วันที่ 29 มิถุนายน 2569 เวลา 10:38 น.
เจนีวา, 29 มิ.ย. (ซินหัว) -- ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานจำนวนผู้เสียชีวิตเกินจากระดับปกติ (excess deaths) ที่เชื่อมโยงกับอุณหภูมิสูงทั่วทวีปยุโรปแล้วมากกว่า 1,300 ราย นับตั้งแต่วันที่ 21 มิ.ย. โดยปัจจุบันมีประชาชนเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรง 150 ล้านคน โรงเรียนต้องปิดการเรียนการสอน และระบบโครงข่ายไฟฟ้ากำลังเผชิญภาระหนัก
ทีโดรสเตือนผ่านเอ็กซ์ (X) ว่าภาวะเครียดจากความร้อนมักถูกเรียกว่าเป็น "ฆาตกรเงียบ" โดยบ้านเรือน สถานที่ทำงาน รวมถึงโรงเรียนในยุโรปไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รองรับอุณหภูมิในระดับนี้ และยุโรปยังเป็นทวีปที่มีอุณหภูมิเพิ่มสูงเร็วที่สุดในโลก ร้อนขึ้นในอัตราสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกถึง 2 เท่า พร้อมชี้ว่าคลื่นความร้อนที่เคยเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชั่วอายุคนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อน กำลังกลายเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแทบทุกปี
องค์การฯ กำลังทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกและพันธมิตรเพื่อรับมือกับภัยคุกคามด้านสุขภาพจากคลื่นความร้อนรุนแรง โดยมุ่งเตรียมความพร้อม การป้องกัน และเสริมแกร่งการรับมือของระบบสาธารณสุข พร้อมเรียกร้องให้กลุ่มประเทศยุโรปดำเนินตามแผนปฏิบัติการด้านสุขภาพในการรับมือกับความร้อน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวาระการคุ้มครองสุขภาพจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
นอกจากนี้ องค์การฯ ยังเผยแพร่คำแนะนำในการรับมือกับสภาพอากาศร้อนจัดผ่านทางเว็บไซต์ โดยแนะนำให้หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งในช่วงที่อากาศร้อนที่สุดของวัน อยู่ในที่ร่ม และใช้เวลา 2-3 ชั่วโมงต่อวันในสถานที่ที่มีอากาศเย็น พร้อมแนะนำให้ใช้อากาศยามค่ำคืนช่วยระบายความร้อนหลังดวงอาทิตย์ตก ปิดหน้าต่างและปิดม่านในช่วงกลางวันเมื่ออุณหภูมิภายนอกสูงกว่าภายในบ้าน รวมทั้งลดการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้สำหรับการรักษาอุณหภูมิภายในบ้าน
องค์การฯ เตือนว่าควรใช้พัดลมไฟฟ้าเฉพาะเมื่ออุณหภูมิต่ำกว่า 40 องศาเซลเซียส เนื่องจากหากอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียสพัดลมจะยิ่งทำให้ร่างกายได้รับความร้อนมากขึ้น ขณะที่เครื่องปรับอากาศแนะนำให้ตั้งอุณหภูมิไว้ที่ 27 องศาเซลเซียส พร้อมเปิดพัดลมไฟฟ้าควบคู่กัน ซึ่งจะทำให้รู้สึกเย็นลงราว 4 องศาเซลเซียส และช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าสำหรับการทำความเย็นได้สูงสุดถึงร้อยละ 70 นอกจากนี้ องค์การฯ แนะนำให้สวมเสื้อผ้าสีอ่อนและหลวม อาบน้ำเย็น ใช้ผ้าชุบน้ำหรือสเปรย์ฉีดน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว และดื่มน้ำเป็นประจำอย่างน้อยชั่วโมงละ 1 แก้ว หรือวันละ 2-3 ลิตร เพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ
องค์การฯ เน้นย้ำให้หมั่นตรวจสอบและดูแลกลุ่มคนเปราะบาง โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคปอด หรือโรคไต ผู้พิการ และผู้ที่อาศัยอยู่เพียงลำพัง พร้อมเตือนประชาชนว่าห้ามทิ้งเด็กหรือสัตว์ไว้ภายในรถที่จอดอยู่โดยเด็ดขาด เลี่ยงการสัมผัสแสงแดดโดยตรงในช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดของวัน และไม่ควรใช้ผ้าแห้งคลุมรถเข็นเด็กทารก เพราะจะทำให้อุณหภูมิภายในสูงขึ้น แต่ควรใช้ผ้าบางชุบน้ำและหมั่นทำให้เปียกอยู่เสมอ
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)