หน้าแรก > สังคม

24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 5 กรกฎาคม 2569

วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 เวลา 05:32 น.


24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 5 กรกฎาคม 2569


>> ปคบ. ปูพรมกวาดล้างร้านอะไหล่รถจักรยานยนต์แต่งซิ่ง ขยายผลยึดรถสวมทะเบียน

08.02 น. กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) โดย พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผู้บังคับการ ปคบ. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการที่ 2 กองกำกับการ 3 บก.ปคบ. ​ร่วมกันตรวจค้น ร้านค้าตกแต่งรถจักรยานยนต์ และรับดัดแปลง ในพื้นที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จำนวน 6 จุด ข้อหา ฐานความผิด “ทำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน โดย ไม่ได้รับอนุญาต” เข้าข่ายฝ่าฝืน ม.20 โทษตาม ม.48 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ โฆษณาเพื่อจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำหรือนำเข้ามาเพื่อจำหน่ายในราชอาณาจักร” เข้าข่ายฝ่าฝืน ม.36 โทษตาม ม.55 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สืบเนื่องจาก กก.3 บก.ปคบ. ได้จัดกำลังเข้าทำการตรวจค้นร้านตกแต่งรถจักรยานยนต์ในพื้นที่จำนวน 6 จุด ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ซึ่งเป็นพื้นที่มีอัตราความเสี่ยงสูงในการรวมตัวเพื่อจัดกิจกรรมที่นำไปสู่การแข่งรถจักรยานยนต์ในทาง โดยมีการทำและลักลอบจำหน่ายท่อไอเสียรถจักรยานยนต์แต่งซิ่งซึ่งไม่ได้มาตรฐาน ผลการปฏิบัติพบ สินค้าไม่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรมประเภทท่อไอเสียรถจักรยานยนต์และชิ้นส่วนประกอบของท่อไอเสียรวมทั้งสิ้น 303 ชิ้น พร้อมทั้งอุปกรณ์ในการทำท่อไอเสียรถจักรยานยนต์ เครื่องมือช่างที่ใช้ในการทำ จำนวนหลายรายการรวมมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด (ไม่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรม) จึงได้ตรวจยึดและอายัดไว้เป็นของกลางดำเนินการนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

​และจากการตรวจค้นดังกล่าวยังพบรถจักรยานยนต์ต้องสงสัยถูกนำมาปรับแต่งสภาพโดยไม่มีเอกสารการครอบครองที่ถูกต้อง จากการตรวจสอบจากข้อมูลของระบบทางราชการอย่างละเอียดลักษณะรถจักรยานยนต์ดังกล่าวมีการสวมแผ่นป้ายทะเบียน จำนวน 3 คัน และมีรถจักรยานยนต์ ที่ผู้เสียหายเคยแจ้งความสูญหายไว้ จำนวน 1 คัน เจ้าหน้าที่ชุดตรวจค้นจึงทำการตรวจยึดไว้ ก่อนที่จะส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุบลราชธานี เพื่อขยายผลดำเนินคดีตามกฎหมายและประสานส่งมอบคืนให้แก่เจ้าของที่แท้จริงต่อไป


>> ผู้ว่าฯ ชลบุรี พบจ้างต่างด้าวเถื่อน ดำเนินคดีทั้งนายจ้าง - ลูกจ้าง

09.00 สำนักงานจัดหางานจังหวัดชลบุรี ร่วมกับ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดชลบุรี (กอ.รมน.จังหวัด ช.บ.) ได้สนธิกำลังเข้าตรวจสอบบริษัทเป้าหมาย ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ 3 ต.บ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เพื่อตรวจสอบการทำงานและใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวอย่างละเอียด

จากการเข้าตรวจสอบพบว่า บริษัทดังกล่าวมีลูกจ้างทำงานอยู่ทั้งสิ้น 43 คน แบ่งเป็นแรงงานไทย 24 คน แรงงานต่างด้าวสัญชาติจีน 5 คน และแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา 14 คน

จากการเช็กประวัติและเอกสารอย่างเข้มงวด เจ้าหน้าที่พบแรงงานสัญชาติเมียนมากระทำความผิดกฎหมายชัดเจน จำนวน 10 คน พนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวพร้อมดำเนินคดีตามกฎหมายทันที โดยแจ้งข้อหาดำเนินคดีกับบริษัทฯ (ในฐานะนายจ้าง) ในข้อหารับคนต่างด้าวทำงานโดยที่คนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงาน และข้อหาไม่แจ้งให้นายทะเบียนทราบชื่อ สัญชาติ และลักษณะงานที่ให้คนต่างด้าวทำภายใน 15 วัน และดำเนินคดีกับแรงงานต่างด้าว ในข้อหาเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบความผิดเพิ่มเติมทางแรงงาน โดยพบว่านายจ้างรายนี้ไม่ได้นำส่งเงินสมทบประกันสังคมตามกฎหมายให้แก่ลูกจ้างที่เป็นคนต่างด้าวอีกด้วย


>> รวบชายตระเวนลักรถไปขายตามตลาดนัด ตำรวจจับกุมพร้อมผู้รับซื้อ นำรถส่งคืนผู้เสียหายได้สำเร็จ

09.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางขุนเทียน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน จับกุม นายต้อง (นามสมมติ) อายุ 44 ปี ข้อหา “ลักทรัพย์ หรือรับของโจร” พร้อมด้วยของกลาง รถจักรยานยนต์ จำนวน 2 คัน จับกุมได้ภายในบริเวณลานวัด แขวงบางขุนเทียน เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร

ก่อนการจับกุม ได้มีผู้เสียหายมาแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าพนักงานสอบสวน สน.บางขุนเทียน ว่า ตนได้จอดรถจักรยานยนต์ สีแดงดำ ไว้ที่บริเวณหน้าห้องเช่าภายในซอย แขวงบางขุนเทียน เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร ถูกคนร้ายไม่ทราบเป็นผู้ใดลักไป แจ้งความร้องทุกข์วันที่ 21 มิ.ย.69

จนกระทั่ง วันนี้ (5 ก.ค.69) เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่า นายต้อง ได้นำของเก่ามาวางขายอยู่ตลาดนัดในบริเวณวัดแห่งหนึ่ง เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัว และได้สอบถามเกี่ยวกับรถจักรยานยนต์คันที่ผู้เสียหายได้มาแจ้งไว้ นายต้องรับว่ารถคันดังกล่าว ตนได้ก่อเหตุลักมาจากบริเวณหน้าห้องเช่าของผู้เสียหายจริง ซึ่งก่อเหตุในเวลาประมาณ 03.00-04.00 น. ของวันเกิดเหตุ และตนได้ขายรถคันดังกล่าวให้กับ นายน้อง (นามสมมติ) ซึ่งเป็นคนรู้จักในราคา 500 บาท พร้อมทั้งชี้ยืนยันนายน้องคนดังกล่าวซึ่งขณะนั้นยืนอยู่ภายในลานวัด นายน้องได้แจ้งว่าเป็นคนที่ซื้อรถจักรยานยนต์คันที่ตนก่อเหตุลักมาจริง

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แจ้งสิทธิ์และแจ้งข้อกล่าวหาให้บุคคลทั้งสองทราบว่า “ลักทรัพย์ หรือรับของโจร” จึงได้นำตัวนายต้อง และนายน้อง พร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สน.บางขุนเทียน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


>> จับผับเถื่อน 2 แห่งในซอยราชดำริ 1 พบไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการสถานบันเทิง รวบพนักงานร้าน 15 คนดำเนินคดี

10.47 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน ช่วงกลางดึกที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลลุมพินีร่วมกับ สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. กรมการจัดหางานกระทรวงแรงงาน ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง นำกำลังกว่า 50 นายเข้าตรวจค้นสถานบันเทิง 2 แห่งภายในซอยราชดำริ 1 หลังได้รับข้อมูลจากพลเมืองดีแจ้งว่า สถานบันเทิงทั้งสองแห่งมีลักษณะเปิดให้บริการโดยไม่ได้รับอนุญาตและมีชาวต่างชาติเป็นผู้ดูแลสถานที่

พันตำรวจเอกยิ่งยศ สุวรรณโณ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนตรบาลลุมพินี เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบนักท่องเที่ยวเป็นชาวต่างชาติทั้งหญิงและชาย ทั้งสองแห่งประมาณกว่า 100 คน ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพมึนเมา เจ้าหน้าที่จึงให้นักท่องเที่ยวทั้งหมดตรวจปัสสาวะ เบื้องต้นพบ นักท่องเที่ยวมีปัสสาวะสีม่วง 1 คน แต่ภาพรวมไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย โดยร้านทั้ง 2 แห่งเพิ่งเปิดบริการมาได้ไม่นาน มีกลุ่มลูกค้าเป็นชาวต่างชาติ ส่วนผู้ดูแลและผู้จัดการร้านพบว่าเป็นคนไทย

ส่วนการตรวจสอบใบอนุญาตของร้าน ทั้ง 2 แห่งพบว่าไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการสถานบริการ รวมถึง ยังมีความผิดเกี่ยวกับกรณีที่พนักงานร้านมีใบอนุญาตทำงานไม่ตรงกับนายจ้างที่ระบุไว้ ความผิดเกี่ยวกับงานต้องห้ามประกอบอาชีพที่เป็นอาชีพสงวนของคนไทย รวม ดำเนินคดีกับพนักงานร้านทั้งหมด 15 คน นอกจากนี้ยังมีความผิดในส่วนของนักท่องเที่ยวที่ตรวจพบปัสสาวะสีม่วงในคดียาเสพติด อีก 1 คน โดยหลังจากนี้จะขยายผลตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องและผู้ที่อยู่เบื้องหลังการลักลอบเปิดสถานบริการผิดกฎหมายต่อไป


>> อดีตสามีหึงโหด บุกยิงอดีตเมียแม่ค้าหวยดับคาบ้าน ยิงสามีใหม่สาหัส ก่อนเป่าขมับตายตาม

14.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.มีนบุรี รับแจ้งเหตุสลดที่บ้านพักย่านบางชัน เขตคลองสามวา หลังผู้ก่อเหตุ คือ ชายไทย อายุ 35 ปี บุกใช้อาวุธปืนขนาด .380 ยิง หญิงไทย อายุ 36 ปี อดีตภรรยาที่เลิกรากันไป เข้าที่ขมับขวาเสียชีวิตคาที่ และยิง ชายไทย อายุ 30 ปี สามีใหม่ ได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเกษมราษฎร์

จากนั้น ผู้ก่อเหตุ ได้ใช้อาวุธปืนกระบอกเดียวกันจ่อขมับลั่นไกปลิดชีพตัวเองตามในที่เกิดเหตุ ท่ามกลางญาติที่อยู่ในเหตุการณ์และเห็นพฤติกรรมโหดเหี้ยมต่อหน้าต่อตา

​จากการสืบสวนทราบว่า ชายผู้ก่อเหตุ คือ อดีตสามีทำงานขับมอเตอร์ไซค์ไรเดอร์ และขายลอตเตอรี่ร่วมกับผู้ตายจนมีลูกด้วยกัน 1 คน แต่เพิ่งเลิกรากันได้ไม่กี่เดือนเนื่องจากปัญหาเรื่องยาเสพติดและจับได้ว่าฝ่ายหญิงมีคนใหม่ โดยก่อนเกิดเหตุ ผู้ก่อเหตุ ทำทีมาส่งแม่และลูกชายที่ขนส่งหมอชิตและอ้างว่าจะไปเที่ยวภูเก็ต แต่แอบเดินทางมาที่บ้านเกิดเหตุเพื่อขอเข้าไปเอาของในห้องนอนชั้น 2 เมื่อเดินลงมากลับชักอาวุธปืนที่เตรียมมากระหน่ำยิงสามีใหม่และอดีตภรรยาด้วยความหึงหวง ก่อนจะฆ่าตัวตายหนีความผิด ซึ่งทางตำรวจจะส่งศพชันสูตรและเร่งสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป


>> รถนั่งส่วนบุคคลชนกับรถจักรยานยนต์ มีผู้เสียชีวิต เป็นหญิงวัย 60 ปี จ.สระบุรี

14.00 น. กู้ภัยสว่างรัตนฯ สระบุรีรับแจ้งว่า มีอุบัติเหตุ รถนั่งส่วนบุคคล ชนกับรถจักรยานยนต์ และมีผู้เสียชีวิต บริเวณ ลานตากข้าวหนองโน หมู่ที่ 9 ต.หนองโน อ.เมือง จ.สระบุรี

ที่เกิดเหตุ พบรถนั่งส่วนบุคคล ฮอนด้า สีขาว ป้ายทะเบียน กทม. ลักษณะชนท้าย รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า สีน้ำเงิน ป้ายทะเบียน สระบุรี จุดเกิดเหตุพบผู้เสียชีวิตหญิง 1 รายอายุประมาณ 60 ปี

เจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจร้อยเวร สภ.เมืองสระบุรี ดำเนินการชันสูตรเพิ่มเติมในจุดเกิดเหตุ และจะสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป


>> แก๊สกระป๋องระเบิด เพลิงไหม้ห้องพักคอนโดฯ กลางเมืองพัทยา ชายชาวอเมริกันวัย 72 ปี หนีตายถูกไฟลวกบาดเจ็บ

16.16 น. ศูนย์วิทยุหน่วยบรรเทาสาธารณภัยทางบกเมืองพัทยา รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ภายในคอนโดมิเนียม ซอยเกษตรสิน 7 เมืองพัทยา ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงประสานเจ้าหน้าที่ดับเพลิง พร้อมอาสาสมัครกู้ภัยสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยา เข้าตรวจสอบและให้การช่วยเหลือ

เมื่อไปถึงพบประชาชนและนักท่องเที่ยวอยู่ในอาการแตกตื่น วิ่งหนีออกจากตัวอาคารเป็นจำนวนมาก ตรวจสอบพบว่าต้นเพลิงอยู่บริเวณระเบียงห้องพัก ชั้น 4 มีเปลวเพลิงและกลุ่มควันพวยพุ่งออกมาจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงเร่งอพยพผู้พักอาศัยออกจากอาคาร ก่อนระดมฉีดน้ำสกัดเพลิง ใช้เวลากว่า 30 นาที จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ แต่เพลิงได้ลุกลามสร้างความเสียหายแก่ห้องพักทั้งห้อง

นอกจากนี้ ยังพบผู้ได้รับบาดเจ็บ คือ ผู้ชาย อายุ 72 ปี สัญชาติอเมริกัน เจ้าของห้อง ถูกไฟลวกบริเวณแผ่นหลังและลำตัว เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนรีบนำส่งโรงพยาบาล

จากการสอบถามผู้ได้รับบาดเจ็บ ให้ข้อมูลว่า ขณะเกิดเหตุได้กลิ่นควันไฟบริเวณระเบียงห้อง เมื่อเดินออกไปตรวจสอบพบว่าแก๊สกระป๋องที่ใช้ประกอบอาหารเกิดเพลิงลุกไหม้ ก่อนจะปะทุและลุกลามเข้าภายในห้อง ทำให้ตนเองถูกไฟลวกตามร่างกาย ระหว่างพยายามหลบหนีออกจากห้อง โชคดีที่มีผู้พบเห็นและรีบแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือได้ทัน เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง

โดยสันนิษฐานว่าต้นเพลิงอาจเกิดจากแก๊สกระป๋องที่ใช้หุงต้ม แต่ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้ว่าเหตุใดจึงเกิดการปะทุจนลุกลามอย่างรุนแรง ซึ่งจะต้องรอสอบปากคำผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติม รวมทั้งประสานเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ต่อไป


>> บุกจับร้านขายแก๊สเถื่อน ย่านกระทุ่มแบน ซ่อม – พ่นสีถังแก๊สหมดอายุเอง เสี่ยงระเบิดกลางชุมชน ยึดถังแก๊สกว่า 500 ใบ

16.28 น. ตำรวจสอบสวนกลาง โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ร่วมกับเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลคลองมะเดื่อ เข้าตรวจสอบและจับกุมเจ้าของร้านจำหน่ายก๊าซหุงต้ม กระทำความผิดฐาน “ประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3 (สถานที่จัดเก็บและจำหน่ายก๊าซหุงต้ม) โดยไม่ได้รับอนุญาต และใช้ถังก๊าซหุงต้มที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดในประกาศกระทรวง (ถังก๊าซหุงต้มเสื่อมสภาพหรือหมดอายุการใช้งาน)” โดยจับกุมและตรวจยึดได้ที่ ร้านจำหน่ายก๊าซหุงต้มแห่งหนึ่งในพื้นที่ ตำบลคลองมะเดื่อ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเบาะแสจากตัวแทนผู้ประกอบการก๊าซหุงต้มว่า ร้านดังกล่าวเปิดโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการ และมีพฤติการณ์นำถังก๊าซเก่าหรือถังที่หมดอายุการใช้งานมาทำการซ่อมแซมและพ่นสีใหม่ ก่อนนำกลับไปจำหน่ายให้ประชาชน เจ้าหน้าที่จึงได้นำกำลังลงพื้นที่เข้าตรวจสอบ พบว่าร้านกำลังเปิดจำหน่ายก๊าซหุงต้มตามปกติ ผลการตรวจค้นพบของกลางเป็นถังก๊าซหุงต้มทั้งถังเปล่าและถังบรรจุก๊าซรวมจำนวน 538 ถัง มูลค่าประมาณ 413,730 บาท ซึ่งในจำนวนนี้ตรวจพบถังก๊าซที่หมดอายุการใช้งานจำนวน 38 ถัง

นอกจากนี้ยังพบว่าสถานที่ดังกล่าวไม่มีระบบจัดเก็บและระบบป้องกันอัคคีภัยที่เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งการนำถังหมดอายุมาดัดแปลงซ่อมแซมพ่นสีใหม่โดยไม่ผ่านการตรวจสอบจากโรงงานหรือวิศวกรผู้มีอำนาจรับรอง ถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่ง เนื่องจากโครงสร้างถังอาจเสื่อมสภาพจากการใช้งาน สนิม หรือการกัดกร่อน ทำให้ไม่สามารถรองรับแรงดันก๊าซได้เหมือนเดิม เสี่ยงต่อการรั่วไหลและอาจนำไปสู่การระเบิดอย่างรุนแรง สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในชุมชนวงกว้างได้อย่างมหาศาล 
ทั้งนี้ก๊าซหุงต้มที่ได้รับการบรรจุและใช้งานตามมาตรฐานจะมีความปลอดภัยสูง แต่การลักลอบจำหน่ายถังที่ไม่ได้มาตรฐานอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการตรวจยึดอายัดถังก๊าซของกลางทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน จากนั้นจึงนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปคบ. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


>> คุณลุง วัย 65 ปี เป็นลม ล้มหน้าคว่ำลงกองเพลิง เสียชีวิต จ.พัทลุง

16.45 น. ศูนย์วิทยุกู้ภัยจังหวัดพัทลุง ได้รับแจ้งเหตุบุคคลเป็นลมคว่ำหน้าลงในกองไฟ ในพื้นที่ ม.3 ต. เขาชัยสน อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง

ที่เกิดเหตุ ลักษณะเป็นทุ่งร้าง หลังบ้านเรือนประชาชน โดยพบร่างของผู้เสียชีวิต 1 ราย ทราบต่อมา เป็นชายไทย อายุ 65 ปี ภูมิลำเนาชาว อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช นอนคว่ำหน้าลงในกองเพลิง

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เขาชัยสน ร่วมตรวจสอบ ก่อนมอบร่างให้อาสาสมัครหน่วยกู้ภัยพัทลุง เขตอำเภอเขาชัยสน ดำเนินการร่างส่งชันสูตร เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป


>> รถอเนกประสงค์ ชนกับรถจักรยานยนต์ มีผู้เสียชีวิตกลางสะพานข้ามแยกพัฒนาการ

18.00 น. มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รายงานอุบัติเหตุ บนสะพานข้ามแยกพัฒนาการ ฝั่งขาออก 
รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า สีดำ ป้ายทะเบียน กทม. ชนกับรถยนต์อเนกประสงค์ มิตซูบิชิ สีเทา ป้ายทะเบียน กทม. ใกล้กันมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย มีอาการสาหัส ทางอาสากู้ชีพ - กู้ภัยเร่งทำ CPR ไม่เป็นผล และได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา อายุประมาณ 45 - 50 ปี ในส่วนของสาเหตุอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.คลองตัน


>> รวบบัญชีม้าส่งลิงก์ปลอมแอบอ้างหน่วยงานรัฐ หลอกติดตั้งแอป สูญเงินกว่า 2.4 ล้านบาท

18.20 น. ตำรวจสอบสวนกลาง โดย กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ (บก.ปพ.) ร่วมกันจับกุม หญิง อายุ 36 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญามีนบุรี ที่ จ.414/2569 ลงวันที่ 6 มีนาคม 2569 ในความผิดฐาน “ร่วมกันลักทรัพย์โดยลวงว่าเป็นเจ้าพนักงาน, ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, ร่วมกันเข้าถึงและทำให้เสียหายซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ” โดยจับกุมได้ที่บริเวณสถานีขนส่งสายใต้ใหม่ ถนนบรมราชชนนี แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร

สืบเนื่องจากในช่วงต้นปี พ.ศ. 2567 ผู้เสียหายได้รับข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยมิจฉาชีพแอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานของกรมบัญชีกลาง แจ้งให้ผู้เสียหายกดลิงก์เพื่อดำเนินการตรวจสอบและยืนยันสิทธิรับเงินจากภาครัฐ หากไม่ดำเนินการอาจทำให้เสียสิทธิในการรับเงินหรือสวัสดิการต่างๆ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้กดลิงก์และทำการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันลงในโทรศัพท์มือถือ โดยไม่ทราบว่าแอปพลิเคชันดังกล่าวเป็นโปรแกรมอันตราย (Remote Access/Malware) ที่มิจฉาชีพสร้างขึ้นเพื่อใช้สำหรับเข้าควบคุมอุปกรณ์ ภายหลังจากติดตั้งเสร็จสิ้น มิจฉาชีพได้ทำการลักลอบเข้าถึงข้อมูลภายในเครื่อง รวมถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทางการเงิน จากนั้นได้ทำการโอนเงินออกจากบัญชีธนาคารของผู้เสียหายไปยังบัญชีของบุคคลอื่นหลายรายการจนหมดบัญชี รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 2,420,000 บาท ผู้เสียหายจึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ทำการสืบสวนจนทราบว่า หญิงไทยคนดังกล่าว ผู้ต้องหารายนี้ได้หลบหนีไปอยู่ทางภาคใต้และกำลังเดินทางมายังกรุงเทพมหานคร จึงได้นำกำลังลงพื้นที่ไปตรวจสอบบริเวณสถานีขนส่งสายใต้ใหม่ จนกระทั่งพบตัวผู้ต้องหาและทำการจับกุม ก่อนนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน บก.สอท.1 เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การเพิ่มเติมว่าช่วงปี 2566 ตนเคยไปทำงานเว็บพนันออนไลน์ที่ประเทศกัมพูชาและได้เปิดบัญชีเพื่อรับค่าจ้าง แต่ภายหลังไม่ได้รับเงินจึงหลบหนีกลับประเทศไทย คาดว่าบัญชีของตนถูกนำไปใช้ในการกระทำความผิดดังกล่าว


>> กลุ่มไรเดอร์รวมตัวบุก สน.ทองหล่อ จี้คดีไรเดอร์สาวถูกผู้โดยสารหื่นลวนลามกลางดึก คดีไม่คืบ

18.34 น. ผู้สื่อข่าวรางาน ​กลุ่มไรเดอร์และทนายอาสารวมตัวเดินทางไปยัง สน.ทองหล่อ เพื่อยื่นหนังสือเร่งรัดคดีกับผู้กำกับการ สืบเนื่องจากกรณี "น้องเอ" (นามสมมุติ) ไรเดอร์สาววัย 25 ปี ถูกผู้โดยสารชายอายุประมาณ 30 ปี ที่รับผ่านแอปพลิเคชันจากซอยสุขุมวิท 39 พยายามเอามือล้วงเข้าไปในเสื้อเพื่อจับหน้าอกหลายครั้งระหว่างทางไปส่งที่อาคารแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิท เหตุเกิดเมื่อกลางดึกวันที่ 27 มิถุนายน ที่ผ่านมา แม้ผู้เสียหายและแฟนหนุ่มจะตามไปสืบจนทราบว่าผู้ก่อเหตุเป็นลูกบ้านของอาคารดังกล่าวและเข้าแจ้งความไว้แล้ว แต่คดีกลับไม่มีความคืบหน้าจนทำให้ผู้เสียหายเกิดความวิตกกังวลและหวาดกลัว

​ทางด้าน นายบุญเกิน หัวหน้าเพจไรเดอร์ และนายทวีศักดิ์ ทนายอาสา เปิดเผยว่า การรวมตัวครั้งนี้ทำเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีและสิทธิของไรเดอร์หญิงที่ต้องทำมาหากินในเวลากลางคืน ซึ่งมักตกเป็นเป้าหมายแต่เลือกที่จะเงียบหายไป โดยต้องการให้เคสนี้เป็นคดีตัวอย่างในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างถึงที่สุด เพื่อไม่ให้ไปก่อเหตุสร้างความเดือดร้อนและเป็นภัยสังคมกับไรเดอร์คนอื่นๆ อีกต่อไป


>> ลูกจ้างร้านก๋วยเตี๋ยว เปิดตู้จุดเตาแก๊สหลังไฟดับ เกิดวาบไฟลุกพึ่บเจ็บสาหัส เจ้าของร้านเจ็บอีก 1 ราย

18.40 น. รับแจ้งว่า เกิดเหตุแก๊สหุงต้มวาบไฟภายในร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ ปากซอยด่านสำโรง 38 ถนนสุขุมวิท ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย

ผู้บาดเจ็บรายแรกเป็นลูกจ้างสาว อายุ 33 ปี ถูกไฟลวกเป็นแผลพุพองทั่วร่างกาย อาการสาหัส เจ้าหน้าที่กู้ชีพเร่งนำส่งโรงพยาบาลสมุทรปราการ ส่วนเจ้าของร้าน อายุ 53 ปี ถูกไฟลวกเล็กน้อย กู้ภัยนำตัวส่งรักษาโรงพยาบาลใกล้เคียง

จากการตรวจสอบพบว่า จุดเกิดเหตุเป็นเตาแก๊สสำหรับต้มน้ำซุปที่ติดตั้งอยู่ภายในตู้สเตนเลสลักษณะปิดอับ โดยถังแก๊สตั้งอยู่ห่างจากตัวเตาและไม่ได้รับความเสียหาย 
พยานในที่เกิดเหตุ รวมถึงเจ้าของร้านและผู้บาดเจ็บ ให้การสอดคล้องกันว่า ก่อนเกิดเหตุลูกจ้างพบว่าไฟเตาแก๊สดับ แต่ไม่ทราบว่าดับตั้งแต่เมื่อใด จึงเปิดตู้และใช้ไฟแช็กจุดเตาใหม่ ทำให้ประกายไฟไปติดกับแก๊สที่สะสมอยู่ภายในตู้จนเกิดวาบไฟอย่างรุนแรง ส่งผลให้ลูกจ้างได้รับบาดเจ็บสาหัส และเจ้าของร้านได้รับบาดเจ็บไปด้วย


>> ทบ. แจงข้อเท็จจริงชายแดนสุรินทร์ หลังพบข่าวบิดเบือนอ้างไทยปาระเบิดใส่ทหารกัมพูชา

20.13 น. พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงข้อเท็จจริง กรณีที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวอ้างว่า เมื่อเวลา 12.35 น. มีทหารไทยจำนวน 7 นาย ลาดตระเวนเข้าไปในพื้นที่บริเวณช่องกร่าง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ และขว้างระเบิดมือจำนวน 1 ลูก เข้าไปยังที่ตั้งของฝ่ายกัมพูชา เป็นเหตุให้ทหารกัมพูชาได้รับบาดเจ็บ 3 นาย นั้น 
กองทัพบกขอชี้แจงว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จ และเป็นการบิดเบือนความจริงอย่างสิ้นเชิง ซึ่งจากการตรวจสอบอย่างเร่งด่วนกับหน่วยทหารที่รับผิดชอบในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว พบว่าเป็นเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นในฝั่งกัมพูชาเอง ไม่ใช่เกิดจากการกระทำโดยฝ่ายไทยอย่างที่กล่าวอ้าง

ซึ่งในห้วงเวลาดังกล่าว กำลังพลฝ่ายไทยกำลังปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนเพื่อคุ้มครองการสร้างเส้นทางในฝั่งไทยตามปกติ และตรวจพบว่ามีทหารกัมพูชาเข้ามาสังเกตการณ์การปฏิบัติงานของฝ่ายเรา ต่อมาในเวลาประมาณ 12.00 น. เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นจากฝั่งกัมพูชา พร้อมเกิดความโกลาหลในการช่วยเหลือกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดในฝั่งกัมพูชา โดยยืนยันว่าฝ่ายไทยไม่ได้มีการใช้อาวุธหรือขว้างระเบิดใดๆ ทั้งสิ้น

ทั้งนี้ กองทัพบกประเมินว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากกำลังพลชุดใหม่ของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งยังขาดความชำนาญและไม่คุ้นเคยกับพื้นที่อันตราย พลาดเหยียบทุ่นระเบิดของฝ่ายตนเองที่เคยตกค้างอยู่

โฆษกกองทัพบกกล่าวย้ำในตอนท้ายว่า กองทัพบกไทยยึดมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ข้อตกลง ยึดมั่นกฎการใช้กำลัง ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

จึงขอให้ประชาชนและประชาคมระหว่างประเทศอย่าหลงเชื่อข้อมูลบิดเบือนที่ปราศจากหลักฐานรองรับ พร้อมทั้งขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชายุติการสร้างข่าวปลอมเพื่อใส่ร้ายประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อความสัมพันธ์และบรรยากาศความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน


>> หนุ่มรู้ข่าว ถูกเพื่อนแอบตีท้ายครัว หลังพ้นโทษติดคุก ต้องสางแค้น ชักปืนไล่ยิงดับ 1 บาดเจ็บ 1 รายภายในซอยรามคำแหง 64/2 ก่อนจะหลบหนี ตร.เร่งไล่ล่า

21.00 น เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.หัวหมาก รับแจ้งเหตุยิงกันมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ เหตุเกิดที่ ซอยรามคำแหง​ 64​/2 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม. ​

ที่เกิดเหตุพบเป็นอาคารที่พัก สูง 5 ชั้น บริเวณลานจอดรถด้านหน้าอาคาร พบร่างของผู้เสียชีวิต คือ นายฟอ (นามสมมุติ) อายุ 43 ปี ทำงานรับจ้างทั่วไป สภาพศพนอนหงาย ใส่เสื้อยืดแขนสั้น สีน้ำเงิน กางเกงลายพรางทหารเขียว-ขาว มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด .357 ที่ชายโครงขวา 1 นัด บริเวณที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนขนาด .357 จำนวน 6 ปลอก และกระสุนขนาดเดียวกัน 4 นัด เก็บไว้เป็นหลักฐาน

ส่วนคนเจ็บ คือ นายออ (นามสมมุติ) ประมาณ อายุ 36 ปี เป็นเพื่อนผู้ตาย มีอาชีพขี่วิน จยย. ถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาดเดียวกัน ที่ขาขวา นำส่ง รพ.รามคำแหง ส่วนผู้ก่อเหตุ คือ นาย รอ (นามสมมุติ) ได้หลบหนีไปแล้ว

ล่าสุด พ.ต.อ.ประสพโชค เอี่ยมพินิจ ผกก.สน.หัวหมาก ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนเร่งสอบปากคำพยานแวดล้อมและผู้เห็นเหตุการณ์อย่างละเอียด พร้อมทั้งส่งกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่แกะรอยภาพจากกล้องวงจรปิดตามเส้นทางที่คนร้ายใช้หลบหนี เพื่อเร่งติดตามจับกุมตัวนายรอ มาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด

 

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม