หน้าแรก > ภูมิภาค

สาวร้องสื่อ ฝรั่งซ้อมมวย - เตะกระสอบทรายกลางดึก สะเทือนถึงบ้าน ผู้ป่วยติดเตียงสะดุ้งตื่น เข้าไปเตือน โดนพูดกลับ “ไม่ใช่ปัญหาของฉัน” จ.ชลบุรี

วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เวลา 23:55 น.


สาวเจ้าของร้านชำ วัย 37 ปี ในพื้นที่พัทยาใต้ ร้องเรียนผ่านสื่อมวลชน หลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากอาคารของชาวต่างชาติ ซึ่งอยู่ระหว่างปรับปรุงเพื่อเปิดเป็นฟิตเนสและค่ายสอนมวย แต่กลับมีการใช้อุปกรณ์ออกกำลังกายและซ้อมมวยในช่วงกลางดึก ซึ่งเป็นบางคืน แต่ส่งเสียงดังและเกิดแรงสั่นสะเทือนรบกวนบ้านเรือนข้างเคียง จนผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ และเด็กเล็กในครอบครัวได้รับผลกระทบโดยตรง

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569 หญิงไทย อายุ 37 ปี เจ้าของร้านขายของชำภายในซอยกรมที่ดิน ซอย 8 พัทยาใต้ เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี พาผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบ พร้อมเปิดเผยสภาพความเป็นอยู่ของคนในครอบครัวที่กำลังเผชิญกับปัญหามลภาวะทางเสียงของเพื่อนบ้านซึ่งเป็นชาวต่างชาติเตรียมเปิดกิจการซ้อมมวยและฟิตเนส ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง

ผู้ร้องเรียน เล่าว่า แม้สถานที่ดังกล่าวจะยังไม่เปิดดำเนินกิจการอย่างเป็นทางการ แต่เจ้าของสถานที่และกลุ่มเพื่อนชาวต่างชาติได้เข้ามาใช้อุปกรณ์ฟิตเนส ซ้อมเตะกระสอบทราย ยกน้ำหนัก และทิ้งดัมเบลลงพื้น บางครั้งได้ยินเสียงร้องคล้ายปล่อยพลัง โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งบางครั้งจะมาตอน 5 ทุ่ม ตี 1 และบางวันก็มาตี 3 ทำให้เกิดเสียงดังสนั่น และแรงสั่นสะเทือนจนคนในบ้านไม่สามารถพักผ่อนได้อย่างปกติ สิ่งที่สร้างความทุกข์ใจให้ครอบครัวมากที่สุด คือภายในบ้าน มีผู้สูงอายุวัยกว่า 80 ปี ที่ป่วยติดเตียงพักรักษาตัวอยู่ในห้องซึ่งอยู่ติดกับกำแพงอาคารดังกล่าว รวมถึงมีผู้สูงอายุอีกหนึ่งรายและเด็กเล็ก 2 คนอาศัยอยู่ร่วมกัน ทุกครั้งที่มีการเตะกระสอบทรายหรือโยนอุปกรณ์ออกกำลังกายลงพื้น จะเกิดแรงสั่นสะเทือนส่งถึงตัวบ้าน ทำให้คนป่วยสะดุ้งตื่นตลอด ครอบครัวแทบไม่ได้พักผ่อน สุขภาพจิตเริ่มแย่ เครียดสะสมกันทั้งบ้าน

นอกจากนี้ ปัญหาดังกล่าวยังเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงก่อสร้างอาคาร บางครั้งเชื่อมจนสะเก็ดไฟกระเด็นมาใส่แผ่นหลังคาจนมีรอยไหม้ และส่งเสียงดังรบกวน แต่อันนั้นไม่ใช่ปัญหา เพราะคิดว่าคงก่อสร้างไม่นานเดี๋ยวก็แล้วเสร็จ จนกระทั่งล่าสุดเริ่มมีการติดตั้งอุปกรณ์มวยและฟิตเนสภายในพื้นที่กึ่งเปิดโล่ง ส่งผลให้เสียงดังเล็ดลอดออกมาโดยรอบอย่างชัดเจน

ที่ผ่านมา ครอบครัวพยายามใช้วิธีพูดคุยด้วยดีหลายครั้ง หวังให้ลดการใช้เสียงในยามวิกาล แต่กลับไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร โดยเจ้าของสถานที่ยืนยันว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัวและสามารถทำกิจกรรมภายในพื้นที่ของตนเองได้ อีกทั้งยังแสดงความไม่พอใจเมื่อถูกบันทึกภาพและคลิปวิดีโอเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน

ผู้ร้องเรียนยังเปิดเผยอีกว่า เคยเชิญเจ้าของสถานที่เข้ามาดูสภาพภายในบ้าน เพื่อให้เห็นถึงความเดือดร้อนของผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุที่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่กลับได้รับคำตอบสั้นๆ ว่า “ไม่ใช่ปัญหาของฉัน” ก่อนเดินออกจากบ้านไปโดยไม่แสดงท่าทีแก้ไขหรือเยียวยาปัญหาแต่อย่างใด

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ครอบครัวได้โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจผ่านสายด่วน 191 ถึง 2 ครั้ง เจ้าหน้าที่ได้เดินทางเข้าตรวจสอบและตักเตือนให้ลดการใช้เสียงในช่วงเวลากลางคืน แต่หลังเจ้าหน้าที่เดินทางกลับ กลุ่มผู้ใช้อาคารยังคงกลับมาทำกิจกรรมในลักษณะเดิม

นอกจากนี้ ยังได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดชลบุรี ที่ว่าการอำเภอบางละมุง รวมถึงเมืองพัทยา มาแล้วกว่า 1 เดือน แต่ยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม ทำให้เริ่มกังวลว่า หากมีการเปิดเป็นฟิตเนสและค่ายมวยอย่างเต็มรูปแบบในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ปัญหาเสียงดัง และผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอาจรุนแรงยิ่งขึ้น โดยย้ำว่า ไม่ได้ต้องการขัดขวางการทำมาหากินของใคร แต่อยากให้เคารพสิทธิของเพื่อนบ้านเช่นกัน โดยเฉพาะบ้านที่มีผู้ป่วยติดเตียง คนแก่ และเด็กเล็ก เพราะทุกวันนี้สิ่งที่ต้องเผชิญไม่ใช่แค่เสียงดัง แต่เป็นความทุกข์ ความเครียด และคุณภาพชีวิตที่ถูกกระทบทุกวัน

ทั้งนี้ จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งเมืองพัทยา ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ตรวจคนเข้าเมือง และหน่วยงานด้านควบคุมอาคาร เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ทั้งเรื่องการขออนุญาตดัดแปลงอาคาร การขออนุญาตประกอบกิจการฟิตเนสและค่ายมวยสอนมวย รวมถึงมาตรการป้องกันมลภาวะทางเสียง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนและประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบ

 

 

 

 

 

 

 

ข่าวยอดนิยม