หน้าแรก > อาชญากรรม

"บิ๊กเต่า" ร่วม ป.ป.ช. ป.ป.ท DSI และกรมการปกครอง แถลงบุกจับ 'ปลัดภูเก็ต' เรียกรับเงินบรรจุข้าราชการท้องถิ่น พบใช้ตำแหน่งหน้าที่เรียกรับผลประโยชน์

วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 16:20 น.


พลตำรวจตรีจรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ร่วมกับ ผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.), กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และกรมสอบสวนคดีพิเศษ 

ร่วมกันแถลงผลการจับกุม “นายรุ่งเรือง” ปลัดจังหวัดภูเก็ต ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 ในความผิดฐานเรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์เป็นการตอบแทน เพื่อจูงใจเจ้าพนักงานโดยวิธีทุจริตหรือผิดกฎหมาย และความผิดฐานเป็นคนกลางหรือผู้รับสินบนเพื่อนำไปจูงใจเจ้าหน้าที่รัฐ ในคดีที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวกลางเรียกรับเงินจากอาสาสมัคร 3 คน คนละ 300,000 บาท เพื่อแลกกับการช่วยเหลือสอบบรรจุเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น

นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผู้อำนวยการกองกิจการอำนวยความยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากมีเจ้าของโรงแรม เข้าร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรม ภูเก็ต ว่าถูกปลัดจังหวัดภูเก็ตเรียกรับเงิน 1 ล้านบาท เพื่อแลกกับการช่วยดำเนินการแก้ไขเอกสาร ส.ค.1 ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิครอบครองที่ดินแปลงหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต โดยมีบุคคลที่สามอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่จังหวัดติดต่อให้เข้าพบอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาปัญหาที่ดินของรัฐ หลังเข้าพบผู้ต้องหาอ้างว่าสามารถช่วยเหลือเรื่องดังกล่าวได้  เรียกรับเงินสดจำนวน 1 ล้านบาท ผู้เสียหายแจ้งว่าไม่มีเงินสดจึงขอโอนเงินแทน วันรุ่งขึ้นผู้ต้องหาได้ส่งเลขบัญชีให้โอนเงิน จากนั้นเจ้าของโรงแรมจึงโอนเงินดังกล่าวไป แต่เมื่อโอนเงินไปแล้วกลับไม่มีการดำเนินการตามที่ตกลง

ด้านพ.ต.อ.สุพจน์ พุ่มแหยม รักษาราชการแทนผู้กำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม ระบุ จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินจากกรณีดังกล่าวข้างต้น พบว่าเป็นบัญชีเดียวกับที่ปรากฏในอีกคดี คือ คดีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครรักษาดินแดน ถูกนายรุ่งเรืองเรียกรับเงินช่วยเหลือสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ทำให้พบความเชื่อมโยงกัน และพบการโอนเงินไป-กลับเป็นทอด ๆ จนกลายเป็นเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงมายังตัวผู้ต้องหา กระทั่งศุกร์ที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา จึงดำเนินการจับกุมนายรุ่งเรือง ตามประมวลกฎหมายอาญา “มาตรา 143 ความผิดฐานเรียกรับผลประโยชน์” และ “ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 175 ตัวกลางเรียกรับผลประโยชน์” และเมื่อเชื่อมโยงทั้งสองคดีได้ จึงแจ้งข้อหาเพิ่มเติมในคดีเรียกรับเงินจากเจ้าของโรงแรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และมาตรา 157 ฐานเจ้าพนักงานเรียกรับทรัพย์สินและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

สำหรับการจับกุมนายรุ่งเรือง แม้เส้นทางการเงินจะไม่ได้โยงไปถึงเจ้าตัวโดยตรง แต่พบว่าเกี่ยวพันกับคนรอบข้าง โดยเฉพาะเลขานุการปลัด เนื่องจากตอนที่นายรุ่งเรืองเรียกรับเงินจากเจ้าของโรงแรม ได้ให้เจ้าของโรงแรมโอนเงินจำนวน 1 ล้านบาท ไปที่บัญชี 1 ใน 3 ของ อส. เพื่อคืนเงินที่เรียกรับมา จากนั้นนายรุ่งเรืองให้ อส. รายดังกล่าวทอนเงินคืน 100,000 บาท โอนเข้าบัญชีเลขานุการ ก่อนให้เลขานุการกดเงินสดมาให้ปลัด

ด้าน พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. ระบุต่อว่า เคสดังกล่าวเป็นคนละเคสกับคดีโกงข้อสอบที่ทาง ป.ป.ช. เป็นผู้รับผิดชอบ ถึงแม้ว่าจะมี สถ. เกี่ยวข้องกับทั้งสองคดี อย่างไรก็ตาม การทำงานจะทำควบคู่กันไป หากพบความเชื่อมโยงก็จะดำเนินการในภายหลัง

เมื่อถามว่าหลังจากที่ปลัดจังหวัดภูเก็ตกลับมารับตำแหน่งได้เพียงหนึ่งวันแต่ถูกจับในวันถัดมานั้น มีนัยทางการเมืองหรือไม่ นายวิรุฬห์ สิทธิวงศ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง ชี้แจงว่า ก่อนหน้านี้กรมการปกครองมีคำสั่งให้ปลัดจังหวัดพร้อมข้าราชการที่เกี่ยวข้องรวม 5 ราย มาช่วยราชการที่กรมเป็นเวลา 30 วัน เพื่อเปิดทางให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริง เมื่อครบกำหนดตามระเบียบจึงต้องส่งตัวกลับต้นสังกัด โดยผลการสอบสวนพบมูลเพียงพอที่จะตั้งกรรมการสอบวินัย และเตรียมมีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน แต่ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินคดีอาญาเสียก่อน เนื่องจากเป็นความผิดที่มีพยานหลักฐานชัดเจนกว่า

พ.ต.ท.สิริพงษ์ ย้ำต่อว่า การดำเนินคดีไม่มีแรงจูงใจทางการเมือง แต่เป็นผลจากการสืบสวนที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตามไทม์ไลน์  บูรณาการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน ทั้งตำรวจสอบสวนกลาง, สำนักงาน ป.ป.ท., สำนักงาน ป.ป.ช., กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงาน ปปง. พร้อมย้ำ การสอบสวนคดีทุจริตยึดข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเป็นหลัก ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นการเมืองในพื้นที่

 

 

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม