วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 เวลา 20:06 น.
นายกฯ เคาะ 6 มาตรการ สกัดยาเสพติดไป ตปท. ฟันวินัยร้ายแรงลูกเรือสายการบินรับหิ้ว-รับฝากสิ่งของ
วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (คณะกรรมการ ป.ป.ส.) ครั้งที่ 2/2569 ร่วมด้วย พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน, พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส., นายมานะ ศิริพิทยาวัฒน์, นางสาวอารีภักดิ์ เงินบำรุง และนายอภิกิต ฉ.โรจน์ประเสริฐ รองเลขาธิการ ป.ป.ส. ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเปิดการประชุม พร้อมทั้งกล่าวว่า ในครั้งนี้ ถือเป็นนิมิตหมายอันสำคัญยิ่งเนื่องจากเป็นการประชุมฯ ครั้งแรกตามกรอบกฎหมาย เพื่อหารือและตัดสินใจในประเด็นสำคัญระดับประเทศโดยในครั้งนี้ กระผมได้ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ส. ผมพร้อมแสดงความมุ่งมั่นและสนับสนุนการดำเนินงานในทุกมิติ โดยอาศัยการเชื่อมโยงกลไกบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงาน ในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้สัมฤทธิผลในฐานะ "วาระแห่งชาติ" อย่างแท้จริง
ตลอดระยะเวลาเกือบ 10 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดมาโดยตลอด ซึ่งต้องชื่นชมและขอบคุณความทุ่มเทของหน่วยงานหลัก ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สำนักงาน ป.ป.ส. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รวมถึงภาคส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่ได้ร่วมมือกันทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน อย่างไรก็ตาม แม้ทุกฝ่ายจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ แต่ในความเป็นจริงยังคงปรากฏปัญหายาเสพติดเล็ดลอดผ่านช่องทางต่าง ๆ ออกไปสู่ภูมิภาคและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
ประเด็นท้าทายเร่งด่วนที่ถูกยกขึ้นมาพิจารณาในที่ประชุมครั้งนี้ คือ กรณีที่เกิดขึ้นในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งจากรายงานพบว่าในช่วงครึ่งปีแรกมีผู้เดินทางออกจากประเทศไทยถูกจับกุมและตั้งข้อหาลักลอบนำเข้ายาเสพติดอย่างน้อย 6 ราย เหตุการณ์ดังกล่าว นอกจากจะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายแล้ว ยังส่งผลกระทบเชิงลบและสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาประชาคมโลกอย่างรุนแรง จึงต้องให้คณะกรรมการและผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่าน ร่วมกันพิจารณากรณีนี้อย่างเร่งด่วน เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการเชิงรุกที่เข้มงวดและมีประสิทธิภาพ มุ่งเน้นไปที่การแสดงออกถึงศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ยาเสพติดข้ามชาติอย่างทันท่วงที โดยทุกหน่วยงานจะต้องร่วมกันทบทวนและยกระดับมาตรการตรวจสอบ คัดกรอง และปราบปราม ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สังคมโลก เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าระบบการทำงานและมาตรฐานการป้องกันปราบปรามยาเสพติดของประเทศไทย มีความเข้มแข็ง เด็ดขาด และสอดคล้องกับมาตรฐานสากลในการปกป้องและแก้ไขปัญหายาเสพติด
ที่ประชุมได้หารือและกำหนดแนวทางการยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำสิ่งผิดกฎหมายผ่านท่าอากาศยาน โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
• บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เพิ่มมาตรการตรวจค้นผู้โดยสารและพัสดุภัณฑ์และสัมภาระของผู้โดยสาร ของการท่าอากาศยาน ทอท. เพิ่มประสิทธิภาพการเอกซเรย์สัมภาระและสินค้าขาออก และเพิ่มการใช้สุนัขดมกลิ่น (K-9) ในการตรวจค้น โดยบูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างกรมศุลกากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครอบคลุมการตรวจทั้งสัมภาระผู้โดยสารและสัมภาระขนส่ง
• การท่าอากาศยาน จะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสัมภาระของลูกเรือ กรณีลูกเรือรับฝากสิ่งของ หากพบการกระทำผิดจะมีบทลงโทษขั้นสูงสุดถึงการเพิกถอนใบอนุญาต ตามข้อเสนอของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย
• การกำกับดูแลลูกเรือและสายการบิน สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยจะประสานความร่วมมือกับบริษัท การบินไทย และสายการบินอื่น ๆ กำหนดมาตรการเข้มงวด เกี่ยวกับการรับฝากสิ่งของโดยลูกเรือ หากพบการกระทำผิด จะดำเนินการทางวินัยอย่างจริงจัง รวมถึงอาจพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตลูกเรือ โดยจะมีการออกประกาศหรือแนวปฏิบัติให้ครอบคลุมทุกสายการบิน
• การพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยจะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพิ่มศักยภาพและทักษะของเจ้าหน้าที่ในการตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมายในพื้นที่ท่าอากาศยาน
• การพัฒนาระบบข้อมูลผู้โดยสาร กรมศุลกากรจะเป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาระบบ Passenger Name Record (PNR) และ Passenger Information Unit (PIU) โดยจะยกร่างคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อจัดตั้ง PIU พัฒนาระบบการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูล การบริหารสถานการณ์ และการปฏิบัติงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
• การเชื่อมโยงฐานข้อมูล ให้เร่งดำเนินการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกรมศุลกากร ท่าอากาศยาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถบูรณาการข้อมูลและบริหารสถานการณ์ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ เพื่อตอบรับนโยบายความมั่นคงเร่งด่วนของนายกรัฐมนตรี ที่ประชุมได้พิจารณา "ปฏิบัติการพิฆาตยาเสพติด" ซึ่งมีกรอบเวลาดำเนินการเด็ดขาด 3 เดือน (กรกฎาคม - กันยายน 2569) ผ่าน 7 นโยบายการปฏิบัติ อาทิ การสกัดกั้นตามแนวชายแดน การกวาดล้างผู้ค้ารายย่อยในชุมชน การลงโทษทางวินัยและอาญาขั้นเด็ดขาดกับเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องโดยให้ออกจากราชการไว้ก่อน และการขับเคลื่อนนโยบาย "1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัด" โดยจะนำเสนอร่างคำสั่งนี้ให้นายกรัฐมนตรีลงนามบังคับใช้ต่อไป
ประเด็นสำคัญสุดท้ายที่พิจารณาคือ การปรับแนวทางการดำเนินงานต่อผู้เสพผู้ติดยาเสพติดในกระบวนการบำบัดรักษา เพื่อแก้ไขช่องว่างทางกฎหมายและความเข้าใจคลาดเคลื่อนที่ว่า "ผู้เสพมีสิทธิสมัครใจบำบัดได้ตลอดเวลาเพื่อเลี่ยงคดีอาญา" สำนักงาน ป.ป.ส. จึงได้เสนอแนวปฏิบัติที่ชัดเจนและเด็ดขาดว่า หากผู้เสพรายใดเคยมีพฤติกรรมหลบหนีหรือไม่ให้ความร่วมมือในการบำบัดรักษามาก่อน หรือเป็นผู้เสพที่มีพฤติกรรมอันตราย คลุ้มคลั่ง หรือมีคดีอาญาอื่นที่มีโทษจำคุกติดตัว เจ้าหน้าที่สามารถใช้ดุลพินิจส่งตัวดำเนินคดีอาญาได้ทันทีโดยไม่ต้องให้สิทธิสมัครใจบำบัด และหากมีอาการจิตเวชร่วมด้วยให้ส่งตัวดำเนินการตาม พ.ร.บ.สุขภาพจิต พ.ศ. 2551 ทันที
หลังจากนั้น ได้มีการรายงานถึงสถานการณ์ปัญหายาเสพติดในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งพบว่าพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำมีศักยภาพการผลิตสารเสพติดระดับอุตสาหกรรมที่สูงขึ้นมาก ส่งผลให้ยาบ้าและไอซ์ทะลักเข้าสู่ประเทศไทยในลักษณะตู้คอนเทนเนอร์หรือ "Big lot" สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะในปี 2568 ที่สามารถยึดยาบ้าได้สูงถึง 1,071 ล้านเม็ด นอกจากนี้ เครือข่ายอาชญากรรมยังได้พัฒนารูปแบบการทำงานโดยเชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์ การพนันออนไลน์ และการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลในการฟอกเงิน รวมถึงการปรับกลยุทธ์การขนส่งผ่านระบบโลจิสติกส์ ไรเดอร์ และเส้นทางทางทะเล ปัจจัยด้านราคาที่ถูกลงส่งผลให้ผู้เสพผันตัวมาเป็นผู้ค้ารายย่อย และมีการซื้อขายออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน Telegram เพิ่มสูงขึ้น สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ในปี 2568 มีผู้เข้ารับการบำบัดสูงถึง 250,000 ราย และเกิดวิกฤตผู้ป่วยจิตเวชจากยาเสพติดสะสมสูงถึง 222,641 คน ซึ่งนับว่าอาจจะเกินศักยภาพในการรองรับผู้ป่วยในอนาคต
โดยสรุป ผลจากการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ส. ครั้งที่ 2/2569 สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การทำงาน จากเดิมที่มุ่งเน้นการตั้งรับ มาเป็นการใช้มาตรการเชิงรุกที่เฉียบขาด ทันเกม และครอบคลุมรอบด้าน ทั้งในมิติการบังคับใช้กฎหมาย การยกระดับมาตรการขนส่งทางอากาศ การปราบปรามเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริต และการจัดระเบียบกระบวนการบำบัดรักษาเพื่อคืนความปลอดภัยและสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืนให้แก่สังคมไทยอย่างแท้จริง




