หน้าแรก > สังคม

24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 1 มิถุนายน 2569

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เวลา 05:36 น.


24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 1 มิถุนายน 2569


>> รถบรรทุก 6 ล้อ เสียหลักพุ่งข้ามเกาะกลางถนน ชนรถสองแถวรับ-ส่งคนงาน บาดเจ็บหลายราย

07.00 น. ศูนย์วิทยุสถานีตำรวจภูธรกระทุ่มแบน ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถบรรทุกเสียหลักพุ่งข้ามเกาะกลางถนน ชนกับรถสองแถวรับ-ส่งคนงาน บริเวณถนนเศรษฐกิจ 1 กม.3+700 ฝั่งมุ่งหน้าแยกอ้อมน้อย ก่อนถึงปากซอยวิรุณราษฎร์ ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร

ที่เกิดเหตุ พบรถบรรทุก 6 ล้อ ยี่ห้ออีซูซุ ทะเบียน สมุทรสาคร สภาพตัวรถเกยอยู่บนเกาะกลางถนน ส่วนหัวรถพุ่งลงมาบนถนน ด้านหน้ายุบ กระจกแตกละเอียด โดยคนขับได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯ ช่วยกันนำตัวออกมาจากรถ ก่อนส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลวิชัยเวชอ้อมน้อย

ทางฝั่งรถรับส่งคนงานนั้น เป็นรถกระบะโดยสารสองแถว สีน้ำเงิน ยี่ห้ออีซูซุ ทะเบียน สมุทรสาคร มีคนงานของบริษัทแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.อ้อมน้อย โดยสารมาในรถประมาณ 35 คน มีผู้ได้รับบาดเจ็บขาหัก 2 คน แขนหัก 1 คน และบาดเจ็บเล็กน้อยอีก 4 – 5 คน ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลกระทุ่มแบน กับโรงพยาบาลวิชัยเวชอ้อมน้อย ส่วนที่เหลือมีอาการเล็กน้อยจากแรงกระแทก โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต โดยสภาพของรถรับส่งคนงาน พบบริเวณตัวรถด้านข้างขวามีรอยถูกชนจนยุบเกือบทั้งแถบ

จากการสอบถาม คนขับรถรับส่งคนงาน เล่าว่า ตนเองขับรถมุ่งหน้าไปทาง ถ.เพชรเกษม เพื่อจะพาคนงานทั้งหมดไปส่งเข้าทำงานตอนเช้า พอมาถึงที่เกิดเหตุก็มีรถบรรทุก 6 ล้อ คันดังกล่าว ที่ขับมาทางฝั่งตรงข้าม พุ่งข้ามเกาะกลางถนนมาชนเข้ากับด้านข้างของรถตนอย่างแรง จนทำให้คนงานได้รับบาดเจ็บ โชคดีที่ตนขับมาไม่เร็วจึงประคองรถไว้ได้ ทำให้รถไม่พลิกคว่ำ ไม่เช่นนั้นอาจจะมีผู้บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจฯ จะได้เรียกคนขับรถรับส่งคนงานไปให้ปากคำเพิ่มเติม และจะได้เข้าสอบปากคำคนขับรถบรรทุก 6 ล้อ หลังจากที่รักษาตัวแล้ว พร้อมกันนี้ยังจะได้หาภาพจากกล้องวงจรปิดในบริเวณที่เกิดเหตุ เพื่อเป็นหลักฐานดำเนินคดีทางกฎหมายต่อไป


>> สช.แจ้งความ โรงเรียนนานาชาติเถื่อน ย่านปรีดีพนมยงค์ ลอบเปิดสอนไม่ได้รับอนุญาต

10.38 น. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน รายงานว่า เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ร่วมกับกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 (ตม.1) และกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ร่วมกันนำกำลังลงพื้นที่เข้าตรวจสอบโรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่งย่านปรีดีพนมยงค์ กรุงเทพมหานคร หลังมีผู้แจ้งเบาะแสว่าโรงเรียนดังกล่าวลักลอบเปิดทำการเรียนการสอนโดยไม่มีใบอนุญาตจัดตั้ง

นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) กล่าวถึงปฏิบัติการลงพื้นที่เข้าตรวจสอบโรงเรียนในครั้งนี้ว่า สืบเนื่องมาจาก สช.ได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีโรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่งย่านปรีดีพนมยงค์ ได้เปิดดำเนินการจัดการเรียนการสอนโดยไม่มีใบอนุญาต จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ สช.ที่ดูแลโรงเรียนนานาชาติตรวจสอบข้อมูลในเบื้องต้น ปรากฏว่าโรงเรียนดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตจาก สช.แต่อย่างใด แต่มีการโฆษณารับสมัครเด็กนักเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาล – มัธยมศึกษา จัดการเรียนการสอนโดยใช้หลักสูตรต่างประเทศ พร้อมเผยแพร่ภาพกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างชัดเจน ทั้งนี้ การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน จึงอนุมัติให้เจ้าหน้าที่ร่วมกับกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 และกรมการจัดหางาน ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงเรียนดังกล่าว

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า โรงเรียนนานาชาติดังกล่าวไม่มีใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนตามกฎหมาย นอกจากนี้ ยังพบว่ามีชาวต่างชาติทำหน้าที่เป็นอาจารย์สอนวิชาต่างๆ อีกจำนวนมาก หลังจากตรวจสอบเอกสารรายบุคคลแล้ว พบว่าเป็นบุคคลต่างด้าวสัญชาติฟิลิปปินส์และเมียนมาที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน จำนวน 6 ราย ทั้งนี้ สช.ได้แจ้งความไว้เป็นหลักฐานต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลคลองตัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


>> สกัดจับคู่รักค้ายา ยึดยาบ้ากว่า 2 แสนเม็ด ระหว่างลำเลียงเข้ากรุงเทพฯ

11.22 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) และตำรวจทางหลวง ร่วมกันจับกุม ผู้ต้องหา 2ราย พร้อมตรวจยึดของกลาง รถเก๋ง1คัน/ยาบ้า 200,000 เม็ด /โทรศัพท์มือถือ 2เครื่อง/สมุดบัญชีธนาคาร 1 เล่ม โดยจับกุมได้ บริเวณริมถนน ทล.32 กม.42+100(ขาเข้า) อ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา

พฤติการณ์ ตำรวจทางหลวง ร่วมกับ ตชด. และ ปปส.ภ.8 สกัดจับรถบรรทุกพ่วง ทะเบียนจังหวัดนครศรีธรรมราช บนถนนสาย 41 กม.159+300 อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี และได้ร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหาชาย 2 ราย พร้อมด้ยึดยาบ้า ประมาณ 294,000 เม็ด 
จากนั้นตำรวจสืบสวนขยายผลต่อ ตามภาพจากกล้องวงจรปิด ประกอบกับผู้ต้องหา รับสารภาพว่าลำเลียงยาเสพติดจากภาคเหนือ มาส่งให้กับลูกค้าในกรุงเทพฯ ตามที่ได้รับคำสั่งจาก BOSS เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจับกุมจึงตามจับผู้ต้องหาคู่รักดังกล่าวได้ 
ทั้งคู่ ยังรับสารภาพว่า ยังมียาเสพติดอีกจำนวนหนึ่งที่เก็บไว้ในบ้านเช่าพื้นที่จังหวัดลำปาง เจ้าหน้าที่จึงตามไปยึดยาบ้าได้อีกจำนวนประมาณ 100,000 เม็ด บรรจุหีบห่ออยู่ในกระเป๋าเป้แบบสะพาย อยู่ภายในห้องนอน จากนั้น จึงควบคุมตัวพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ป. เพื่อดำเนินคดี ตามกฎหมายต่อไป


>> ดีเดย์ "ไทยช่วยไทยพลัส" วันแรกคึกคัก "เอกนิติ" โต้ฝ่ายค้านพร้อมรับตรวจงบ-จ่อช่วยกลุ่มตกหล่น

11.32 น. ​นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยนายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ลงพื้นที่ตลาดสดธนบุรีเพื่อติดตามการเปิดใช้งานโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" วันแรก (1 มิ.ย. 69) ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนลงทะเบียนแล้วกว่า 26 ล้านคน และมีร้านค้าเข้าร่วมกว่า 1.05 ล้านร้านค้า โดยโครงการนี้รัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่าย 40% (จำกัดเดือนละ 1,000 บาท) มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนจากผลกระทบของสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ ในช่วง 3 ชั่วโมงแรกของวันแรก มียอดสะพัดแล้วกว่า 170 ล้านบาท จากผู้ใช้สิทธิ์เกือบ 9 แสนคน

​นอกจากนี้ นายเอกนิติยังได้ชี้แจงถึงกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมตั้งกรรมาธิการตรวจสอบการใช้งบประมาณในโครงการต่าง ๆ โดยยืนยันว่าไม่ขัดข้องและยินดีให้ตรวจสอบ เพราะเน้นย้ำเรื่องความโปร่งใสและเม็ดเงินถึงมือประชาชน 100% ส่วนกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ไม่มีสมาร์ทโฟนและยังตกหล่นจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น ในวันพรุ่งนี้ (2 มิ.ย. 69) เตรียมจะนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาเปิดทบทวนสิทธิ์และเปิดให้ลงทะเบียนเพิ่มเติมผ่านกระทรวงมหาดไทยเป็นเวลา 2 เดือน โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมนี้ เป็นต้นไป เพื่อให้การช่วยเหลือครอบคลุมประชาชนอย่างทั่วถึงที่สุด


>> เจ้าหน้าที่ ปิดกั้นพื้นที่บริเวณป่าด้านหลังบ้านพัก เจรจาเกลี้ยกล่อมคนร้ายยิงใส่ตำรวจเสียชีวิต 1 นาย ที่ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส

12.00 น. จากกรณีเจ้าหน้าที่เข้าบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่บ้านรือเปาะ ตำบลดุซงญอ อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส ล่าสุด ภายหลังผู้ก่อเหตุรุนแรงใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่ขณะเข้าตรวจสอบพื้นที่ เพื่อเปิดทางหลบหนี ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 1 นาย ขอสดุดี และขอแสดงความเสียใจ ต่อครอบครัว อส.ทพ. วุฒิพงศ์ สังกัด ฉก.ทพ.46 
เจ้าหน้าที่ยังคงดำเนินการควบคุมและปิดกั้นพื้นที่โดยรอบอย่างเข้มงวด พร้อมเข้าตรวจสอบบริเวณป่าด้านหลังบ้านพักอาศัยอย่างละเอียด

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังคงใช้ความพยายามในการเจรจาเกลี้ยกล่อมให้ผู้ก่อเหตุรุนแรงออกมาแสดงตนและเข้ามอบตัว เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย
ทั้งนี้ การปฏิบัติภารกิจเป็นไปด้วยความระมัดระวังสูงสุด โดยมีการตรวจสอบเส้นทางหลบหนี รวบรวมพยานหลักฐาน และขยายผลข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวและบริเวณใกล้เคียง จนกว่าการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่จะแล้วเสร็จ เพื่อความปลอดภัยของประชาชน และไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่


>> สาวสุดทน ร้องสายไหมต้องรอด ป้ามหาภัยข้างบ้านทุบกำแพงทั้งคืน ไม่ได้หลับได้นอน

13.37 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน น.ส.ออ (นามสมมุติ) อายุ 24 ปี นำหลักฐานเข้าร้องเรียนกับเพจ "สายไหมต้องรอด" หลังย้ายเข้าอยู่ทาวน์โฮมย่านสายไหม ได้เพียงเดือนเดียว แต่กลับต้องเจอ หญิงสูงอายุบ้านข้างเคียง ที่ขยันใช้วัตถุของแข็งทุบกำแพงส่งเสียงดังสนั่นสะเทือน ตั้งแต่ช่วง 3 ทุ่ม จนถึงตี 1 แทบทุกวัน จนคนในบ้านทั้ง 5 ชีวิต รวมถึงลูกน้อยวัยขวบครึ่งไม่ได้หลับไม่ได้นอน มิหนำซ้ำพอย้ายเวลาไปทำกับข้าวหลังบ้านก็โดนสาดน้ำปลาใส่ และเคยถูกคู่กรณีลดกระจกรถชูนิ้วกลางให้อีกด้วย คาดถูกเพ่งเล็งผ่านกล้องวงจรปิดเพราะเสียงมักจะดังขึ้นทันทีที่ตนกลับถึงบ้าน

​ทางด้าน นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด เปิดเผยว่า พฤติกรรมดังกล่าวสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้เพื่อนบ้านรายอื่นในละแวกนั้นด้วยเช่นกัน โดยที่ผ่านมาตำรวจเคยเข้าตรวจสอบแล้วหลายครั้งแต่คู่กรณีไม่ยอมออกมาเจรจา หลังจากนี้จะประสาน สน.สายไหม ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างจริงจัง หากยังไม่ยอมร่วมมือแก้ปัญหาและยังคุกคามไม่เลิก ก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะกรณีสาดน้ำปลาที่อาจเข้าข่ายข้อหาทำให้เสียทรัพย์ พร้อมย้ำชัดว่าผู้เสียหายที่มาเช่าบ้านอยู่ไม่ควรต้องเสียเงินย้ายหนี แต่คนก่อเหตุต่างหากที่ต้องหยุดพฤติกรรมนี้


>> ปภ.สุรินทร์ รายงาน พายุฝนฟ้าคะนองถล่มพื้นที่ ต.แสลงพันธ์ บ้านเรือนเสียหายกว่า 40 หลังคาเรือน

15.00 น. สำนักงาน ปภ.จังหวัดสุรินทร์ รายงาน ได้เกิดฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงในพื้นที่ตำบลแสลงพันธ์ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ส่งผลให้บ้านเรือนของประชาชนได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง

เบื้องต้นพบความเสียหายในพื้นที่หมู่ที่ 5 บ้านแสตง และหมู่ที่ 8 บ้านหนองตะครอง โดยมีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายประมาณ 40 หลังคาเรือน นอกจากนี้ หอกระจายข่าวประจำหมู่บ้านถูกลมพัดล้มได้รับความเสียหาย ต้นไม้ล้มทับระบบประปาหมู่บ้าน รวมถึงมีต้นไม้หักโค่นกีดขวางเส้นทางสัญจรหลายจุด

ภายหลังเกิดเหตุ นายภูดิศ ชมชื่นดี พร้อมด้วยผู้ใหญ่บ้านหนองตะครอง ได้ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายและรายงานสถานการณ์ให้อำเภอเมืองสุรินทร์ รวมทั้งองค์การบริหารส่วนตำบลแสลงพันธ์ได้รับทราบ เพื่อดำเนินการสำรวจความเสียหายอย่างละเอียดและให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยในเบื้องต้น


>> จับรถกึ่งพ่วง ลักลอบขนทราย น้ำหนักเกินกฎหมายกำหนด กว่า 8.5 ตัน สร้างความเสียหายพื้นผิวทางหลวง

15.16 น. กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดย กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) ร่วมกันจับกุม นายจอ (นามสมมุติ) อายุ 51 ปี ฐาน “ใช้ยานพาหนะบนทางหลวงโดยที่ยานพาหนะนั้นมีน้ำหนัก บรรทุกหรือน้ำหนักลงเพลาเกินกว่าที่กำหนด” โดยจับกุมได้ บริเวณถนน ทล.122 กม.27 ในพื้นที่ อ.เมือง จ.นครสวรรค์

พฤติการณ์แห่งคดี ในระหว่างที่ตำรวจทางหลวงออกตรวจพื้นที่รับผิดชอบมาถึงบริเวณ ทล.122 กม.27 จ.นครสวรรค์ พบรถบรรทุกกึ่งพ่วง มีลักษณะต้องสงสัย เนื่องจากบรรทุกทรายมาเต็มคันรถ และมีแนวโน้มว่าน้ำหนักจะเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เจ้าหน้าที่จึงได้ส่งสัญญาณให้หยุดรถเพื่อขอทำการตรวจสอบ

จากการตรวจสอบคนขับได้แสดงใบอนุญาตขับขี่ส่วนบุคคลชนิดที่ 3 ตรวจสอบภายในรถ และผู้ขับขี่ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายอื่น เจ้าหน้าที่จึงได้เรียกตรวจสอบใบชั่งน้ำหนักรถบรรทุก แต่ผู้ขับขี่ไม่มีใบชั่งน้ำหนักมาแสดง และเมื่อใช้เครื่องชั่งน้ำหนักเคลื่อนที่ พบว่ามีน้ำหนักรวมสูงถึง 53,550 กิโลกรัม ซึ่งตามกฎหมายกำหนดพิกัดน้ำหนักสำหรับรถบรรทุกประเภทนี้ไว้ห้ามเกิน 45,000 กิโลกรัม

นายจอ ให้การว่าตนเองได้บรรทุกทรายมาจากพื้นที่ ต.บึงเสนาท เพื่อนำไปส่งในพื้นที่ ต.บางม่วง อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ตนเองเป็นเพียงผู้ขับขี่และไม่ทราบว่าในการบรรทุกครั้งนี้จะมีน้ำหนักเกินกว่ากฎหมายกำหนด

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ต้องหาทราบว่ากระทำความผิดฐาน “ใช้ยานพาหนะบนทางหลวงโดยที่ยานพาหนะนั้นมีน้ำหนัก น้ำหนักบรรทุกหรือน้ำหนักลงเพลาเกินกว่าที่กำหนด” จากนั้นจึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหา พร้อมตรวจยึดรถบรรทุกและทรายของกลางทั้งหมด นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บางม่วง จ.นครสวรรค์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


>> รถกระบะชนกัน ก่อนพุ่งข้ามเกาะกลาง ถนนเพชรเกษม ประสานงากับรถบรรทุก มีผู้เสียชีวิต 3 ราย จ.ประจวบคีรีขันธ์

15.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สามร้อยยอด รับแจ้งว่า มีอุบัติเหตุรถยนต์ชนกันหลายคัน และมีผู้บาดเจ็บหลายราย ถนนเพชรเกษม ฝั่งขาล่องใต้ บริเวณใกล้เคียงตลาดไร่ใหม่ ตำบลไร่ใหม่ อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ที่เกิดเหตุ พบรถกระบะ อีซูซุ สีดำ ป้ายทะเบียน กาญจนบุรี ลักษณะชนประสานงากับรถบรรทุก สีขาว ป้ายทะเบียน ปทุมธานี และพบรถกระบะตู้ทึบ โตโยต้า สีขาว ป้ายทะเบียน กทม. สภาพหน้ารถพังเสียหาย

ได้ถูกรถกระบะตู้ทึบสีขาวชนท้ายอย่างจัง จนรถกระบะสีดำกระเด็นข้ามเกาะกลางถนน ไปพุ่งชนอัดติดกับรถบรรทุก 6 ล้อ ที่กำลังขับขี่อยู่บนฝั่งขาเข้ากรุงเทพมหานคร สภาพรถได้รับความเสียหายอย่างหนัก

โดยเหตุการณ์ครั้งนี้มีรายงานว่า พบผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุจำนวน 2 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บรวม 5 ราย ในจำนวนนี้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้เร่งให้ความช่วยเหลือและนำตัวส่งโรงพยาบาลสามร้อยยอด อย่างเร่งด่วนแล้ว

และต่อมารับแจ้งว่า ผู้บาดเจ็บ 1 รายที่อากาารสาหัสนั้นได้เสียชีวิตที่ รพ. ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุครั้งนี้ 3 ราย เป็นชาย 1 และหญิง 2 ราย

เบื้องต้น คาดว่า เป็นอุบัติเหตุ รถกระบะ สีขาว ชนกับรถกระบะ สีดำ ในฝั่งขาออก แล้วรถคันสีดำ พุ่งข้ามเกาะกลาง ไปชนประสานงากับรถบรรทุก ในฝั่งขาเข้า จนเป็นเหตุให้มีทั้งผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย ส่วนสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุที่แท้จริงในครั้งนี้ ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สามร้อยยอด


>> รองผู้ว่าฯ สระแก้ว นำทีมบุกตรวจด่านชายแดน สยบข่าวลือเปิดประตูรับนักเรียนกัมพูชา ยัน “ไม่เป็นความจริง” แจ้งความล่าตัวคนปล่อยเฟกนิวส์

15.30 น. นายเชาวเนตร ยิ้มประเสริฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว พร้อมหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานด้านความมั่นคง ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณสะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชา หน้าจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว หลังมีกระแสข่าวในสื่อออนไลน์อ้างว่ามีการเปิดประตูด่านชายแดนให้เด็กนักเรียนชาวกัมพูชาเดินทางเข้ามาศึกษาในฝั่งไทย

ผลการตรวจสอบ พบว่า ประตูด่านพรมแดนทั้งประตูเล็กและประตูใหญ่ยังคงถูกล็อกด้วยกุญแจอย่างแน่นหนา โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารและศุลกากรดูแลรักษากุญแจตามระเบียบอย่างเข้มงวด ไม่พบร่องรอยการเปิดใช้งานหรือการผ่านเข้า-ออกแต่อย่างใด นายเชาวเนตร เปิดเผยว่า ข่าวที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการเปิดด่านรับนักเรียนกัมพูชาเข้ามาเรียนในประเทศไทยนั้น ไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง และอาจสร้างความสับสนให้กับประชาชน รวมทั้งส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตามแนวชายแดน 
รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ยังระบุว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะตำรวจไซเบอร์ ควรเร่งตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ เพื่อป้องกันการสร้างความแตกตื่นและความเข้าใจผิดในสังคม

ล่าสุด จังหวัดสระแก้วได้มอบหมายให้นิติกรจังหวัดเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนแล้ว เพื่อดำเนินคดีกับผู้เผยแพร่เฟกนิวส์ดังกล่าวตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด พร้อมย้ำว่าการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้


>> ทลายแก๊งกดเงินสแกมเมอร์รวบ 21 ราย ยึดเงินสด 2.5 ล้าน พร้อมกางสถิติ “หลอกขายสินค้า” ยังครองแชมป์โกงอันดับ 1

16.18 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 24-30 พ.ค.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาจำนวน 5,574 คดี มูลค่าความเสียหาย 137,773,929 บาท ซึ่งคดีที่รับแจ้งรอบนี้ลดลงจากห้วงวันที่ 17-23 พ.ค.69 จำนวน 11 คดี และพบว่ามูลค่าความเสียหายลดลง 76.60 ล้านบาท

จากการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติการรับแจ้งความออนไลน์ ในรอบสัปดาห์ดังกล่าว พบประเด็นสำคัญเกี่ยวกับพฤติการณ์ของคนร้ายในการเลือกใช้แพลตฟอร์มและช่องทางต่างๆ และยังพบว่าการหลอกลวงด้านสินค้าและบริการเป็นคดีอันดับ 1 ที่ประชาชนโดนหลอกมากที่สุดกว่า 4,735 คดีต่อสัปดาห์ (คิดเป็น 84.9% ของคดีทั้งหมด) และเป็นกลุ่มที่สร้างมูลค่าความเสียหายทางการเงินสูงสุดในสัปดาห์นี้ ถึง 136.44 ล้านบาท (คิดเป็น 99.06% ของคดีทั้งหมด) จำนวนผู้เสียหายสูงสุดใน 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ อันดับ 2 คดีหลอกลวงเสนอผลประโยชน์ และอันดับ 3 คดีหลอกลวงโดนแอบอ้างบุคคลอื่น

ทั้งนี้ มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC ที่ประสานงานร่วมกันกับกลุ่มธนาคารต่างๆ จนมีผลการปฏิบัติการต่างๆ และสามารถจับกุมขบวนการกดเงินสดให้แก๊งสแกมเมอร์ จำนวน 5 เคส ผู้ต้องหา 21 ราย แบ่งเป็นชาวไทย 13 ราย และชาวต่างชาติ 8 ราย (เป็นสัญชาติไนจีเรีย 6 ราย และจีนจีน 2 ราย) พร้อมตรวจยึดเงินสดได้กว่า 2.5 ล้านบาท ประกอบกับประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที ได้ทั้งหมด 2 เคส สามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมดจำนวน 21 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 191,905 บาท


>> ตร.หนองปรือ รวบ 2 โจรลักตู้ส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตมูลค่ากว่าแสน สารภาพหวังหาเงินแบ่งใช้-ซื้อยาเสพ

17.00 น. ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.ณัฐพล ผ่องสุขสกุล ผกก.สภ.หนองปรือ พ.ต.ท.ธนา วิเศษชัย รอง ผกก.สส.ฯ พ.ต.ท.สุพัฒน์ สุดสงค์ สว.สส.ฯ และ ร.ต.ท.สุพจน์ อ่อนยั่งยืน หัวหน้าชุดจับกุม ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนลงพื้นที่ติดตามพฤติกรรมกลุ่มผู้ต้องสงสัยอย่างต่อเนื่อง

กระทั่งสามารถจับกุมตัว (นามสมมุติ) นายสอ อายุ 23 ปี ชาวจังหวัดอุบลราชธานี และ นายนอ อายุ 51 ปี ชาวจังหวัดลพบุรี พร้อมตรวจยึดของกลางเป็นตู้ส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตขนาดใหญ่ของบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตชื่อดัง โดยจับกุมได้ภายในซอยมาบตาโต้ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบตู้ส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ถูกขโมยมาซุกซ่อนไว้ภายในบ้านพัก จึงตรวจยึดไว้เป็นหลักฐาน พร้อมควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองรายมาสอบสวนเพิ่มเติม

เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งสองให้การรับสารภาพว่า ร่วมกันก่อเหตุลักทรัพย์จริง โดยอ้างว่าทำเป็นครั้งแรก เนื่องจากต้องการนำทรัพย์สินไปขายเพื่อนำเงินมาแบ่งกันใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และนำบางส่วนไปซื้อยาเสพติดมาเสพ อีกทั้งยังมีแผนจะถอดแผงวงจรและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในตู้ เพื่อนำไปขายต่อให้ร้านรับซื้อของเก่า แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมได้เสียก่อน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจยังอยู่ระหว่างตรวจสอบประวัติการก่อเหตุย้อนหลัง และขยายผลว่าผู้ต้องหาทั้งสองเคยก่อเหตุในลักษณะเดียวกันในพื้นที่อื่นหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการจำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ได้จากการกระทำผิด เพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดตามกฎหมาย

เบื้องต้นแจ้งข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน หรือรับของโจร และดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป


>> พบร่างเด็กหญิง 7 ขวบเสียชีวิตปริศนาในป่าสวนยาง อ.สังขละบุรี หลังหายตัวออกจากบ้านไป 2 วัน

17.29 น. พ.ต.อ.สันติ พิทักษ์สกุล ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรสังขละบุรี พร้อมกำลังสายตรวจ ออกตรวจพื้นที่ในเขตรับผิดชอบ กระทั่งได้รับแจ้งจากชาวบ้านที่ขอความช่วยเหลือบริเวณริมถนนสาย 323 ช่วงระหว่างอำเภอทองผาภูมิ-อำเภอสังขละบุรี หมู่ 4 ต.ปรังเผล อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ว่าพบร่างเด็กหญิงเสียชีวิตอยู่ภายในสวนยางพารา 
หลังรับแจ้ง จึงได้ประสานแพทย์โรงพยาบาลสังขละบุรี และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุและร่วมชันสูตรพลิกศพ

เบื้องต้นพบร่างเด็กหญิงอายุ 7 ขวบ นอนคว่ำหน้าอยู่ภายในสวนยางพารา สวมเสื้อสีดำ กางเกงสีขาว โดยพบรองเท้าแตะสีชมพู 1 คู่ ตกอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบบาดแผลบริเวณใต้คาง และมีร่องรอยฟกช้ำบริเวณใบหน้า อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะต้องรอผลการชันสูตรอย่างละเอียดเพื่อยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง

จากการสอบถามมารดาของเด็กหญิงผู้เสียชีวิต ให้ข้อมูลว่า บุตรสาวหายออกจากบ้านไปตั้งแต่ 2 วันก่อนเกิดเหตุ โดยบอกว่าจะออกไปซื้อของกิน ก่อนจะขาดการติดต่อ ครอบครัวได้แจ้งความคนหายไว้ที่ สภ.สังขละบุรี และช่วยกันออกตามหา กระทั่งมาทราบข่าวว่าพบลูกสาวเสียชีวิตในวันดังกล่าว

ภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จัดกำลังชุดสืบสวนลงพื้นที่รวบรวมพยานหลักฐานและติดตามบุคคลที่อาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ โดยมีการเชิญตัวชายรายหนึ่งซึ่งพักอาศัยอยู่ใกล้บริเวณที่เกิดเหตุมาให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ พร้อมตรวจหาสารเสพติด ซึ่งผลตรวจเบื้องต้นพบสารเสพติดในร่างกาย จึงดำเนินคดีในส่วนที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิต รวมถึงติดตามผู้ที่อาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์มาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


>> รถจักรยานยนต์ชนกับรถกระบะ คุณลุงวัย 61 ปีเสียชีวิตกลางถนน จ.กาญจนบุรี

18.18 น. ศูนย์วิทยุมูลนิธิขุนรัตนาวุธ รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุ รถจักรยานยนต์ชนกับรถกระบะ และมีผู้เสียชีวิต บนถนนหมายเลข 323 ช่วงทางกลับรถ ใกล้เคียงทางเข้า วัดเขาดิน ม.3 ต.ท่าล้อ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี

ที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ สีดำ-แดง ลักษณะชนกับรถกระบะ นิสสัน นาวาร่า สีทอง ใกล้กันพบร่างของผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นชายไทย อายุ 61 ปี ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าม่วง


>> รถสองแถว ชนกับรถจักรยานยนต์ ริมถนนเทพารักษ์ 2 ผัว-เมียเสียชีวิต ก่อนพุ่งชนเสาไฟฟ้า บาดเจ็บอีกหลายราย จ.สมุทรปราการ

18.30 น. รับแจ้งจาก มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ตรวจสอบอุบัติเหตุ รถกระบะโดยสารสองแถว ชนกับรถจักรยานยนต์ และมีผู้บาดเจ็ลหลายราย ริมถนนเทพารักษ์ ฝั่งขาเข้า ช่วง กม.17 ในพื้นที่ ต.บางปลา อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

ที่เกิดเหตุ พบรถสองแถวโดยสาร สีแดง สายบางบ่อ-สำโรง ป้ายทะเบียน สมุทรปราการ ลักษณะชนติดกับเสาไฟฟ้า และห่างออกไป พบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า สีน้ำเงิน ทะเบียน กรุงเทพมหานคร ล้มอยู่ริมทาง สภาพด้านท้ายพังเสียหายจากการถูกชน

ตรวจสอบ พบว่ามีผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นผู้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ เป็นผู้หญิง อายุประมาณ 40-50 ปี ไม่พบเอกสารติดตัวลักษณะถูกล้อรถทับศีรษะ ขณะที่ชาย 1 ราย ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ได้รับบาดเจ็บสาหัส ทางเจ้าหน้าที่กู้ชีพ - กู้ภัยเร่งช่วยเหลือและนำส่ง รพ. พร้อมกับผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 7 ราย ที่เป็นผู้โดยสารรถสองแถว และรับแจ้งว่าผู้บาดเจ็บชาย ที่เป็นผู้ขับขี่รถ จยย. ได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา

พ.ต.ท.พงษ์นรินทร์ นนตานอก สารวัตรสอบสวน สภ.บางพลี เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ขับขี่ไปตรวจวัดแอลกอฮอล์และตรวจหาสารเสพติดในร่างกาย ผลไม่พบแอลกอฮอล์และสารเสพติด แต่ผู้ขับขี่ยอมรับว่าดื่มน้ำกระท่อมจริง เบื้องต้นแจ้งข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และอยู่ระหว่างดำเนินคดีตามกฎหมาย


>> ทบ. ย้ำความพร้อมด้านความมั่นคง เสริมฐานที่มั่น–พัฒนาเส้นทาง บริเวณช่องสะงำ พร้อมเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ชายแดนต่อเนื่อง

20.25 น. พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่สื่อออนไลน์มีการเผยแพร่ข้อมูลและข้อสังเกตเกี่ยวกับพื้นที่บริเวณช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ รวมถึงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา โดยยืนยันว่ากองทัพบกได้เตรียมความพร้อมในทุกด้าน ขณะที่หน่วยงานด้านการข่าวและหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ได้ติดตาม เฝ้าระวัง และประเมินสถานการณ์ตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง

สำหรับประเด็นเกี่ยวกับพื้นที่ฝั่งตรงข้ามบริเวณช่องสะงำ โฆษกกองทัพบกระบุว่า ช่วงมีสถานการณ์ เคยเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ฝ่ายไทยได้มีการใช้อาวุธเข้าปฏิบัติต่อที่หมายดังกล่าว เนื่องจากพบว่าพื้นที่ดังกล่าวถูกนำมาใช้เป็นฐานสนับสนุนสำหรับการปฏิบัติการทางทหาร ที่ส่งผลต่อชีวิตทรัพย์สินของประชาชนและกำลังทหารฝ่ายไทย ส่งผลให้สิ่งปลูกสร้างในพื้นที่บางส่วนได้ถูกทำลายไป

ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการนำเงินทุนสีเทามาสนับสนุนการจัดหายุทโธปกรณ์หรือเสริมสร้างขีดความสามารถทางทหารของกัมพูชานั้น ในทางการข่าวสามารถเป็นไปได้ทุกกรณี แม้ว่ายังไม่มีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจน

แต่ขอให้มั่นใจว่าในทุกๆ ความเคลื่อนไหวที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงบริเวณพื้นที่ชายแดนนั้น จะอยู่ในการเฝ้าติดตาม และเฝ้าระวังของฝ่ายไทยโดยตลอด ถึงแม้ว่าปัจจุบันสถานการณ์ในภาพรวมส่วนใหญ่อาจดูเรียบร้อย และเพื่อความไม่ประมาท ทุกหน่วยจึงต้องทำการเฝ้าระวัง และเตรียมความพร้อมไว้ตลอดเวลา รวมถึงมีการเสริมสร้างฐานที่มั่น และพัฒนาเส้นทางเพื่อการลาดตระเวน และส่งกำลังบำรุงในพื้นที่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจทางทหารตามแนวชายแดนตามนโยบาย ผบ.ทบ.


>> แผ่นดินไหว ภายในพื้นที่ของประเทศเวียดนาม

21.07 น. กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งว่า มีเหตุแผ่นดินไหว ขนาด 2.8 ความลึก 10 กม. ภายในพื้นที่ของประเทศเวียดนาม ศูนย์กลางห่างออกไป ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ประมาณ 310 กม. ยังไม่มีรายงานผลกระทบต่อประเทศไทย


>> แผ่นดินไหว ที่ประเทศเวียดนาม

05.08 น. กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเหตุ แผ่นดินไหว ขนาด 3.7 ภายในพื้นที่ของ ประเทศเวียดนาม ศูนย์กลางห่างออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ประมาณ 325 กม. 

 

 

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม