หน้าแรก > อาชญากรรม

CIB เปิดยุทธการ Ghost Drivers “รวบขบวนการลำเลียงสแกมเมอร์ ตัดวงจรอาชญากรรม Cyber ข้ามชาติ”

วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เวลา 15:51 น.


วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ รอง ผบช.ก. , พล.ต.ต.พรศักดิ์เลารุจิราลัย ผบก.ทล. และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าว เปิดยุทธการ Ghost Drivers “รวบขบวนการลำเลียงสแกมเมอร์ ตัดวงจรอาชญากรรม Cyber ข้ามชาติ” จับกุมผู้ต้องหา 22 ราย ในข้อหา “ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ,ฟอกเงิน และฉ้อโกงประชาชนฯ” พร้อมตรวจยึดของกลาง จำนวน 14 รายการ ประกอบด้วย

1. เงินสด ​​​จำนวน ​117,500 บาท , 2. สมุดบัญชี/บัตรเครดิต ​จำนวน​33 เล่ม/ใบ ,3. รถยนต์​​ ​จำนวน​ 6 คัน ,4. อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์​ จำนวน 35 เครื่อง , 5. ทองคำ ​​​จำนวน 10 บาท , 6. โฉนดที่ดิน ​​จำนวน 6 ฉบับ ,7. ของสะสม ​​จำนวน ​208 ชิ้น ,8. พระเครื่อง​​ จำนวน ​88 องค์ ,9. สิ่งของแบรนด์เนม​ จำนวน ​6 ชิ้น ,10. เครื่องประดับ​ ​จำนวน 9 ชิ้น
11. ยาไอซ์​​​จำนวน 1 ซอง พร้อมอุปกรณ์การเสพ ,12. ยาบ้า​​ ​จำนวน 15 เม็ด ,13. อาวุธปืน​​ ​จำนวน 2 กระบอก ,14. เครื่องกระสุน​​จำนวน 350 นัด รวมมูลค่าของกลางกว่า 20 ล้านบาท

โดยลงพื้นที่ตรวจค้น รวม 14 จังหวัด 23 จุดตรวจค้น ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, จันทบุรี, ระยอง, นครปฐม, สุพรรณบุรี, กาญจนบุรี, เชียงราย, เชียงใหม่, กำแพงเพชร, ตาก, ชัยนาท, ขอนแก่น, ชัยภูมิ, ศรีสะเกษ, ตรัง และพื้นที่เกี่ยวข้อง โดยผลการตรวจค้นพบพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงการแบ่งหน้าที่ การรับ-ส่งบุคคลต่างด้าว การใช้ยานพาหนะหลายคัน การรับเงินค่าจ้าง การใช้บัญชีธนาคารหลายทอด และการใช้นิติบุคคลบางรายเป็นทางผ่านของเงิน

พฤติการณ์ เมื่อช่วงปลายเดือน พฤศจิกายน 2568 ส.ทล.2 กก.3 บก.ทล.(ชลบุรี) ได้ตรวจสอบจากการข่าวพบว่ามีการจับกุมบุคคลต่างด้าวสัญชาติจีน จำนวน 42 ราย พร้อมโทรศัพท์มือถือ 215 เครื่อง ในพื้นที่ชายแดน อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี พร้อมตรวจพบโทรศัพท์มือถือจำนวนมาก ซึ่งมีลักษณะเกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ส.ทล.2 กก.3 บก.ทล.(ชลบุรี) จึงเริ่มสืบสวนขยายผล จนพบว่ามีกลุ่มรถยนต์หลายคันร่วมขบวน ทำหน้าที่รับ-ส่งบุคคลต่างด้าวเป็นช่วงๆ จากพื้นที่ตอนในของประเทศไปยังพื้นที่ชายแดน (ตาก-จันทบุรี) จึงได้วางแผนสกัดจับกุม

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้วางแผนและเข้าสกัดจับกุมครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ในเส้นทางพื้นที่ภาคตะวันออก บนถนนทางหลวงหมายเลข 344 กม.80 (ขาออก กทม.)ต.พลงตาเอี่ยม อ.วังจันทร์ จ.ระยอง พบรถยนต์ต้องสงสัย 2 คัน ที่เดินทางร่วมกันเป็นขบวน สามารถจับกุมผู้ขับขี่ชาวไทย 2 ราย พร้อมบุคคลต่างด้าวสัญชาติจีน 6 ราย อีกทั้งตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ 25 เครื่องบัตร ATM 8 ใบ และยานพาหนะที่ใช้ในการลำเลียงไว้เป็นพยานหลักฐาน จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบข้อมูลการติดต่อ การสั่งการ และพยานหลักฐานอื่นๆ อันพบเป็นพฤติการณ์เครือข่ายลักลอบลำเลียงบุคคลต่างด้าวสัญชาติจีน เข้าออกประเทศโดยผิดกฎหมาย มีจำนวนผู้กระทำความผิดร่วมกันหลายกลุ่ม และแบ่งหน้าที่กันอย่างเป็นระบบและองค์กร

หลังการจับกุมครั้งที่ 1 เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลต่อเนื่องจากพยานหลักฐานที่ตรวจยึดได้ พบว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ได้มีเฉพาะผู้ขับรถในวันเกิดเหตุ แต่ยังมีผู้สั่งการ ผู้ประสานงาน ผู้จัดหารถ ผู้สนับสนุนด้านการเงิน และกลุ่มรับช่วงในพื้นที่ปลายทาง ซึ่งแบ่งหน้าที่กันทำงานเป็นลำดับชั้นในหลายพื้นที่ ต่อมาเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ ส.ทล.2 กก.3 บก.ทล.(ชลบุรี) ได้ขยายผลจับกุมครั้งที่ 2 บนถนนทางหลวงหมายเลข 344 กม.43 และ 57 (ขาเข้า กทม.) ต.หนองใหญ่ อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี พบผู้ต้องหาชาวไทยอีก 2 ราย ใช้รถยนต์ 2 คัน ลำเลียงบุคคลต่างด้าวสัญชาติจีนรวม 4 ราย โดยพยานหลักฐานที่ตรวจพบเชื่อมโยงกับเครือข่ายเดียวกับการจับกุมวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเป็นขบวนการเดียวกันที่ดำเนินการซ้ำหลายครั้ง ไม่ใช่เหตุเฉพาะราย

จากพยานหลักฐานทั้งหมดวิเคราะห์ได้ว่า เป็นการรวมกลุ่มกัน มีสมาชิกเป็นองค์กรที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการกระทำความผิด และปกปิดวิธีการดำเนินงาน มีลักษณะเข้าองค์ประกอบความผิดอั้งยี่ และร่วมกันหรือสนับสนุนการขนคนเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ต่อมาได้ทำการสืบสวนเชิงลึกพบผู้สั่งการได้รับเงินทุนในการสนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวจากกลุ่มบัญชีม้าทั้งบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล ซึ่งพฤติกรรมการเป็นอั้งยี่ดังกล่าว เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน โดยกลุ่มผู้ต้องหาได้มีพฤติกรรมโอนรับทรัพย์สิน ปกปิดอำพราง และควรจะรู้ว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิดจากการเป็นอั้งยี่และขนคนโดยผิดกฎหมาย อันเข้าองค์ประกอบความผิดฐานฟอกเงิน จึงได้ขยายผลร่วมกับ กก.2 บก.ป. เพื่อออกหมายจับผู้ต้องหา 16 ราย

ต่อมาจากการสืบสวนพบว่าเงินทุนของเครือข่ายรับมาจากบัญชีธนาคารที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ (SCAMMER) ซึ่งมีผู้เสียหายหลายรายในหลายพื้นที่ทั่วประเทศได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้ซึ่งเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงผู้เสียหายให้โอนเงิน และเงินของผู้เสียหายได้ถูกโอนไปยังบัญชีม้าจำนวนหลายแถวจนไปถึงบัญชีเงินทุนดังกล่าว จากการตรวจสอบบัญชีต้องสงสัยทั้งหมดโดยละเอียดพบความเกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกงออนไลน์รวม 181 คดี มีธุรกรรม 665 รายการ และยอดเงินหมุนเวียนรวมกว่า 185 ล้านบาท พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการนำเงินที่ได้จากการหลอกลวงประชาชนคนไทยมาใช้เป็นทุนในการเคลื่อนย้ายบุคคลต่างด้าว จ่ายค่าจ้างผู้ลำเลียง จัดหายานพาหนะ และอำพรางทรัพย์สินผ่านบัญชีบุคคลกับนิติบุคคลบังหน้า โดย กก.6 บก.ป. ได้ทำการสืบสวนผู้เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงออนไลน์และติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ จำนวน 9 ราย เพื่อดำเนินคดี

จากพยานหลักฐานทั้งหมด เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเครือข่ายนี้เป็นขบวนการขนคนจีนข้ามชาติ มีการวางแผนล่วงหน้า แบ่งหน้าที่กันทำงานหลายพื้นที่ และพยายามลดการเชื่อมโยงถึงตัวการหลัก โดยใช้เงิน จากอาชญากรรมออนไลน์เป็นท่อน้ำเลี้ยงในการขยายเครือข่ายลำเลียงบุคคลต่างด้าวข้ามประเทศ

ทั้งนี้ รายละเอียดเชิงเทคนิค วิธีการสืบสวน และข้อมูลปฏิบัติการเฉพาะ ไม่สามารถเปิดเผยได้ เพื่อรักษาความลับของทางราชการและประสิทธิภาพในการขยายผลต่อไป

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม