หน้าแรก > สังคม

กรมทางหลวง ส่งเครื่องจักรลุยหน้างาน “เขาพลึง” ทล.11 หลังเกิดเหตุ MSE wall เกิดความเสียหายจากการกัดเซาะ เร่งบรรเทาเหตุทันที พร้อมแจงแผนซ่อมถาวร

วันที่ 6 มิถุนายน 2569 เวลา 19:17 น.


วันนี้ (6 มิ.ย. 2569) – กรมทางหลวงแจงกรณีเหตุการณ์ทางหลวงหมายเลข 11 ขาล่อง ตอน บึงหลัก-หนองน้ำใส ช่วง กม.349+950 (บริเวณ ใกล้จุดชมวิวเขาพลึง) เกิดความเสียหายของกำแพงกันดินเสริมกำลัง (MSE wall) เกิดการชำรุดเสียหาย ทำให้ถนนทรุดเป็นโพรงกินเนื้อที่ลึกเข้าไปในช่องทางจราจร มีสาเหตุมาจากท่อที่วางลอดใต้ถนน (Cross drain) บริเวณดังกล่าวหลุดและเกิดการกัดเซาะบริเวณฐานและเกิดความเสียหายดังกล่าว

โดยในการแก้ไขเร่งด่วน กรมทางหลวงได้ ระดมทีมวิศวกรจากสำนักก่อสร้างสะพาน ศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 1 (พิจิตร) และแขวงทางหลวงอุตรดิตถ์ที่ 1 พร้อมเครื่องจักรหนักเข้าพื้นที่บริเวณเขาพลึง (ทล.11) เพื่อเร่งดำเนินมาตรการบรรเทาเหตุและป้องกันคันทางเคลื่อนตัวชั่วคราว

โดยในเบื้องต้นภายหลังจากมีการตรวจสอบพบว่ามีความเสียหายเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 กรมทางหลวงได้ประเมินร่วมกันและแก้ไขปัญหาเบื้องต้นโดยได้
ทำการฉีดพ่นคอนกรีตเคลือบผิวทางลาด (Shortcrete) เพื่อรักษาเสถียรภาพของชั้นดินไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งปัจจุบันยังคงสภาพดีและปลอดภัย พร้อมกันนั้นได้ส่งเครื่องจักรหนักเข้าพื้นที่ โดยการนำรถแบ็คโฮปรับถมดินบริเวณฐานกำแพงคันดินและปรับแนวร่องน้ำเพื่อเบี่ยงทิศทางน้ำ ไม่ให้น้ำขังในร่องเขา ซึ่งเป็นการล็อคคันทางไว้ชั่วคราว โดยจะดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 1 สัปดาห์

โดยแขวงทางหลวงอุตรดิตถ์ที่ 1 จะทำการตรวจสอบค่าระดับความเปลี่ยนแปลงผิวทางจราจรทุกๆวัน เพื่อ monitor การทรุดตัว

ในส่วนของการอำนวยความปลอดภัย ได้ปรับการจราจรฝั่งขาลงเขา (มุ่งหน้ากรุงเทพฯ) ให้สัญจรได้ 1 ช่องจราจร พร้อมติดตั้งป้ายบังคับรถบรรทุกหนักชิดขวาเพื่อเบี่ยงรถใหญ่ให้ออกห่างจากพื้นที่ซ่อมแซม ป้องกันแรงสั่นสะเทือน นอกจากนี้ยังมีการติดป้ายเตือนล่วงหน้า สัญญานไฟเตือน กรวยยาง พร้อมจัดเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบอย่างใกล้ชิดเพื่อให้การสัญจรเป็นไปอย่างสะดวกและปลอดภัย

ทั้งนี้ กรมทางหลวงได้เตรียมดำเนินการซ่อมแซมและปรับปรุงฟื้นฟูโครงสร้างอย่างถาวรและแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนโดยเร่งด่วน โดยจะทำการก่อสร้างกำแพงกันดินถาวรพร้อมฝังสมอยึดลึกเข้าไปในชั้นดินเพื่อป้องกันการเคลื่อนตัว ควบคู่ไปกับการยกเครื่องระบบระบายน้ำใหม่ทั้งหมดเพื่อให้น้ำไหลผ่านได้สะดวก ไม่กัดเซาะดินใต้ถนนในระยะยาว จากนั้นจะทำการอัดฉีดปูนเพื่อปิดช่องว่างใต้ถนน รื้อเทผิวคอนกรีตใหม่ และติดตั้งราวเหล็กกั้น (Barrier) ให้กลับมาเสร็จสมบูรณ์แข็งแรง คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการแก้ไขฟื้นฟูไม่เกิน 6 เดือน

กรมทางหลวงขอแนะนำให้ผู้ใช้ทาง เส้นทางดังกล่าว ใช้เส้นทางด้วยความระมัดระวัง โดยยังคงเปิดให้สัญจรได้ตามปกติ แต่จะมีการเบี่ยงช่องจราจรบริเวณหน้างานเล็กน้อย ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนโปรดชะลอความเร็ว สังเกตป้ายเตือน และปฏิบัติตามสัญญาณจราจรอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัย กรมทางหลวงขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้

ทั้งนี้สามารถสอบถามข้อมูลเส้นทางหรือแจ้งเหตุด่วนทางหลวงได้ที่โทร.1586 ตลอด 24 ชั่วโมง

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม