเป็น บนพื้นฐานที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมยืนยันว่าจะใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างยั่งยืน


>> เพลิงไหม้ภายในคอนโดมิเนียม ย่านซอยนาคนิวาส ผู้ได้รับผลกระทบ 9 รายอาการสำลักควัน นำส่ง รพ.

09.24 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้ สถานที่เกิดเหตุคอนโดฯ แห่งหนึ่ง ระหว่างซอยนาคนิวาส 42-44 ถนนนาคนิวาส แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร

ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นอาคารสูง 8 ชั้น ใช้เป็นที่พักอาศัย ต้นเพลิงเกิดขึ้นภายในห้องพัก เพลิงลุกไหม้เสียหายหมดทั้งห้อง พื้นที่เพลิงไหม้เสียหายโดยประมาณ 30 ตารางเมตร รถดับเพลิงใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ

ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้ไม่สามารถตรวจสอบได้ เนื่องจากเพลิงลุกไหม้เสียหายหมดทั้งห้อง ในที่เกิดเหตุมีผู้ได้รับบาดเจ็บ มีอาการสำลักควัน จำนวน 9 ราย เป็นเพศชาย 3 ราย เพศหญิง 6 ราย อาสาสมัครทำการปฐมพยาบาลในที่เกิดเหตุไม่ประสงค์ไปโรงพยาบาล 7 ราย อาสาสมัครนำส่งโรงพยาบาลลาดพร้าว เพศหญิง 1 ราย และโรงพยาบาลเปาโล โชคชัย 4 เพศชาย 1 ราย พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยลาดพร้าว


>> กมธ.ตำรวจ ลงพื้นที่ย่านบูรพา รับฟังปัญหาร้านปืนถูกกฎหมาย เล็งแก้กฎหมายอุดช่องโหว่ค้าปืนเถื่อนออนไลน์

​10.00 น. คณะกรรมาธิการการตำรวจ นำโดย จ่าอากาศเอก อภิชาติ แก้วโกศล รองประธานคณะกรรมาธิการฯ พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสมาคมผู้ประกอบธุรกิจอาวุธปืนแห่งประเทศไทย ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบร้านจำหน่ายอาวุธปืนบริเวณถนนบูรพา เพื่อรับฟังปัญหาจากผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการลักลอบซื้อขายอาวุธปืนเถื่อนและการใช้นอมินี โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ที่ทำให้ปืนผิดกฎหมายแพร่กระจายได้ง่าย ทั้งนี้ สถิติพบว่าอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นปืนเถื่อนสูงถึง 84% ขณะที่ปืนถูกกฎหมายมีเพียง 4% เท่านั้น สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนในการปราบปรามและอุดช่องโหว่ทางกฎหมาย

​ทาง กมธ.ตำรวจ เตรียมผลักดันการแก้ไขกฎหมายให้เข้มงวดขึ้น โดยจะกำหนดให้แพลตฟอร์มออนไลน์และผู้ให้บริการขนส่งต้องร่วมรับผิดชอบในการตรวจสอบต้นทาง-ปลายทาง พร้อมเพิ่มมาตรการควบคุมปืนแบลงก์กัน บีบีกัน และเสนอให้ประเมินสภาพจิตใจผู้ได้รับใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืน (ป.4) เป็นระยะ ขณะเดียวกัน นายฐิติธร บุพพารัมณีย์ ผู้แทนสมาคมผู้ประกอบธุรกิจอาวุธปืนฯ ได้สะท้อนความเดือดร้อนของผู้ประกอบการที่ถูกกฎหมายซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากมาตรการระงับการนำเข้าอาวุธปืนตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 จนขาดแคลนสินค้าและส่งผลต่อเศรษฐกิจ พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐเห็นใจร้านค้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดและไม่ควรถูกมองว่าเป็นต้นเหตุของปัญหา


>> ป.ป.ส. จับมือ DSI ทำคดีเครือข่ายเฮโรอีนข้ามขาติ เป็นคดีพิเศษ

11.21 น. นางสาวอารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการ ป.ป.ส. และโฆษกสำนักงาน ป.ป.ส. เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) กระทรวงยุติธรรม เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล “พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด” โดยบูรณาการความร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อร่วมกันดำเนินการคดียาเสพติดรายสำคัญเป็นคดีพิเศษ อันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสืบสวนสอบสวน ขยายผล และติดตามผู้ร่วมขบวนการเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติได้อย่างครอบคลุม

นางสาวอารีภักดิ์ กล่าวว่า จากภาพรวมการจับกุมเครือข่ายลักลอบลำเลียงยาเสพติดข้ามชาติในช่วงที่ผ่านมา พบว่าคดีมีลักษณะการกระทำความผิดที่สลับซับซ้อน มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก และมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ผู้จัดหา ผู้ฝากพัสดุ ผู้รับหิ้ว ผู้ประสานงาน ตลอดจนผู้รับปลายทาง สะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินการในรูปแบบองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จึงได้มีการหารือร่วมกับ DSI ยกระดับประสิทธิภาพในการสืบสวนสอบสวนและขยายผลไปถึงผู้บงการและผู้ร่วมขบวนการทุกระดับ

ทั้งนี้ ป.ป.ส. เห็นว่า การดำเนินคดีในลักษณะคดีพิเศษจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เนื่องจากพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษเปิดโอกาสให้พนักงานอัยการเข้าร่วมการสอบสวนได้ รวมทั้งสามารถแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. และผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมปฏิบัติงาน เพื่อเสริมศักยภาพในการรวบรวมพยานหลักฐาน วิเคราะห์เส้นทางการเงิน และขยายผลไปยังผู้บงการหรือผู้เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ

สำนักงาน ป.ป.ส. กระทรวงยุติธรรม ยืนยันว่าจะบูรณาการความร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อเร่งรัดการดำเนินคดี ขยายผลทำลายเครือข่ายค้ายาเสพติดและองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ นำผู้กระทำผิดทุกระดับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ตามนโยบายรัฐบาล “พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด” และนโยบายของ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. ที่มุ่งตัดวงจรเครือข่ายยาเสพติดทั้งในประเทศและข้ามชาติ เพื่อสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและสังคมไทยอย่างยั่งยืน


>> รวบ 2 สาวหมอเถื่อน ใช้วิธีครูพักลักจำ นัดลูกค้าฉีดโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์คาบ้านพัก ยึดของกลางกว่า 1,110 ชิ้น

11.49 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน ตำรวจสอบสวนกลาง โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ร่วมกันจับกุม น.ส.ธอ และ น.ส.นอ (นามสมมุติ) ผู้ต้องหาในความผิดฐาน "ประกอบกิจการและดำเนินกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต, ประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต, ขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต และขายยาที่ยังไม่ขึ้นทะเบียนตำรับยา" โดยเป็นการเข้าตรวจค้นตามหมายค้นของศาลอาญา จับกุมได้ที่บ้านพักซึ่งถูกดัดแปลงเป็นคลินิกเถื่อน 2 แห่ง ในพื้นที่ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร และพื้นที่ ต.สำโรงเหนือ อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนและร่วมกับ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ตรวจสอบบุคคลที่ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ ลักลอบให้บริการฉีดโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ และฉีดยาบำรุงผิว โดยพบว่าผู้ต้องหาทั้งสองรายได้ทำการโฆษณาหาลูกค้าผ่านทางหน้าเฟซบุ๊กด้วยการจัดโปรโมชั่นความสวยงาม เมื่อมีลูกค้าสนใจจะให้ติดต่อผ่านข้อความส่วนตัว โอนเงินมัดจำ และนัดหมายให้มารับบริการในบ้านพักส่วนตัว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงลงพื้นที่และนำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านพักเป้าหมายทั้ง 2 จุด พบผู้ต้องหาทั้งสองรายกำลังให้บริการฉีดใบหน้าให้กับลูกค้า

จากการตรวจสอบพบว่าสถานที่ไม่มีใบอนุญาตสถานพยาบาล และผู้ให้บริการไม่ใช่แพทย์แต่อย่างใด โดย น.ส.ธอ จบการศึกษาเพียงชั้น ปวช. ส่วน น.ส.นอ จบการศึกษาชั้น ม.6 ทั้งสองให้การว่าอาศัยประสบการณ์จากการเคยเป็นพนักงานคลินิกเสริมความงามมาก่อน จึงแอบจำวิชา ศึกษาการใช้ยาและวิธีฉีดด้วยตนเอง จากนั้นได้สั่งซื้อยาผ่านทางออนไลน์มาลักลอบฉีดให้ลูกค้าในราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 790 ถึง 5,000 บาท ซึ่งเปิดให้บริการมาแล้วประมาณ 2 ปี

เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดของกลางรวม 66 รายการ จำนวนกว่า 1,110 ชิ้น มูลค่ากว่า 200,000 บาท ประกอบด้วย ยาแผนปัจจุบันที่ขึ้นทะเบียนและยังไม่ขึ้นทะเบียนตำรับยา เครื่องสำอางที่ไม่มีเลขจดแจ้ง เครื่องมือแพทย์ และเวชภัณฑ์วัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ จากนั้นจึงนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปคบ. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดทุกข้อกล่าวหา


>> หนุ่มขับรถเก๋ง ชนกับรถจักรยานยนต์ กลางถนนสายหน้าพระลาน - บ้านครัว คุณตาวัย 73 ปีเสียชีวิต จ.สระบุรี

12.04 น. รับแจ้งจาก มูลนิธิร่วมกตัญญู จังหวัดสระบุรี มีอุบัติเหตุ รถนั่งส่วนบุคคลชนกับรถจักรยานยนต์ มีทั้งผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต ถนนเส้นทาง หน้าพระลาน - บ้านครัว มุ่งหน้าหน้าพระลาน ใกล้เคียงทางเข้าวัดหนองสุทธะ ในพื้นที่ ต.เขาวง อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี

ที่เกิดเหตุ พบรถนั่งส่วนบุคคล โตโยต้า ยารีส สีเทา ป้ายทะเบียน พระนครศรีอยุธยา ลักษณะชนกับ รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ สีเขียว ป้ายทะเบียน สระบุรี

ใกล้กันพบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย เป็นชายไทย อายุ 30 ปี ผู้ขับขี่รถเก๋ง ทางอาสาสมัครช่วยเหลือและนำส่ง รพ.พระพุทธบาท และที่เกิดเหตุ พบว่ามีผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นชายไทย อายุ 73 ปี ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พระพุทธบาท


>> รถเก๋งพุ่งชนร้านขายแก๊สหุงต้ม ริมถนนเลียบคลองสาม จ.ปทุมธานี คนขับสาวบาดเจ็บ

12.11 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน ร.ต.อ.อนุสรณ์ เวียงสิมา รองสารเวรสอบสวน สภ.คลองหลวง ได้รับแจ้งอุบัติเหตุรถยนต์พุ่งชนร้านค้าข้างทาง มีผู้ได้รับบาดเจ็บ บริเวณถนนเลียบคลองสาม หมู่ 4 ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

ที่เกิดเหตุพบรถยนต์ ยี่ห้อซูซูกิ สีเงิน ทะเบียน กรุงเทพมหานคร สภาพด้านหน้าพุ่งชนอัดติดอยู่กับร้านค้าริมทาง ซึ่งเปิดเป็นร้านจำหน่ายแก๊สหุงต้ม แรงกระแทกทำให้ประตูเหล็กม้วนหน้าร้านและรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ด้านในพังเสียหาย ส่วนคนขับรถยนต์เป็นหญิงสาวอายุ 24 ปี ได้รับบาดเจ็บจากแรงชน ทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ช่วยเหลือนำตัวส่งโรงพยาบาลไปก่อนหน้านี้แล้ว

จากการสอบถามคนงานของร้านขายแก๊ส เล่าให้ฟังว่า ช่วงเช้ามืดกำลังนอนอยู่ก็ได้ยินเสียงดังสนั่นคล้ายรถชนกัน ตอนแรกนึกว่าเป็นอุบัติเหตุบนถนนตามปกติ แต่พอเปิดประตูร้านออกมาดู ก็ต้องตกใจเพราะพบว่ามีรถยนต์พุ่งเข้ามาชนทะลุถึงหน้าร้านจนข้าวของพังเสียหาย

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้บันทึกภาพถ่ายในจุดเกิดเหตุไว้เป็นหลักฐาน และประสานรถยกมาเคลื่อนย้ายรถยนต์ออกจากพื้นที่เพื่อไม่ให้กีดขวางการจราจร

ส่วนสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุในครั้งนี้ ต้องรอให้ผู้ขับขี่อาการดีขึ้นก่อน ทางเจ้าหน้าที่จึงจะเดินทางไปสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป


>> ตำรวจ ปส. คุมตัว 2 หนุ่ม ขบวนการส่งเฮโรอีนให้แอร์ฯสาว ฝากขังศาลอาญา ทั้งคู่ยังไม่ตอบคำถามสื่อ

13.36 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ บช.ปส. ควบคุมตัว นายออ อายุ 42 ปี และ นายนอ (นามสมมุติ) อายุ 59 ปี ผู้ต้องหาในคดี ร่วมกันบรรจุและซุกซ่อนยาเสพติดประเภทเฮโรอีนลงในพัสดุ เพื่อส่งต่อให้ "มีนา" แอร์ฯสาวเพื่อนำขึ้นเครื่องบิน ส่งออกไปยังประเทศออสเตรเลีย โดยเจ้าหน้าที่เบิกตัวทั้งสองออกจากห้องควบคุมผู้ต้องขังที่ บช.ปส. เพื่อนำไปขออำนาจศาลฝากขังผัดแรก ที่ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก

บรรยากาศระหว่างการควบคุมตัว มีสื่อมวลชนจากทุกสำนึกมาติดตามทำข่าวจำนวนมาก โดย นายนอ สวมหน้ากากอนามัยและเดินออกมาเป็นคนแรก ตามมาด้วย นายออ ซึ่งสวมหน้ากากอนามัยและสวมเสื้อฮู้ดคลุมศีรษะมิดชิด

ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามผู้ต้องหาทั้งสอง แต่ผู้ต้องหาทำเพียงการส่ายหน้าปฏิเสธและไม่ตอบคำถามใดๆกับสื่อมวลชน ก่อนจะรีบเดินขึ้นรถควบคุมผู้ต้องขังของ บช.ปส. ในทันที 
การฝากขังในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องหาไปฝากขังเป็นผัดแรก พร้อมคัดคานการประกันตัวด้วย


>> “บิ๊กโจ๊ก” รับทราบข้อหาคดีสินบนทองคำ จวกทำคดีลักลั่น 2 ที่ นัดยื่นหนังสือแจง 5 ส.ค. ก่อนไต่สวนนัดแรก 27 ส.ค. นี้

14.20 น. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” อดีตรอง ผบ.ตร. พร้อมด้วยนายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความ ได้เดินทางออกจากศาลฎีกาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม หลังเข้าพบเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาทุจริตและประพฤติมิชอบเกี่ยวกับคดีสินบนทองคำ ซึ่งถือเป็นการแจ้งพฤติการณ์อย่างเป็นทางการครั้งแรกจากคณะผู้ไต่สวนอิสระ โดยทางทนายความเปิดเผยว่า บิ๊กโจ๊กได้ใช้เวลาอธิบายข้อเท็จจริงเบื้องต้น และมีกำหนดจะยื่นหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเป็นลายลักษณ์อักษรในวันที่ 5 สิงหาคมนี้ ก่อนที่องค์คณะผู้ไต่สวนอิสระจะนัดไต่สวนอย่างเป็นทางการนัดแรกในวันที่ 27 สิงหาคม 2569

​นอกจากนี้ ทางทนายความได้ตั้งข้อสังเกตถึงความลักลั่นและไม่ได้มาตรฐานของกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากคดีนี้มีมูลเหตุเดียวกัน แต่กลับมีการดำเนินคดีซ้ำซ้อนถึง 2 ที่ ทั้งการส่งสำนวนไปยังอัยการปราบปรามการทุจริตโดยตำรวจ และการตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ 9 คนโดยประธานศาลฎีกา ซึ่งสร้างภาระในการต่อสู้คดีให้กับผู้ถูกกล่าวหา ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวเรื่องมติ 9 ต่อ 0 ในการแจ้งข้อกล่าวหานั้น ทางฝั่งบิ๊กโจ๊กยืนยันปฏิเสธทุกข้อกล่าวหามาตั้งแต่ต้นและไม่กังวล โดยขอต่อสู้ตามกระบวนการและจะนำหลักฐานเข้าหักล้างในชั้นไต่สวนต่อไป


>> จนท.กู้ภัยเคลื่อนย้ายร่างสองแม่ลูกนำชันสูตรอย่างละเอียด เหตุไฟไหม้บ้าน ย่านงามวงศ์วาน

14.23 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน จากกรณีเหตุเพลิงไหม้บ้านหลังหนึ่ง ภายในซอยงามวงศ์วาน 15 ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี ลักษณะเป็นบ้านไม้ 2 ชั้น ซึ่งภายหลังจากเจ้าหน้าที่ดับเพลิงระดมใช้น้ำ จนเป็นผลและเพลิงสงบลง ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้พบผู้เสียชีวิต เป็นหญิง 2 ราย ซึ่งเป็นแม่ลูกกัน โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 05.00 น. วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 
ความคืบหน้าล่าสุดในวันเดียวกัน หลังจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี พร้อมแพทย์สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุบ้านไฟไหม้ พบว่าผู้เสียชืวิต 2 ราย คือ หญิง อายุ 82 ปี (แม่) สภาพศพนอนคว่ำหน้าไหม้เกรียม กอดพระพุทธรูปบูชาไว้ และหญิง อายุ 41 ปี (ลูกสาว) สภาพศพนอนคว่ำหน้าถูกไฟไหม้เกรียมเช่นกัน

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนทราบว่า สองแม่ลูกผู้เสียชีวิตพักอยู่ที่บ้านแค่เพียงสองคนเท่านั่น ส่วนลูกสาวป่วยเป็นผู้พิการทางสมอง

ขณะเดียวกันทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องใช้ความระมัดระวังในการที่จะนำร่างทั้ง 2 ศพลงมา เนื่องจากพบว่าพื้นบนชั้น 2 ถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมดทางกู้ภัยต้องใช้บันไดเหล็กปีนขึ้นไปยังชั้น 2 แล้วค่อยๆนำศพลงมายังชั้นล่างที่ละศพ เพื่อให้แพทย์ชันสูตร ซึ่งแพทย์ชันสูตรเบื้องต้นสันนิษฐานว่าทั้งสองรายเสียชีวิตจากสำลักควันก่อนถูกไฟคลอกจนเสียชีวิต โดยจะนำศพส่งไปผ่าชันสูตรอย่างละเอียดอีกครั้ง


>> นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตสเปนฯ ต่อยอดความร่วมมือทุกมิติ หนุน FTA ไทย-EU และ OECD เปิดโอกาสการค้า การลงทุน

14.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้การต้อนรับ นายเฟลิเป เด ลา โมเรนา กาซาโด เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรสเปนประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะเพื่ออำลาตำแหน่ง พร้อมขอบคุณที่ได้ผลักดันความสัมพันธ์ไทย-สเปนอย่างต่อเนื่อง ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและเปิดโอกาสใหม่ให้แก่ทั้งสองประเทศ

ทั้งสองฝ่ายยืนยันเจตนารมณ์ในการต่อยอดความร่วมมือทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การศึกษา วัฒนธรรม คมนาคม และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว พร้อมเดินหน้าผลักดัน FTA ไทย - EU และการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย เพื่อขยายโอกาสทางการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับยุโรป ตลอดจนเสริมสร้างขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ เพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน และยกระดับความร่วมมือไทย-สเปนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น


>> ลุงไรเดอร์วัย 61 ร้องสายไหมต้องรอด ถูกแก๊งเมียนมา 5 คน รุมตื้บตาบอดสนิท เหตุฉุนทวงค่าทางด่วน 50 บาท

14.31 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน ​นายศอ (นามสมมุติ) อายุ 61 ปี ไรเดอร์ขับรถยนต์รับส่งผู้โดยสารผ่านแอปพลิเคชัน ออกมาร้องเรียนขอความเป็นธรรมหลังถูกกลุ่มผู้โดยสารชาวเมียนมา 5 คน รุมทำร้ายร่างกายจนสลบคาที่ เหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา ชนวนเหตุมาจากกลุ่มผู้ก่อเหตุปฏิเสธจ่ายค่าทางด่วนเพิ่ม 50 บาท จากยอดรวม 770 บาท ย่านราชาเทวะ จังหวัดสมุทรปราการ หลังฟื้นที่โรงพยาบาลลุงศุภชัยต้องกลายเป็นคนพิการ ตาขวาบอดสนิท 100% เบ้าตาหัก และมีเลือดออกในเยื่อหุ้มสมอง จนไม่สามารถทำมาหากินได้อีก ซ้ำร้ายคดีไม่มีความคืบหน้า ตำรวจอ้างไม่ทราบที่อยู่ผู้ก่อเหตุ ทั้งที่เคยไปเช็กที่โรงแรมและขอพาสปอร์ตไว้แล้ว

​ด้าน นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด ได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือเนื่องจากเห็นว่าพฤติกรรมของแก๊งต่างชาตินี้อุกอาจและสะเทือนใจเป็นอย่างมาก ที่ทำลายชีวิตคนทำมาหากินจนพิการถาวรเพียงเพราะเงินแค่ 50 บาท โดยทางเพจเตรียมประสานงานและพานายศุภชัยเข้าพบผู้กำกับการสถานีตำรวจเจ้าของพื้นที่ด้วยตนเอง เพื่อไล่บี้กล้องวงจรปิดหน้าโรงแรมและเร่งรัดลากตัวแก๊งเมียนมากลุ่มนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด


>> พายุลมหมุนพัดถล่ม ต้นยางล้มทับกุฏิ สำนักงานเลขาเจ้าคณะอำเภอโนนนารายณ์ และรถยนต์พังเสียหาย จ.สุรินทร์

15.25 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน ที่วัดปราสาทขุมดิน (บ้านขุมดิน) ตำบลหนองหลวง อำเภอโนนนารายณ์ จังหวัดสุรินทร์ โดยขณะเกิดเหตุ ที่กุฏิสงฆ์สำนักงานเลขาเจ้าคณะอำเภอโนนนารายณ์ /พระปลัดสุภีร์ คัมภีรธัมโม เลขานุการซึ่งประจำอยู่ภายในวัด กำลังปฏิบัติภารกิจงานอยู่ภายในกุฏิสงฆ์สำนักงานเลขาเจ้าคณะอำเภอ

จากการเปิดเผยพบว่า ขณะกำลังทำงาน ได้เกิดพายุลมหมุนพัดเข้ามาอย่างรวดเร็วและรุนแรงโดยไม่มีสัญญาณเตือน ทำให้ต้นยางขนาดใหญ่ที่มีลำต้นต้องใช้คนถึง 4-5 คนโอบ หักโค่นล้มลงมาอย่างแรง

หลังเกิดเหตุ เมื่อออกมาตรวจสอบพบว่าต้นยางขนาดใหญ่ได้ล้มทับกุฏิสำนักงานจนพังเสียหายอย่างหนัก ข้าวของภายในได้รับความเสียหายกระจัดกระจาย นอกจากนี้ยังมีรถเก๋งที่ใช้ในภารกิจส่งเอกสารของทางวัดได้รับความเสียหายอีก 1 คัน

เบื้องต้นโชคดีไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะที่พระครูศรีปริยัติวราภรณ์ (ทองสุข จิตฺตวํโส) เจ้าคณะอำเภอโนนนารายณ์ พร้อมด้วยญาติโยมและชาวบ้านในพื้นที่ ได้เร่งเข้าช่วยกันตัดและเคลื่อนย้ายท่อนไม้ออกจากพื้นที่ พร้อมกันนี้ได้มีการประสานหน่วยงานฝ่ายปกครองอำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบและเร่งฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย เพื่อกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วต่อไป


>> กรมควบคุมมลพิษ แนะวิธีกำจัดโฟม หลังไหลจากลานคัดแยกขยะ เข้าหมู่บ้านในตำบลบ่อวิน

16.21 น. ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า กรมควบคุมมลพิษ โดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 13 (ชลบุรี) ได้ลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหาหลังเกิดเหตุเศษโฟมจากลานคัดแยกขยะไหลเข้าหมู่บ้านในตำบลบ่อวิน พร้อมให้คำแนะนำด้านวิชาการและกฎหมายแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การรวบรวม ขนย้าย และกำจัดเศษโฟม เป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและกฎหมาย ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ผลการติดตามพบว่า เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อวิน ร่วมกับประชาชนในพื้นที่ ได้เก็บกวาด ทำความสะอาด และขนย้ายเศษโฟมออกจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ก่อนรวบรวมไว้ในจุดพักเพื่อรอส่งกำจัดตามขั้นตอนที่ถูกต้อง

องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อวิน ได้ประชุมร่วมกับประชาชนผู้ได้รับผลกระทบและผู้ประกอบการ เพื่อกำหนดแนวทางเยียวยาและประเมินความเสียหาย โดยจะรวบรวมข้อมูลความเสียหายของประชาชน ขณะที่การซ่อมแซมกำแพงหมู่บ้าน นิติบุคคลหมู่บ้าน และผู้ประกอบการ จะหารือร่วมกันเพื่อกำหนดแนวทางดำเนินการ

นอกจากนี้ สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 13 ได้ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของ อบต.บ่อวิน ซึ่งมีข้อสั่งการให้เจ้าของลานคัดแยกขยะเร่งก่อสร้างรางระบายน้ำบริเวณจุดเกิดเหตุ เพื่อป้องกันปัญหาซ้ำ พร้อมเตรียมประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางมาตรการจัดการระบบระบายน้ำและกำกับดูแลพื้นที่ประกอบกิจการ

ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า กรมควบคุมมลพิษจะสนับสนุนข้อมูลด้านวิชาการแก่ อบต.บ่อวิน อย่างต่อเนื่อง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และข้อบัญญัติท้องถิ่นด้านการบริหารจัดการขยะ รวมถึงการใช้ประโยชน์พื้นที่ให้สอดคล้องกับผังเมือง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและลดความเสี่ยงไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันขึ้นอีก


>> แผ่นดินไหว ที่ประเทศเมียนมา

19.19 น. กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเหตุแผ่นดินไหว ขนาด 3.3 ควาลึก 10 กม. ภายในพื้นที่ของประเทศเมียนมา ศูนย์กลางห่างออกไป ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของ อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 331 กม. ยังไม่มีรายงานผลกระทบต่อประเทศไทย


>> เพลิงไหม้ภายในหอพัก ริมถนนพิษณุโลก พื้นที่เขตดุสิต

20.13 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้ สถานที่เกิดเหตุ หอพัก สกสค. ถนนพิษณุโลก แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นอาคาร 7 ชั้น ประกอบกิจการหอพักสวัสดิการ ต้นเพลิงเกิดขึ้นที่ชั้น 4 ภายในห้องพัก เพลิงลุกไหม้แบตเตอรี่สำรองพกพา ลุกลามที่นอน และผนังห้อง พื้นที่เพลิงไหม้เสียหายโดยประมาณ 1 ตารางเมตร ประชาชนใช้ถังดับเพลิงทำการดับเพลิงสงบ ก่อนรถดับเพลิงถึงที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงทำการระบายควัน

ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้เกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรที่แบตเตอรี่สำรองพกพา ที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยสามเสน


>> แผ่นดินไหว ที่ประเทศอินโดนีเซีย

22.16 น. กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเหตุแผ่นดินไหว ขนาด 3.9 ควาลึก 10 กม. บริเวณตอนเหนือของหมู่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ศูนย์กลางห่างออกไป ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของ อ.เมือง จ.สตูล ประมาณ 375 กม. ยังไม่มีรายงานผลกระทบต่อประเทศไทย  

 

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม