วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 16:03 น.
วันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ ครั้งที่ 1/2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และหน่วยงานด้านความมั่นคงเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การจัดตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา ซึ่งให้ความสำคัญกับการสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน พร้อมเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบ ทั้งยาเสพติด แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การหลอกลวงทางไซเบอร์ การฟอกเงิน และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ
นายอนุทินระบุว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จนเกิดผลเป็นรูปธรรมในหลายด้าน โดยเฉพาะการกวาดล้างเครือข่ายสแกมเมอร์ อาชญากรรมทางไซเบอร์ และขบวนการค้ายาเสพติด ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน
พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยและประกอบธุรกิจในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีการใช้บุคคลสัญชาติไทยเป็นตัวแทนถือครองทรัพย์สินหรือดำเนินธุรกิจแทนชาวต่างชาติ หรือที่เรียกว่า "นอมินี" ซึ่งพบในหลายประเภทกิจการ ทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม สถานพยาบาล สถานศึกษา ร้านอาหาร และกิจการบริการอื่น ๆ
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในบางพื้นที่พบการรวมตัวของชาวต่างชาติจำนวนมากจนมีลักษณะคล้ายชุมชนเฉพาะกลุ่ม มีการดำเนินกิจกรรมภายในวงปิด และทำให้บุคคลภายนอกเข้าถึงได้ยาก หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปโดยไม่มีการกำกับดูแล อาจขยายตัวจนส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศในอนาคต
"มีชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อยเข้ามาแข่งขันทางธุรกิจกับคนไทย บางกรณีมีการใช้คนไทยบังหน้าเพื่อถือครองทรัพย์สินหรือดำเนินกิจการแทน หากปล่อยไว้ อาจนำไปสู่การเกิดชุมชนเอกเทศและสร้างปัญหาด้านความมั่นคงในระยะยาวได้" นายกรัฐมนตรีกล่าว
นายอนุทินจึงสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบและสแกนธุรกิจที่เข้าข่ายนอมินี รวมถึงติดตามพฤติกรรมของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นฐานในการกระทำผิดกฎหมาย หรือเป็นช่องทางฟอกเงินและแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
นายกรัฐมนตรีย้ำว่า การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและการจัดระเบียบการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ ไม่ใช่เพียงเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน นักลงทุน และประชาคมระหว่างประเทศ ว่าประเทศไทยมีความพร้อมในการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยในทุกมิติ
"หากทุกหน่วยงานร่วมมือกันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง การดำเนินงานครั้งนี้จะช่วยยกระดับความเชื่อมั่นของประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การลงทุน การท่องเที่ยว และความร่วมมือระหว่างประเทศ อันจะนำไปสู่ประโยชน์สูงสุดของประชาชนและประเทศชาติในระยะยาว" นายอนุทินกล่าว

