หน้าแรก > อาชญากรรม

"ทนายตั้ม" อัดอั้น เผยผ่านสื่อ ขอสู้เต็มที่ชั้นอุทธรณ์ ยันมีหลักฐานเด็ด สามารถชนะคดีพ้นผิด

วันที่ 12 มิถุนายน 2569 เวลา 02:23 น.


นาทีแห่งอิสรภาพของ "ทนายตั้ม" หรือ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หลังศาลอนุญาตปล่อยชั่วคราวในชั้นอุทธรณ์ คดีฉ้อโกง "เจ๊อ้อย" เจ้าตัวเดินออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครในสภาพร่างกายซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนเข้าสวมกอดภรรยา ลูก และครอบครัวด้วยความคิดถึง พร้อมเปิดใจครั้งแรกหลังถูกคุมขังนานกว่า 1 ปี 7 เดือน ยืนยันยังเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และจะเดินหน้าสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไป

เวลา 21.37 น. วันที่ 11 มิถุนายน 2569 บริเวณหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการรอคอยของครอบครัว ญาติพี่น้อง และผู้ใกล้ชิด ที่มารอรับนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ "ทนายตั้ม" หลังศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว

ทันทีที่เจ้าหน้าที่นำตัวออกมาบริเวณด้านหน้าเรือนจำ เสียงเฮดังขึ้นจากกลุ่มญาติที่เฝ้ารออยู่ ท่ามกลางความดีใจของทุกคน โดยในช่วงเวลาเดียวกัน ภรรยาของทนายตั้ม ซึ่งได้รับการปล่อยตัวจากทัณฑสถานหญิงกลางเช่นกัน ได้เดินเข้าไปรอรับทนายตั้ม ก่อนที่ทั้งคู่จะเข้าสวมกอดกันแน่น พร้อมลูก ๆ และสมาชิกในครอบครัวที่ร่วมโอบกอดเป็นวงกลม ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความอบอุ่น หลังต้องแยกจากกันเป็นเวลานาน

จากนั้นทนายตั้มได้ก้มลงกราบแม่ด้วยความเคารพ ก่อนเดินเข้ามาพบสื่อมวลชน พร้อมกล่าวประโยคแรกด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า "ไม่ได้เจอกันนาน กำลังคิดอยู่ว่าคงจะจำกันไม่ได้แล้ว"

ทนายตั้มเปิดใจว่า การใช้ชีวิตในเรือนจำตลอด 1 ปี 7 เดือน 4 วัน ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในช่วง 5 เดือนแรกที่รู้สึกดิ่งและย่ำแย่ทั้งสภาพจิตใจและความรู้สึก เนื่องจากต้องห่างจากครอบครัว ขณะที่ภรรยาก็ถูกคุมขังอยู่เช่นกัน แต่หลังจากนั้นพยายามปรับตัวและใช้เวลาส่วนใหญ่ศึกษาสำนวน รวบรวมข้อมูล และเตรียมแนวทางต่อสู้คดีด้วยตัวเองจากภายในเรือนจำ

เจ้าตัวยืนยันว่า คดีนี้ตนถูกแจ้งข้อหาทั้งหมด 10 ข้อหา และศาลยกฟ้องไปแล้วประมาณ 7 ข้อหา เหลือเพียง 3 ข้อหา จึงมองว่ายังมีประเด็นทางกฎหมายที่สามารถต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ได้อีกหลายประเด็น

โดยเฉพาะกรณีเงิน 71 ล้านบาท ซึ่งเป็นข้อหาหลักที่ศาลพิพากษาว่ามีความผิด ทนายตั้มระบุว่า ตนไม่เคยคาดคิดว่าจะถูกตัดสินในประเด็นดังกล่าว เพราะมีข้อความสนทนาและหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อว่าแสดงให้เห็นถึงเจตนาการให้เงินเพื่อนำไปลงทุนทำธุรกิจ แต่ศาลมีดุลพินิจแตกต่างออกไป อย่างไรก็ตาม ยังคงเคารพคำพิพากษาและเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

ส่วนคดีเงิน 39 ล้านบาท ซึ่งศาลยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้ / ทนายตั้มมองว่าเป็นผลจากพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง พร้อมย้ำว่ายังมีหลักฐานอีกจำนวนหนึ่งที่จะนำเสนอต่อศาลอุทธรณ์ในอนาคต

ขณะเดียวกัน ทนายตั้มยังเปิดเผยว่า ระหว่างถูกคุมขัง ตนได้รับความช่วยเหลืออย่างมากจากน้องสาว ซึ่งคอยรวบรวมข้อมูล พยานหลักฐาน และติดตามความคืบหน้าคดีมาโดยตลอด จนสามารถนำข้อมูลหลายส่วนมาใช้ประกอบการต่อสู้คดีในศาลได้

ด้านภรรยาของทนายตั้ม เปิดใจถึงช่วงเวลาที่ถูกคุมขังในทัณฑสถานหญิงกลางว่า ช่วงแรกเต็มไปด้วยความสับสน เพราะไม่เคยคิดว่าชีวิตจะต้องเผชิญเหตุการณ์เช่นนี้ แต่สิ่งที่เป็นห่วงมากที่สุดคือลูกทั้ง 3 คน ที่ต้องขาดพ่อและแม่ไปพร้อมกัน

อย่างไรก็ตาม เธอพยายามใช้ชีวิตตามกฎระเบียบของเรือนจำ เรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่น และมองว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาเป็นบทเรียนชีวิตสำคัญที่ทำให้ได้ทบทวนตัวเอง รวมทั้งได้รับกำลังใจจากเพื่อนผู้ต้องขังและเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เป็นอย่างดี

ภรรยาทนายตั้มยังเปิดเผยว่า ตลอดเวลาที่อยู่ในเรือนจำ ลูก ๆ ยังคงเชื่อมั่นในตัวพ่อ และมองว่าพ่อเป็น "ฮีโร่" ของครอบครัว แม้จะต้องเผชิญคดีความและอุปสรรคมากมายก็ตาม
ขณะที่ทนายตั้มกล่าวขอบคุณภรรยาที่ไม่เคยตำหนิหรือโทษกันแม้แต่ครั้งเดียว ตลอดระยะเวลาที่ถูกคุมขัง โดยทั้งคู่ติดต่อกันผ่านจดหมายอย่างสม่ำเสมอ และต่างเป็นกำลังใจให้กันในการต่อสู้คดี

ทนายตั้มยอมรับว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อครอบครัวอย่างมาก และทำให้ได้เรียนรู้ว่าการตัดสินใจหรือการต่อสู้บางเรื่องไม่ได้กระทบเพียงตัวเอง แต่ยังกระทบถึงภรรยาและลูก ๆ ด้วย จึงตั้งใจว่าจะใช้เวลากับครอบครัวให้มากขึ้น และหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่ไม่จำเป็นในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ในทางคดี ทนายตั้มยืนยันว่าจะไม่ยุติการต่อสู้ และจะใช้สิทธิอุทธรณ์ตามกฎหมาย โดยเชื่อว่ายังมีพยานหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้
นอกจากนี้ ทนายตั้มยังประกาศเดินหน้าร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ให้ตรวจสอบกรณีที่ตนอ้างว่าอาจมีการฮั้วประมูลงานของหน่วยงานรัฐ โดยระบุว่ามีพยานหลักฐานอยู่ในครอบครอง และจะนำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามกฎหมายต่อไป
ช่วงหนึ่งของการให้สัมภาษณ์ ทนายตั้มยังกล่าวถึงประเด็นที่เคยเป็นกระแสในสังคม กรณีมีการท้าทายผ่านสื่อเกี่ยวกับคดีเงิน 71 ล้านบาท โดยระบุว่า เดิมมีการพูดถึงการดื่มปัสสาวะ 71 แก้ว หากคดีไม่เป็นไปตามข้อกล่าวหา แต่เมื่อคดียังอยู่ระหว่างกระบวนการอุทธรณ์ ตนจึงขอ “เพิ่มเดิมพัน” เป็น 142 แก้ว พร้อมยืนยันว่าเชื่อมั่นว่าตนจะได้รับความเป็นธรรมในชั้นอุทธรณ์ และยังมั่นใจว่าจะสามารถต่อสู้จนได้รับการยกฟ้องในที่สุด
ก่อนเดินทางกลับบ้าน ทนายตั้มกล่าวขอบคุณศาลที่อนุญาตให้ประกันตัว ขอบคุณกรมราชทัณฑ์ที่อำนวยความสะดวกในการต่อสู้คดี และขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาให้ตลอดช่วงเวลาที่ถูกคุมขัง

สำหรับคืนแรกของอิสรภาพ หลังไม่ได้ใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวมานานกว่า 1 ปี 7 เดือน ทนายตั้มบอกว่า สิ่งที่อยากทำมากที่สุด คือการกลับบ้านไปรับประทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากับภรรยาและลูก ๆ โดยมีเมนูโปรดอย่าง "แกงส้มกุ้ง" ที่ครอบครัวเตรียมไว้รอต้อนรับการกลับบ้านในค่ำคืนนี้

 

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม