หน้าแรก > สังคม

24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 10 มิถุนายน 2569

วันที่ 11 มิถุนายน 2569 เวลา 05:28 น.


24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 10 มิถุนายน 2569


>> นายกฯ ย้ำความร่วมมือตำรวจไทย – FBI ผนึกกำลังปราบอาชญากรรมข้ามชาติและอาชญากรรมไซเบอร์

08.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้การต้อนรับคณะผู้จัดการประชุม FBI ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล 
นายกฯ​ กล่าวว่า ภัยคุกคามในปัจจุบันมีความซับซ้อนและไร้พรมแดนมากขึ้น โดยเฉพาะอาชญากรรมไซเบอร์และอาชญากรรมข้ามชาติที่อาศัยเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรม จึงไม่สามารถรับมือได้ด้วยการทำงานของประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วโลก

รัฐบาลไทยจึงให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความร่วมมือกับ FBI และเครือข่ายพันธมิตรระหว่างประเทศ ควบคู่กับการยกระดับเทคโนโลยี บุคลากร และกลไกการแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบ อันจะนำไปสู่ความปลอดภัย ความมั่นคง และคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในทุกประเทศ


>> รถบรรทุกชนกับรถจักรยานยนต์ ตากับหลานสาว เสียชีวิตกลางถนน จ.นครปฐม

09.00 น. รับแจ้งจาก มูลนิธิสุขศาลานุเคราะห์นครปฐม จุดบางเลน ว่ามีอุบัติเหตุ รถจักรยานยนต์ชนกับรถบรรทุก และมีผู้เสียชีวิต บริเวณแยกตลาดบัวทอง อ.บางเลน จ.นครปฐม

ที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ สีดำ - แดง ลักษณะชนกับ รถบรรทุก ฮีโน่ ป้ายทะเบียน สุพรรณบุรี และมีผู้เสียชีวิต 2 ราย เป็นตากับหลานสาว คือ ชายไทย อายุ 62 ปี และ เด็กหญิง อายุ 13 ปี สาเหตุอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางเลน


>> เขตปทุมวัน ปิดประกาศกั้นพื้นที่ ห้ามเข้า และตรวจสอบอาคารโซนพื้นที่ชุมชนริมคลองนางหงส์ ตรอกโรงปลาทู ซอยวัดบรมนิวาส ถนนพระรามที่ 6

09.11 น. จากกรณีเหตุเพลิงไหม้ ณ ชุมชนริมคลองนางหงส์ ตรอกโรงปลาทู ซอยวัดบรมนิวาส ถนนพระรามที่6 วานนี้ (9 มิถุนายน) ดร.นรเทพ ชูพูล ผู้อำนวยการเขตปทุมวัน ฝ่ายโยธา และฝ่ายเทศกิจ ร่วมกับ สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักการโยธา สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน สถานีดับเพลิงและกู้ภัยบรรทัดทอง และวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย

ลงพื้นที่ปิดประกาศ กั้นพื้นที่ ห้ามเข้า และตรวจสอบอาคาร เนื่องจากช่วงที่เกิดเพลิงไหม้ ไฟได้ลุกลามเป็นเวลานานในหลาย ๆ พื้นที่ และหลายๆช่วงตึก ทำให้อาคารบางส่วน เช่น พื้น หน้าต่าง โครงสร้างบางส่วนของตึกได้รับความเสียหาย และมีเหล็กโครงสร้างที่หัก พื้นห้อง ฝาผนังอุ้มน้ำ อาจเกิดการทรุดตัว หรือพังทลายลงมาได้

สำนักงานเขตปทุมวัน สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และสำนักการโยธา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของอาคารอย่างละเอียด เพื่อความปลอดภัยของประชาชน


>> สาวชาวเมียนมา ถูกฆาตกรรมหมกห้องเช่า ย่านอนามัยงามเจริญ พบห้องเคยถูกงัดลักทรัพย์หลายครั้ง ตร.เร่งสอบสวน ติดตามจับกุมคนร้าย

09.58 น. สน.ท่าข้าม รับแจ้งเหตุพบหญิงสาวต่างด้าวเสียชีวิตภายในห้องเช่าแห่งหนึ่ง ย่านซอยอนามัยงามเจริญ ในพื้นที่ แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร

ที่เกิดเหตุ เป็นตึกแถวสูง 3 ชั้น ลักษณะแบ่งเป็นห้องเช่า ภายในห้องพักชั้นที่ 2 พบประตูล็อคจากด้านใน บนพื้นพบร่างของผู้เสียชีวิต ทราบต่อมา คือ นางอิ อายุ 35 ปี สัญชาติเมียนมา อาชีพทำโรงงานเย็บผ้านอนคว่ำหน้าเสียชีวิตจมกองเลือด ร่างกายอืดบวม เริ่มส่งกลิ่นเหม็นโชยออกมานอกห้อง มีกองคราบเลือดขนาดใหญ่ หัวหนุนบนหมอนข้าง มีบาดแผลถูกของมีคมบริเวณ คอ 1 แผล หน้าอกและลำตัว รวม 7 แผล นอกจากนี้ยังพบรอยเลือดกระเซ็นตามผนังห้อง และรอยเลือดเป็นทางจากประตูหลังห้อง รวมถึงรอยเท้าผู้ต้องสงสัย เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

จากการตรวจสอบบริเวณระเบียงหลังห้องพัก ภายในห้องน้ำพบร่องรอยการต่อสู้ และรองเท้าผู้ต้องสงสัยตก อยู่ 1 ข้าง ประกอบกับไม้ถูพื้นเปื้อนเลือด คาดว่าผู้ก่อเหตุได้ปีนหลบหนีออกจากระเบียง ซึ่งด้านหลังเป็นป่าหญ้าเนื่องจากมีช่องลอดระหว่างรั้วระเบียง

จากการสอบถาม น้องชายเจ้าของหอพัก ให้ข้อมูลว่า ผู้เสียชีวิตพักอาศัยอยู่เพียงลำพังภายในหอพักแห่งนี้มานานกว่า 2 ปี และที่ผ่านมาเคยถูกคนร้ายลักทรัพย์ภายในห้องพักมาแล้วหลายครั้ง โดยครั้งแรกสูญเงินสดประมาณ 5,000 บาท ครั้งต่อมาเงินสดหายอีกประมาณ 3,000-4,000 บาท เหลือไว้เพียงเศษเหรียญ ส่วนเหตุการณ์ครั้งล่าสุดคาดว่ามีทรัพย์สินสูญหายเป็นเงินสดจำนวนหนึ่ง รวมถึงโทรศัพท์มือถือก็หายไปด้วย แต่ยังไม่สามารถระบุจำนวนมูลค่าความเสียหายได้

ยังระบุว่า ผู้เสียชีวิตเป็นคนไม่ค่อยสุงสิงกับใคร อาศัยอยู่คนเดียว และนานๆ จะมีเพื่อนผู้หญิงเดินทางมาเยี่ยม โดยล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ยังพบเห็นผู้เสียชีวิตใช้ชีวิตตามปกติ

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า เจ้าของหอพักได้กลิ่นเหม็นโชยออกมาจากห้องดังกล่าว จึงพยายามเรียกผู้พักอาศัยแต่ไม่มีเสียงตอบรับ ก่อนแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบ เมื่อเปิดห้องเข้าไปจึงพบผู้เสียชีวิตอยู่ภายใน

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรอผลการตรวจพิสูจน์จากกองพิสูจน์หลักฐานและผลการชันสูตรพลิกศพจากแพทย์นิติเวช เพื่อยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง และใช้เป็นหลักฐานประกอบการดำเนินคดีต่อไป


>> รถพ่วงพลิกหงายท้องล้อชี้ฟ้า กลางถนนสายหนองหัวแรต - ลุงเขว้า อาสากู้ภัยใช้เครื่องมืองัดรถ และนำร่างคนขับออกจากยานพาหนะ จ.นครราชสีมา

12.05 น. รับแจ้งจากกู้ภัยสว่างเมตตา จุดหนองบุญมาก มีอุบัติเหตุ รถบรรทุกดินเสียหลักพลิกคว่ำ และมีผู้ติดค้างภายในยานพาหนะ บนถนนหมายเลข 2039 เส้นทางหนองหัวแรต - ลุงเขว้า ในพื้นที่เขต ต.แหลมทอง อ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา

ที่เกิดเหตุ พบรถพ่วง อีซูซุ สีขาว ป้ายทะเบียน นครราชสีมา ลักษณะพลิกหงายท้องล้อชี้ฟ้า ตรวจสอบพบร่างคนขับติดค้างอยู่ภายในยานพาหนะ ทางอาสาสมัครใช้เครื่องตัดถ่างงัดรถ และดำเนินการนำร่างออกมาจากตัวรถ ทางกู้ชีพตรวจสอบและยืนยันว่าได้เสียชีวิตแล้ว ตรวจสอบเอกสาร เป็นชายไทย อายุ 52 ปี ภูมิลำเนาชาวลพบุรี ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองบุญมาก


>> ตชด.ภาค 2 ขยายผลสกัดจับขบวนการค้ายาเสพติด ยึดไอซ์ 10 กระสอบ น้ำหนักรวม 500 กิโลกรัม สอบสวนให้การขนยาเสพติดจาก บึงกาฬ เตรียมส่งไปปทุมธานี

12.41 น. พล.ต.ต.วุฒิพงษ์ เย็นจิตต์ ผบก.ตชด.ภาค 2 ร่วมแถลงข่าว ผลการจับกุมผู้ต้องหาชาย 1 ราย ขบวนการค้ายาเสพติดรายสำคัญ หลังเจ้าหน้าที่สนธิกำลังไล่ล่าสกัดรถขนยาไอซ์ ก่อนเสียหลัก บริเวณริมถนนสายท่าคันโท–หนองกุงศรี (สายเก่า) บ้านนาตาล ในพื้นที่ อ.ท่าคันโท จ.กาฬสินธุ์ ยึดไอซ์กว่า 500 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 60 ล้านบาท ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นผลจากการขยายผลคดียาเสพติดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหา 1 ราย พร้อมยาไอซ์ 316 กิโลกรัม ในพื้นที่ จ.ขอนแก่น ก่อนสืบทราบว่ากลุ่มเครือข่ายยังคงลักลอบขนยาเสพติดจากพื้นที่ชายแดน จ.บึงกาฬ เข้าสู่ภาคกลางอย่างต่อเนื่อง

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูลจากสายลับว่าจะมีการลำเลียงยาเสพติดโดยใช้รถยนต์เชฟโรเลต แคปติวา สีขาว ผ่านเส้นทางศรีธาตุ–กระนวน จึงวางกำลังติดตาม กระทั่งช่วงเช้าวันที่ 8 มิถุนายน 2569 พบรถต้องสงสัยบนถนนสายกระนวน–กุงเก่า ในพื้นที่ อ.ท่าคันโท จ.กาฬสินธุ์ และเข้าทำการตรวจสอบ แต่คนขับกลับเร่งเครื่องหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงใช้อุปกรณ์หยุดรถตามหลักยุทธวิธี ระหว่างหลบหนี รถคันดังกล่าวเสียหลักบริเวณริมถนนหมายเลข 2009 ต.นาตาล อ.ท่าคันโท จ.กาฬสินธุ์ เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์และตรวจค้นภายในรถ พบยาไอซ์ซุกซ่อนอยู่ในถุงสีดำรวม 10 กระสอบ น้ำหนักรวมประมาณ 500 กิโลกรัม จึงยึดไว้เป็นของกลางและจับกุมผู้ต้องหา

จากการสอบสวน ผู้ต้องหาให้การว่าได้รับการว่าจ้างจากชายไทยที่พำนักอยู่ใน สปป.ลาว ให้ขนยาเสพติดจาก อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ ไปส่งให้ลูกค้าใน จ.ปทุมธานี โดยจะได้รับค่าจ้าง 500,000 บาทต่อเที่ยว และเคยทำมาแล้ว 2 ครั้ง

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาไอซ์) โดยมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า พร้อมเร่งขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการที่เหลือมาดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยยาไอซ์ของกลางมีมูลค่ากว่า 60 ล้านบาท หากหลุดรอดออกสู่ตลาดจะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อประชาชนและความมั่นคงของประเทศ


>> “บุ๋ม ปนัดดา” ร้องตำรวจไซเบอร์ เอาผิดเพจปลอมโพสต์แซะ ผบ.ตร. ยันดำเนินคดีถึงที่สุด

13.30 น. ที่ กองบังคับการ สอท.2 “บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับผู้เปิดเพจเฟซบุ๊กปลอมที่แอบอ้างชื่อตนเอง ไปโพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ในลักษณะโจมตีการทำงาน ซึ่งสร้างความเข้าใจผิดและเสื่อมเสียชื่อเสียงเป็นอย่างมาก โดย ดร.ปนัดดา ยืนยันว่าตนมีเพจหลักเพียงเพจเดียว และไม่เคยโพสต์ข้อความดังกล่าว พร้อมแจ้งความใน 2 ข้อหาหนักคือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และหมิ่นประมาท เบื้องต้นพบเบาะแสผู้ก่อเหตุเป็นคนไทยในพื้นที่ภาคอีสานแล้ว

​ด้าน พล.ต.ต.ชัชปัณฑกานต์ คล้ายคลึง รอง ผบช.สอท. ระบุว่า คดีนี้เข้าข่ายความผิดบิดเบือนข้อมูลเท็จและหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ซึ่งมีโทษทั้งจำและปรับ โดยตำรวจกำลังเร่งประสานเมต้า (Meta) เพื่อปิดเพจปลอมและเตรียมออกหมายเรียกผู้กระทำผิด ขณะที่ ดร.ปนัดดา ได้ฝากสะท้อนปัญหาไปยังแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กให้เข้มงวดกับมาตรการจัดการเพจปลอมที่มักแอบอ้างเป็นแฟนคลับแต่กลับนำภาพไปใช้ด่าทอผู้อื่นและแปะลิงก์เว็บพนัน พร้อมประสานไปยัง ผบ.ตร. ในฐานะผู้เสียหายโดยตรง เพื่อร่วมเอาผิดให้ถึงที่สุดตามกฎหมายต่อไป


>> ขยายผลรวบ "เจ๊สุ" แม่ทีมสแกมเมอร์ไทย เครือข่าย "ซ้อโรส" ซุกคอนโดลาดพร้าว

13.40 น. ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) และ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.)ร่วมกันจับกุม นางสาวสุ (นามสมมุติ) อายุ 25 ปี ฐาน ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ,ร่วมกันค้ามนุษย์, ร่วมกันหน่วงเหนี่ยว หรือกักขังผู้อื่น ฯลฯ หลังตรวจค้นจับกุมได้ภายในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งย่านลาดพร้าวกรุงเทพฯ

สืบเนื่องจากปฏิบัติการก่อนหน้าซึ่งศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย บก.ปคม. ได้จับกุม “ซ้อโรส” พร้อมพวกรวม 5 ราย จากกรณีหลอกลวงคนไทยกลุ่มผู้มีรายได้น้อยไปทำงานในกัมพูชา จากนั้นทำงาน และบังคับให้หลอกลวงเหยื่อชาวไทยในรูปแบบโรแมนซ์สแกม และชักชวนลงทุนผ่านเว็บไซต์ปลอม

ล่าสุด ตำรวจ บก.ปคม. ขยายผลกวาดล้างจนสามารถรวบตัว นางสาวสุ รายนี้ ซึ่งเป็นแม่ทีมสแกมเมอร์ชาวไทย จากผู้ต้องหาในเครือข่ายทั้งหมด 8 ราย

จากการสืบสวนพบว่า นางสาวสุ เป็นแม่ทีมชาวไทยซึ่งเป็นมือทำงานคนสำคัญให้กับ“ซ้อโรส” หัวหน้าแก๊งสแกมเมอร์ไทย มีบทบาทควบคุมดูแลทีมงานภายในออฟฟิศ สแกมเมอร์ก่อนเดินทางหลบหนีกลับประเทศไทย และถูกเจ้าหน้าที่สืบทราบแหล่งพักอาศัยจนนำไปสู่การขออนุมัติศาลเข้าตรวจค้นจับกุม


>> ทนายวัดนาป่าพง เปิดเอกสารสู้คดี ย้ำจ่ายค่าตอบแทนตามหลักเกณฑ์

14.17 น. นายนันทน อิทนนท์ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากวัดนาป่าพง พร้อมพระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง เข้าพบพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปปป. เพื่อยื่นเอกสารและชี้แจงข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการเปิดบัญชีวัดและการนำเงินวัดไปจ่ายเป็นโบนัสแก่คนงาน โดยยืนยันว่าเจ้าอาวาสไม่เข้าข่ายเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายอาญา เนื่องจากมีอำนาจบริหารเฉพาะภายในวัด ไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการปกครองคณะสงฆ์ พร้อมระบุว่าการตีความให้เจ้าอาวาสทุกแห่งเป็นเจ้าพนักงานรัฐอาจส่งผลกระทบต่อการบริหารวัดทั่วประเทศ

ส่วนกรณีเงินที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นโบนัสนั้น ทนายความชี้แจงว่าเป็น “เงินตอบแทนรายปี” ที่คำนวณจากอัตราค่าแรงขั้นต่ำเพื่อชดเชยคนงาน 4 คน ซึ่งปฏิบัติงานให้วัดมายาวนาน โดยวัดนำหลักฐานบัญชีและข้อมูลการโอนเงินเข้าชี้แจงต่อพนักงานสอบสวน ยืนยันว่าทุกบัญชีเปิดในนามวัดอย่างถูกต้อง เงินโอนเข้าบัญชีผู้รับโดยตรง ตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ และมีการรายงานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด ขณะที่พระอาจารย์คึกฤทธิ์ยืนยันไม่กังวลต่อคดี และเตรียมดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่สร้างความเสียหายแก่ทางวัดต่อไป


>> หนุ่มใหญ่ ขี่รถ จยย.กลับจากทำเรื่องหย่าที่อำเภอ เสียหลักชนกำแพงรั้ว หัวฟาดเสาเสียชีวิต อดีตภรรยาทรุดร้องไห้ จากกันวันนี้กลายเป็นตลอดกาล

14.44 น. สภ.เพ รับแจ้งเหตุรถจักรยานยนต์เสียหลักพลิกคว่ำ และมีผู้เสียชีวิต บริเวณแหลมประดู่ ซอย 3 ต.เพ อ.เมืองระยอง จ.ระยอง

ที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า สกูปปี้-ไอ สีขาว ไม่พบป้ายทะเบียน ล้มคว่ำอยู่กลางถนน และ ใกล้กันพบร่างผู้บาดเจ็บ 1 ราย เป็นผู้ชายไทย อายุ 44 ปี ชาว จ.ลพบุรี นอนอยู่ริมทาง ลักษณะมีบาดแผลฉกรรจ์บริเวณศีรษะ ไม่มีชีพจร เจ้าหน้าที่กู้ภัยตรวจสอบ และยืนยันว่าเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ ผู้เสียชีวิต ได้ขี่รถจักรยานยนต์ไปที่ว่าการอำเภอเมืองระยอง เพื่อดำเนินการจดทะเบียนหย่ากับภรรยา หลังเสร็จสิ้นขั้นตอนทั้งสองฝ่ายได้แยกย้ายกันกลับ โดยผู้เสียชีวิต ขี่รถจักรยานยนต์มุ่งหน้ากลับบ้านเพียงลำพัง 
มาถึงจุดเกิดเหตุซึ่งเป็นทางโค้ง คาดว่าผู้ตาย ไม่สามารถควบคุมรถได้ ทำให้รถแหกโค้งพุ่งชนกำแพงรั้วข้างทางอย่างแรง ศีรษะกระแทกเสากำแพงจนร่างกระเด็นตกลงริมถนน แล้วเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ด้านอดีตภรรยา เมื่อทราบข่าวว่าอดีตสามี ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตกะทันหัน ถึงกับร้องไห้โฮด้วยความเสียใจและสงสารต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยไม่คาดคิดว่าการแยกทางกันในวันนี้ จะกลายเป็นการจากลาตลอดกาล

เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้บันทึกภาพและรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ พร้อมส่งศพนายวัชรพลชันสูตรอย่างละเอียดที่รพ.ระยอง เพื่อสรุปสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง ก่อนจะให้ญาติมารับไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีและดำเนินการตามขั้นตอน กฎหมายต่อไป


>> CIB ทลายโกดังทุนจีน สมุทรปราการ ยึดกาแฟปลอม - เครื่องสำอางเถื่อนกว่า 1 ล้านชิ้น มูลค่า 12 ล้าน

16.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน ​กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยตำรวจ บก.ปคบ. นำหมายค้นเข้าตรวจสอบโกดังเก็บสินค้าแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ หลังสืบสวนพบเป็นแหล่งกระจายผลิตภัณฑ์สุขภาพไม่ได้คุณภาพบนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยสามารถตรวจยึดของกลางรวม 26 รายการ จำนวนกว่า 1,073,327 ชิ้น มูลค่ากว่า 12 ล้านบาท ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์กาแฟและอาหารเสริมปลอมที่สวมเลข อย. ผลิตภัณฑ์มัทฉะและอาหารที่ไม่มีฉลากภาษาไทย รวมถึงเครื่องสำอางและผ้าอนามัยเถื่อนแสดงฉลากไม่ถูกต้องจำนวนมาก

​จากการสืบสวนพบว่า โกดังดังกล่าวเปิดดำเนินกิจการมาประมาณ 6 เดือน มีการบริหารจัดการในลักษณะ “เก็บ แพ็ค ส่ง” (Fulfillment) โดยมีพนักงานชาวจีนดูแล และมีนายทุนสัญชาติจีนเป็นเจ้าของ คอยสั่งสินค้าที่เป็นกระแสและได้รับความนิยมในโลกโซเชียลมาจากประเทศจีนเพื่อส่งขายให้ลูกค้าชาวไทยวันละ 200–300 ชิ้น เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาตาม พ.ร.บ.อาหาร และ พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พร้อมเตือนผู้บริโภคให้ระวังสินค้าสวม อย. และไม่มีฉลากภาษาไทย ซึ่งเสี่ยงต่อการไม่ได้มาตรฐานและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ


>> รวบหนุ่มบัญชีม้า ชักชวนขายของออนไลน์ สูญเงินไปเกือบแสน

16.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ร่วมกันจับกุม นายเอ (นามสมมุติ) อายุ 48 ปี ฐาน “สนับสนุนผู้อื่นกระทำความผิดฐาน ฉ้อโกงประชาชน สนับสนุนผู้อื่นกระทำความผิดฐานโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมฯ” โดยจับกุมได้บริเวณริมถนน ต.บางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี ​

สืบเนื่องจากเมื่อ สิงหาคม 2568 ผู้เสียหาย อยู่ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ต้องการขายเสื้อผ้ามือสอง ได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพชักชวนให้ไปขายในไลน์กลุ่ม เวลาซื้อขายต้องผ่านระบบกลาง พอมีลูกค้าชำระสินค้า ลูกค้าจะโอนเข้าระบบ ถ้าผู้แจ้งต้องถอนเงิน ต้องทำตามขั้นตอน 3 ขั้นตอน มิจฉาชีพพยายามอ้างว่าผู้แจ้งทำรายการผิด ให้โอนไปเรื่อย ๆ ซึ่งผู้เสียหายโอนเข้าบัญชีของผู้ต้องหา โดยผู้เสียหายโอนเข้าบัญชีของผู้ต้องหาเป็นจำนวนเงิน 87,000 บาท ผู้เสียหายจะต้องการถอนเงิน แต่ถอนออกไม่ได้ ผู้เสียหายจึงทราบว่าผู้ต้องหาหลอกลวงจนเป็นเหตุให้ได้รับความเสียหาย ให้ดำเนินคดีกับคนร้ายให้ได้รับโทษตามกฎหมายจนกว่าคดีจะถึงที่สุด จึงได้เดินทางมาแจ้งความที่ สภ.บ้านเหลื่อม 
กระทั่งเจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้ ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านเหลื่อม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งจากการสอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ให้การปฏิเสธตลอดทุกข้อหากล่าวหา


>> คนร้ายยิงข่มขู่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ระหว่างลาดตระเวนพื้นที่เทือกเขาบูโด ไม่มีคนเจ็บ

16.16 น. เจ้าหน้าที่ป่าไม้และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเทือกเขาบูโด ได้ร่วมกันปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนและตรวจสอบพื้นที่ป่าในเขตอุทยานแห่งชาติเทือกเขาบูโด บริเวณบ้านลาแลลูวัส หมู่ที่ 7 ตำบลริโก๋ อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส เพื่อเฝ้าระวังการบุกรุกพื้นที่ป่า การลักลอบกระทำผิดกฎหมาย และติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบบุคคลต้องสงสัยไม่ทราบจำนวนเคลื่อนไหวอยู่ภายในพื้นที่ป่าดังกล่าว เมื่อกลุ่มบุคคลดังกล่าวทราบว่ามีเจ้าหน้าที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง ได้ใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้าในลักษณะข่มขู่และแสดงกำลัง เพื่อกดดันไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติการตรวจสอบในพื้นที่ต่อ

ภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัย โดยถอนกำลังออกจากพื้นที่อย่างเป็นระบบ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงและป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น พร้อมทั้งประสานหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 48 เข้าดำเนินการตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ ติดตามร่องรอย และประเมินสถานการณ์โดยรอบอย่างละเอียด

จากการตรวจสอบเบื้องต้น ไม่พบการยิงตอบโต้กันระหว่างเจ้าหน้าที่กับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง และไม่มีเจ้าหน้าที่หรือประชาชนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวแต่อย่างใด ขณะที่หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 48 ได้จัดกำลังเข้าควบคุมพื้นที่ ตรวจสอบเส้นทางหลบหนี และติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลต้องสงสัยอย่างใกล้ชิด เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและข้อมูลที่เกี่ยวข้องรับใช้ในการดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


>> "ต้นอ้อ" พาสาว 17 บินตรงจากไนจีเรียส่งถึงมือ ตร.สอบสวนกลาง แฉยับถูกญาติแท้ๆ บังคับค้ากาม

16.47 น. เด็กสาววัย 17 ปี ซึ่งได้รับการช่วยเหลือกลับจากประเทศไนจีเรีย เข้าพบพนักงานสอบสวนพร้อมเจ้าหน้าที่สหวิชาชีพ หลัง “ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง” พาจากสนามบินสุวรรณภูมิมายังกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยผู้เสียหายให้ข้อมูลว่า ถูกแม่ ยาย น้า และอา กดดันบังคับให้เดินทางไปค้าประเวณีต่างประเทศเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ แม้จะพยายามหลบหนีไปอาศัยอยู่กับแฟนหนุ่ม แต่ถูกตามตัวและบังคับพาไปขึ้นเครื่องบิน ก่อนจะติดต่อขอความช่วยเหลือจากสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำไนจีเรียจนได้รับการช่วยเหลือกลับประเทศอย่างปลอดภัย

ภายหลังเดินทางกลับไทย ผู้เสียหายระบุว่าต้องการพบพี่ชายซึ่งเป็นทหารประจำการอยู่ชายแดนภาคเหนือและเป็นบุคคลเดียวในครอบครัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้มูลนิธิเป็นหนึ่งประสานงานขอความช่วยเหลือไปยังกระทรวงกลาโหม โดยกระทรวงฯ พร้อมสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพื่อให้พี่น้องได้พบหน้ากัน ขณะที่ตำรวจปราบปรามการค้ามนุษย์อยู่ระหว่างสอบปากคำผู้เสียหายเพื่อขยายผลและดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องตามกฎหมายต่อไป


>> ฝนถล่มกระบี่ หนักต่อเนื่อง ทะลักเข้าท่วม ทต.อ่าวลึกใต้ ชาวบ้านอพยพหนีน้ำแล้ว กว่า 500 ชีวิต

19.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังฝนตกต่อเนื่องนานหลายชั่วโมง ในพื้นที่ อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ ล่าสุดน้ำทะลักเข้าท่วมบ้านประชาชน ในพื้นที่ ทต.อ่าวลึกใต้ โดยในซอยสุขสวัสดิ์ ชุมชนคลองกลาง หมู่ 7 มีบ้านเรือนประชาชนหนาแน่นกว่า 200 หลังคาเรือน 
นายนวกร สังข์แก้ว นายกเทศมนตรีตำบลอ่าวลึกใต้ ระดมเจ้าหน้าที่ อปพร. และหน่วย ปภ.ของเทศบาล ช่วยกันอพยพชาวบ้านอย่างเร่งด่วนกว่า 500 ชีวิต โดยเทศบาลฯ จัดให้โรงเรียนอ่าวลึกประชาสรรค์ เป็นพื้นที่อพยพชาวบ้านชั่วคราว

นายนวกร เปิดเผยว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดลุ่มต่ำของ ทต.อ่าวลึกใต้ อยู่ติดกับลำคลอง ทำให้น้ำเอ่อท่วมหนักที่สุด ระดับน้ำสูงกว่า 1 เมตร และไหลแรง โดยตลอดช่วงบ่ายที่ผ่านมา มีฝนตกลงมาหนักอย่างต่อเนื่อง ทำให้น้ำระบายไม่ทันไหลเอ่อท่วมเข้าชุมชนอย่างเร็ว และน้ำน่าจะยังเพิ่มสูงขึ้นอีก เนื่องจากมีประกาศเตือนฝนจะตกอีก 2-3 วัน เบื้องต้น จัดพื้นที่ให้ชาวบ้านได้ใช้เป็นที่พักชั่วคราวก่อน


>> ปภ.จังหวัดพังงา สรุปสถานการณ์น้ำท่วม หลังฝนตกหนักต่อเนื่องเกิดน้ำเอ่อท่วมบ้านเรือนปชช. เปิดศูนย์พักพิงช่วยเหลือผู้ประสบภัย

19.00 น. สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพังงา (ปภ.พังงา) สรุปสถานการณ้ำท่วม หลังวันนี้พื้นที่ฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดพังงา ส่งผลให้เกิดน้ำเอ่อเข้าบ้านเรือนประชาชนใน 2 อำเภอ คืออำเภอเมืองพังงา และอำเภอตะกั่วทุ่ง

อำเภอเมืองพังงา ตำบลท้ายช้าง (เขตเทศบาลเมืองพังงา) ประชาชนได้รับผลกระทบประมาณ 50 ครัวเรือน ประมาณ 100 คน , ย้ายผู้ป่วยติดเตียง 1 ราย ไปโรงพยาบาลพังงา , ถนนในพื้นที่น้ำท่วมขัง ปัจจุบันรถสามารถสัญจรได้แล้ว 2)

อำเภอตะกั่วทุ่ง พื้นที่ ตำบล ถ้ำ (หมู่ 1, 2, 6, 9) และ ต.กระโสม (หมู่ 4, 5) ประชาชนได้รับผลกระทบ 53 ครัวเรือน รวม 142 คน, ช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียง 1 รายไปนอนค้างบ้านญาติ (ไม่มีผู้ประสงค์เข้าศูนย์พักพิง) นายไพรัตน์ เพชรยวน

ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา มอบหมายให้ นายบัญชา ธนูอินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ลงพื้นที่อำนวยการและสั่งการช่วยเหลือ จัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว ณ ศาลาประชาคม อบต.ถ้ำน้ำผุด พบมีผู้ประสบภัยเข้าพักอาศัยแล้ว 64 ราย , จัดตั้งโรงครัวปรุงอาหารเลี้ยงผู้ประสบภัยทั้งในศูนย์พักพิง และผู้ที่พักอาศัยในบ้านแต่ไม่สามารถประกอบอาหารเองได้, ปภ.พังงาประสานสถานีกาชาดที่ 14 พังงา เฉลิมพระเกียรติฯ สนับสนุนผ้าห่ม ส่งถึงศูนย์พักพิงเรียบร้อยแล้ว


>> อธิบดีกรมการปกครอง สั่งด่วน เปิดปฏิบัติการ “พิชิตอันธพาล” กวาดล้างโรงแรมเถื่อนกลางเมืองท่องเที่ยวภูเก็ต

19.03 น. นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เปิดปฏิบัติการ “พิชิตอันธพาล” นำชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง ส่วนกลาง ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต กวาดล้างผู้ลักลอบประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต ภายหลังการสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่องพบว่า มีผู้ประกอบการบางรายลักลอบเปิดให้บริการที่พักในลักษณะโรงแรม รับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยหลีกเลี่ยงการขออนุญาตตามกฎหมาย และไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานที่รัฐกำหนด จำนวน 3 แห่ง ในพื้นที่ตำบลกะรนและตำบลราไวย์ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต มีการเปิดรับจองห้องพักและให้บริการในลักษณะเดียวกับโรงแรมอย่างเปิดเผย แต่ไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547

อธิบดีกรมการปกครอง ยืนยันว่าจะเดินหน้าปฏิบัติการตรวจสอบและปราบปราม “โรงแรมเถื่อน” อย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ ซึ่งการลักลอบประกอบธุรกิจลักษณะดังกล่าวไม่เพียงเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย แต่ยังเป็นการเอาเปรียบผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง กระทบต่อมาตรฐานความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศในระยะยาว


>> หนุ่มขับกระบะ ชนเข้าท้ายรถบัส ริมถนนสุวรรณภูมิ สาย 3 เสียชีวิตในซากรถ จ.สมุทรปราการ

19.45 น. รับแจ้งจากมูลนิธิร่วมกตัญญู มีอุบัติเหตุ รถกระบะชนกับรถบัส และมีผู้บาดเจ็บติดค้างอยู่ภายในยานพาหนะ บนถนนสุวรรณภูมิ สาย 3 ฝั่งมุ่งหน้าเข้าสนามบินสุวรรณภูมิ ในพื้นที่ อ.บางพลี จสมุทรปราการ

ที่เกิดเหตุ พบรถกระบะ โตโยต้า สีชมพู ป้ายทะเบียน กทม. ลักษณะชนเข้าท้าย รถบัส สีเขียว ป้ายทะเบียน กทม. ตรวจสอบสภาพรถกระบะ หน้ารถพังเสียหายยับ จนยุบเข้าถึงห้องโดยสาร พบคนขับ เป็นผู้ชาย เสียชีวิตแล้ว สภาพร่างติดคาซากรถ

อาสาสมัครต้องใช้เครื่องตัดถ่างงัดรถ ก่อนนำร่างออกมาจากยานพาหนะ และตรวจสอบเอกสาร เป็นชายไทย อายุ 34 ปี ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางแก้ว

 

>> หนุ่มขี่รถจักรยานยนต์ชนกับรถกระบะ เสียชีวิตกลางสายฝน ถนนบรมไตรโลกนาถ จ.พิษณุโลก

21.14 น. ศูนย์วิทยุหน่วยกู้ภัยพิษณุโลก มูลนิธิประสาทบุญสถาน รับแจ้งเหตุรถจักรยานยนต์ชนกับรถยนต์กระบะ บริเวณถนนบรมไตรโลกนาถ ซอย 41 อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก จึงประสานเจ้าหน้าที่กู้ภัยพิษณุโลก พร้อมทีมกู้ชีพเบนทูล โรงพยาบาลพุทธชินราช เข้าตรวจสอบและให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

ที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า พีซีเอ็กซ์ สีแดง - ดำ ป้ายทะเบียน แพร่ ล้มคว่ำกลางถนนสภาพหน้ารถพังเสียหาย ลักษณะชนกับ รถกระบะ มาสด้า สีดำ ป้ายทะเบียน สกลนคร

ใกล้กัน พบผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย เป็นผู้ชาย อายุประมาณ 20 - 30 ปี ไม่พบเอกสารยืนยันตัวตน มีบาดแผลฉกรรจ์บริเวณศีรษะ และอยู่ในภาวะหัวใจหยุดเต้น เจ้าหน้าที่กู้ภัยและทีมกู้ชีพได้เร่งทำการปั๊มหัวใจ (CPR) ท่ามกลางสายฝนอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ ผู้ได้รับบาดเจ็บเสียชีวิตในเวลาต่อมา

เบื้องต้นคดีอยู่ในความรับผิดชอบของ สภ.เมืองพิษณุโลก โดยมี ร.ต.อ.พิรุฬห์วัฒน์ ใจปินตา พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี ดำเนินการสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้อย่างละเอียดต่อไป  


>> เพลิงไหม้รถรถบรรทุก ซอยมอเตอร์เวย์ 7 พื้นที่เขตลาดกระบัง

23.57 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้รถยนต์ สถานที่เกิดเหต ซอยมอเตอร์เวย์ 7 ถนนไอซีดี 1 แขวงคลองสามประเวศ เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร

ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นรถบรรทุกขนาดใหญ่ (10ล้อ) สีขาว หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร รถใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง เพลิงลุกไหม้ยางรถยนต์ลุกลามแบตเตอร์รี่ อาสาสมัครใช้ถังดับเพลิงทำการดับเพลิงสงบ ก่อนรถดับเพลิงถึงที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงทำการดับถ่านและระบายความร้อน

ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้เกิดจากความร้อนสะสม ที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยร่มเกล้า

 

 

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม