วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 เวลา 01:46
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สนธิกำลังบุกช่วย 'หนุ่มจีน' ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ลวงข้ามชาติ รีดเงิน 10 ล้าน-บังคับเรียกค่าไถ่ตัวเอง เผยข้อมูลพบแอบอ้างเจ้าหน้าที่ทุบสถิติสูญเงินสูงสุดถึง 71 ล้านบาท
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 28 มิ.ย. - 4 ก.ค.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 5,588 คดี มูลค่าความเสียหาย 207,728,124 บาท ซึ่งคดีที่รับแจ้งรอบนี้เพิ่มขึ้นจากห้วงวันที่ 21-27 มิ.ย.69 จำนวน 496 คดี และพบว่ามูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้น 47.5 ล้านบาท ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่า “การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ” ยังคงเป็นคดีที่มีปริมาณสูงที่สุด มีจำนวนคดีอยู่ที่ 4,400 คดี ครองสัดส่วนถึง 78.7% ของคดีทั้งหมด และ “การหลอกลวงโดยการแอบอ้างบุคคลอื่น” เป็นกลุ่มที่สร้างมูลค่าความเสียหายทางการเงินสูงสุดถึง 71.75 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างภัยคุกคามที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งกับภัยคุกคามที่สร้างผลกระทบรุนแรง
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) จึงขอแจ้งเตือนประชาชน ให้ระมัดระวังมิจฉาชีพที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ, ดีเอสไอ หรือ ปปง. ซึ่งจะใช้จิตวิทยาข่มขู่สร้างเรื่องเท็จ ว่าคุณพัวพันกับคดีฟอกเงินหรืออาชญากรรมร้ายแรง เพื่อกดดันให้เกิดความหวาดกลัวจนยอมโอนเงินไปยังบัญชีคนร้าย อ้างว่าเป็นการตรวจสอบเพื่อแสดงความบริสุทธ์ โดยขอเน้นย้ำว่า เจ้าหน้าที่รัฐจะไม่มีนโยบายโทรศัพท์แจ้งข้อกล่าวหา ไม่มีการส่งเอกสารราชการ หรือหมายจับผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ ไม่มีการสอบปากคำผ่านทางวิดีโอคอล และที่สำคัญที่สุดจะไม่มีการบอกให้โอนเงินไปเพื่อตรวจสอบหรือแสดงความบริสุทธ์ใจเด็ดขาด หากพบพฤติการณ์ดังกล่าว ห้ามคุย ห้ามแอดไลน์ ห้ามโอนเงิน และขอให้รีบวางสายทันที เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ และหากพบเบาะแสหรือได้รับความเสียหาย สามารถแจ้งความออนไลน์ได้ที่ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลสถิติจังหวัดที่ได้รับแจ้งความมากที่สุด 3 อันดับด้วยกัน ได้แก่
1.กรุงเทพมหานคร มีการแจ้งความไว้ 85 คดี
2.สมุทรปราการ มีการแจ้งความไว้ 22 คดี
3.เชียงใหม่ มีการแจ้งความไว้ 20 คดี
แต่หากเทียบในเชิงมูลค่าความเสียหาย พบว่าจังหวัดที่มีมูลค่าความเสียหายมากที่สุด คือ
1.กรุงเทพมหานคร มีมูลค่าความเสียหายกว่า 8,770,930 บาท
2.เชียงใหม่ มีมูลค่าความเสียหายกว่า 2,367,712 บาท
3.สมุทรปราการ มีมูลค่าความเสียหายกว่า 352,313 บาท
ขณะที่การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงพบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะใน กลุ่มอายุ 21-30 ปี เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่องมานานหลายสัปดาห์ติดต่อกัน และเมื่อจำแนกตามประเภทคดีพบว่า กลุ่มอายุ 21-30 ปี ยังครองสถิติจำนวนผู้เสียหายสูงสุดใน 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ อันดับ 2 คดีหลอกลวงโดยการแอบอ้างบุคคลอื่น และอันดับ 3 คดีหลอกลวงด้านการจ้างงาน
ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC ที่ประสานงานร่วมกันกับกลุ่มธนาคารต่างๆ ประกอบกับประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที ได้ทั้งหมด 18 เคส สามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมดจำนวน 28 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 2,120,097 บาท
โดยมีเคสเข้าช่วยเหลือเหยื่อที่น่าสนใจ โดยมีมูลค่าหลักล้านบาท ดังนี้
เคสที่ 1 เจ้าหน้าที่ Warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจสน.ปทุมวัน ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และตำรวจท่องเที่ยว เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นชายชาวจีน หลังรับแจ้งว่าถูกขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้เรียกค่าไถ่ตัวเองจากพ่อแม่ โดยทราบว่าผู้เสียหายเดินทางเข้าประเทศไทย และพักอาศัยอยู่ที่โรงแรม ในพื้นที่ปทุมวัน เจ้าหน้าที่จึงรีบเข้าช่วยเหลือ พร้อมระงับยับยั้งการโอนเงิน และการเรียกค่าไถ่ตัวเองโดยด่วน
จากการสอบถามผู้เสียหายระบุว่า มีคนโทรศัพท์มาหาอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจประเทศจีน พร้อมข่มขู่หาตัวเองเกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรมและหลอกให้โอนเงินไปให้ แลกกับการยุติคดี รวม 4 ครั้งเป็นเงินประมาณ 2 ล้านหยวน (ประมาณ 10 ล้านบาท) โดยเป็นการโอนที่ประเทศมาเลเซีย จากนั้นหลอกให้ผู้เสียหายเดินทางมายังประเทศไทย อ้างว่าจะดำเนินการส่งตัวกลับประเทศจีน จากนั้นยังลวงให้ผู้เสียหายเรียกค่าไถ่ตัวเองจากพ่อแม่ เพื่อแลกกับอิสระ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือไว้ได้อย่างปลอดภัย พร้อมประสานบิดาของผู้เสียหายเดินทางมารับตัวลูกชายเพื่อกลับบ้านต่อไป
เคสที่ 2 เจ้าหน้าที่ Warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.สำโรงเหนือ เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นหญิงวัย 44 ปี หลังถูกหลอกให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ เป็นการเทรดทองบนแพลตฟอร์มเว็บไซต์ของธนาคารแห่งหนึ่ง ซึ่งน่าสงสัยจะเป็นเว็บไซต์ปลอม เจ้าหน้าที่จึงรีบระงับการโอนเงินลงทุน เมื่อพบผู้เสียหาย รับว่ามีการโอนเงินลงทุนจริง แต่เมื่อพยายามจะถอนเงินคืนกลับถอนไม่ได้ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงอธิบายกลโกงมิจฉาชีพ ผู้เสียหายจึงรู้ตัวว่าโดนหลอก มูลค่าความเสียหายกว่า 2 ล้านบาท เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงให้รวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อเตรียมแจ้งความดำเนินคดีต่อไป



