24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 6 พฤษภาคม 2569
>> เพลิงไหม้ โรงเก็บฟาง 2,000 ก้อน เสียหายกว่า5แสนบาท คาดไฟฟ้ารัดวงจร หลังฟ้าลั่นและมีฝนตกตอนเช้ามืด
06.09 น. เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้โรงฟาง ภายในพื้นที่หมู่ที่ 4 ตำบลลำปำ บ้านโคกลุง อำเภอเมืองพัทลุง จึงประสานรถดับเพลิงจากเทศบาลเมืองพัทลุง และองค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง รวม 3 คัน เข้าระงับเหตุอย่างเร่งด่วน
ที่เกิดเหตุ พบเพลิงกำลังลุกไหม้โรงฟางขนาดใหญ่ของนายปราการ อายุ 54 ปี โดยเปลวไฟโหมลุกอย่างรุนแรง เนื่องจากภายในมีการกักเก็บฟางไว้จำนวนมากกว่า 2,000 ก้อน รวมถึงอาหารสำหรับเลี้ยงวัวที่เก็บไว้ภายในอาคาร
จากการสอบถามเบื้องต้น เจ้าของโรงฟางให้ข้อมูลว่า ก่อนเกิดเหตุมีฝนตกลงมา และมีฟ้าลั่นหลายครั้ง คาดว่าอาจเกิดกระแสไฟฟ้าลัดวงจรจนเป็นสาเหตุให้เกิดประกายไฟและลุกลามเป็นเพลิงไหม้ เมื่อมาพบเห็นเพลิงจึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือทันที
เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้ระดมฉีดน้ำสกัดเพลิงไม่ให้ลุกลามไปยังพื้นที่ใกล้เคียง ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ช่วยกันกระจายกองฟางออกจากจุดเกิดเหตุ เพื่อเปิดทางให้สามารถควบคุมเพลิงได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมใช้รถแม็คโครเข้าช่วยขุดและแยกกองฟาง เพื่อลดการสะสมความร้อนและดับไฟที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ภายใน บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยกลุ่มควันจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว
เบื้องต้นประเมินมูลค่าความเสียหายมากกว่า5แสนบาท ส่วนสาเหตุที่แท้จริงอยู่ระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่อีกครั้ง
>> คุณตา เหยียบคันเร่งผิด รถถอยพุ่งชนหัวจ่ายน้ำปั๊ม เกิดเพลิงไหม้เสียหายวอด เคราะห์ดีไร้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต
07.14 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้ สถานที่เกิดเหตุ ปั๊มน้ำมัน ใกล้เคียงซอยพระรามที่ 2 ซอย 94 ถนนพระรามที่ 2 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร
ลักษณะที่เกิดเหตุ เป็นเพลิงลุกไหม้รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ชนิดเก๋ง สีทอง ป้ายทะเบียน กรุงเทพมหานคร รถใช้น้ำมันเบนซินเป็นเชื้อเพลิง ลุกลามตู้หัวจ่ายน้ำมันเสียหายจำนวน 1 ตู้ รถดับเพลิงใช้น้ำและโฟม 2 ถัง จำนวน 40 ลิตร ทำการดับเพลิงสงบ
ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้เกิดจากรถยนต์ถอยชนตู้หัวจ่ายทำให้เกิดประกายไฟ ในที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางขุนเทียน
ร.ต.อ.เริงศักดิ์ เพชรเขียว รองสารวัตรสอบสวน สน.แสมดำ ลงพื้นที่ตรวจสอบ โดยพบรถยนต์เก๋ง ถูกไฟลุกไหม้อย่างรุนแรงและลุกลามไปยังหัวจ่ายน้ำมัน เจ้าหน้าที่พร้อมรถดับเพลิง ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีจึงควบคุมเพลิงไว้ได้ เบื้องต้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่รถเสียหายทั้งคันและหัวจ่ายน้ำมันเสียหาย 1 ตู้
จากการสอบสวน คุณตา อายุ 72 ปี เจ้าของรถ ให้การว่า หลังเติมน้ำมันได้ขยับรถไปเติมลมยาง แต่ทำจุกลมยางหล่นหาย จึงพยายามขยับรถหา ทว่าเกิดเหยียบคันเร่งผิดพลาด ทำให้รถพุ่งชนตู้จ่ายน้ำมันจนเกิดเพลิงลุกไหม้ และด้วยความตกใจทำให้ควบคุมรถไม่ได้ ส่งผลให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว ขณะนี้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานและบริษัทน้ำมันอยู่ระหว่างตรวจสอบสาเหตุและประเมินความเสียหาย เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
>> กรมการท่องเที่ยว - ตำรวจท่องเที่ยว จับชาวรัสเซีย ประกอบธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์โดยไม่มีใบอนุญาต
07.30 น. นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว ได้รับแจ้งจาก นายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคใต้ เขต 2 พร้อมด้วยตำรวจท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต รับทราบเบาะแสมีบุคคลต่างด้าวประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยเป็นชายชาวรัสเซียขายรายการนำเที่ยวและจัดการนำเที่ยวออกจากท่าเรืออ่าวฉลอง ตำรวจท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต จึงเฝ้าติดตามพฤติกรรม ซึ่งสำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวฯ ได้ตรวจสอบระบบฐานข้อมูล พบสถานะยกเลิกใบอนุญาต และมีชาวรัสเซียเป็นกรรมการและหุ้นส่วน โดยมีการเพิกถอนใบอนุญาต เนื่องจากผิดคุณสมบัติตามมาตรา 17 ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2567
สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวฯ และตำรวจท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต จึงร่วมกันวางแผนจับกุมชายชาวรัสเซียกลางทะเล ด้วยเรือตำรวจท่องเที่ยว จึงแจ้งข้อกล่าวหาตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 คือ
ประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตความผิดตามมาตรา 15 ประกอบมาตรา 80 โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ ทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ความผิดตามมาตรา 49 ประกอบมาตรา 86 โทษจำคุกไม่เกิน 1ปี หรือปรับไม่เกิน 1แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
อธิบดีกรมการท่องเที่ยวยังได้รับข้อมูลเพิ่มเติมว่า นอกจากความผิดตามกฎหมายธุรกิจนำเที่ยวแล้ว ยังมีความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 มาตรา 8 ห้ามมิให้คนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ ผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษตามมาตรา 101 ปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 50,000 บาท อีกด้วย
>> ผู้ว่าฯ ชัชชาติ เปิดสถานีดับเพลิงสุทธิสารโฉมใหม่ ยกระดับรับมือเหตุฉุกเฉินกลางกรุง
08.00 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิด สถานีดับเพลิงและกู้ภัยสุทธิสาร แห่งใหม่ บนถนนวิภาวดีรังสิต โดยระบุว่าการพัฒนาสถานีดับเพลิงให้ทันสมัย เป็นภารกิจสำคัญของกรุงเทพมหานคร เพื่อเสริมความปลอดภัยในพื้นที่เมืองหนาแน่น ลดระยะเวลาเข้าถึงเหตุ และเพิ่มประสิทธิภาพการช่วยเหลือประชาชนในทุกสถานการณ์ฉุกเฉิน
สถานีแห่งใหม่นี้ก่อสร้างทดแทนอาคารเดิมที่ใช้งานมากกว่า 50 ปี เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสูง 8 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยกว่า 3,126 ตารางเมตร รองรับการปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง ครอบคลุมพื้นที่เขตดินแดงและจตุจักร รวม 9.4 ตารางกิโลเมตร พร้อมเพิ่มศักยภาพการรับมือเหตุเพลิงไหม้และสาธารณภัยในพื้นที่เมืองชั้นในได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
>> ประตูกรุงเทพ ประสาน กอ.รมน.ภาค 1 ร่วมกันบุกจับโกดังเถื่อน ล้างอิทธิพลแรงงานผิดกฎหมาย
09.30 น. กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กอ.รมน.ภาค 1 โดย กอ.รมน.กทม. เปิดปฏิบัติการลงพื้นที่ตรวจสอบตามข้อร้องเรียน กรณีผู้ประกอบการโกดังฝากรถเข็นสร้างอิทธิพลในพื้นที่ประตูกรุงเทพ แยก คปอ. เขตสายไหม โดยบูรณาการกำลังร่วมกับตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และหน่วยงานทหาร เข้าตรวจค้นอย่างเข้มข้น ก่อนพบแรงงานต่างด้าวลักลอบพักอาศัยภายในโกดังรวม 9 ราย สะท้อนปัญหาการใช้แรงงานผิดกฎหมายที่แฝงตัวในพื้นที่เมืองหลวงอย่างเป็นระบบ
จากการตรวจสอบพบแรงงานสัญชาติเมียนมา 5 ราย และสัญชาติลาว 4 ราย กระทำผิดฐานไม่แจ้งที่พักอาศัย และยังตรวจพบสารเสพติดในร่างกายแรงงานเมียนมา 1 ราย ขณะที่นายจ้างถูกดำเนินคดีฐานไม่แจ้งการเข้าพักของแรงงานต่างด้าว เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวทั้งหมดส่ง สถานีตำรวจนครบาลสายไหม ดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเดินหน้ากวาดล้างเครือข่ายผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ย้ำบทบาท กอ.รมน.ในการจัดระเบียบสังคม ปราบปรามอิทธิพลมืด
>> ทลาย 4 เครือข่ายยา จับ 10 ผู้ต้องหา ยึดยาบ้ากว่า 4.6 ล้านเม็ด พบขบวนการใช้เยาวชนลำเลียง
11.00 น. ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย พันตำรวจเอก รัฐพล น้อยช่างคิด รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงผลการระดมกวาดล้างยาเสพติดในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา
คดีแรกเกิดขึ้นกลางดึกวันที่ 26 เมษายน เจ้าหน้าที่ สภ.เมืองเชียงราย ตั้งจุดสกัดบริเวณถนนเวียงบูรพา หลังได้รับแจ้งจากสายลับ ก่อนพบรถกระบะต้องสงสัยและเรียกตรวจค้น พบยาบ้าจำนวนถึง 1,640,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ท้ายกระบะ สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 3 ราย ขณะเตรียมลำเลียงเข้าสู่พื้นที่ตอนใน
คดีที่สองสร้างความตกใจไม่น้อย เมื่อเจ้าหน้าที่ สภ.แม่จัน จับกุมเยาวชนชายอายุเพียง 14 ปี จำนวน 2 ราย ขณะขับขี่รถจักรยานยนต์พยายามหลบหนีด่านตรวจ ก่อนเสียหลักล้ม ตรวจพบไอซ์น้ำหนัก 25.8 กิโลกรัม และคีตามีน 4.1 กิโลกรัม อยู่ในกระเป๋าเป้ โดยผู้ต้องหารับสารภาพว่าได้รับการว่าจ้างจากบุคคลชื่อ “เดช” ให้ลำเลียงยาเสพติด สะท้อนปัญหาการดึงเยาวชนเข้าสู่ขบวนการค้ายาอย่างน่าห่วง
คดีที่สาม เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนร่วมกับ สภ.แม่สรวย ตั้งด่านตรวจในพื้นที่บ้านท่าก๊อ สามารถสกัดจับชายวัย 26 ปี ชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมยาบ้าเกือบ 2 ล้านเม็ด ที่ซุกซ่อนในช่องลับภายในรถ โดยพบว่าขบวนการมีการลงทุนดัดแปลงรถให้คล้ายรถขนส่งสินค้า พร้อมเปิดบริษัทบังหน้า เพื่ออำพรางการลำเลียงยาไปยังภาคใต้
ส่วนคดีที่สี่ ยังคงพบการใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือ โดยเจ้าหน้าที่ สภ.แม่จัน จับกุมเยาวชนอายุ 15 ปี พร้อมยาบ้า 1 ล้านเม็ด ก่อนขยายผลรวบผู้ร่วมขบวนการเพิ่มอีก 2 ราย ซึ่งทำหน้าที่เป็นรถนำทาง และสามารถจับกุมผู้รับยาเป็นชายวัย 63 ปี ได้ในพื้นที่ อ.เมืองเชียงราย เบื้องต้นพบว่ามีการติดต่อสั่งการผ่านแอปพลิเคชันไลน์ โดยใช้ชื่อปลอมเพื่อหลีกเลี่ยงการติดตาม
เจ้าหน้าที่ระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของเครือข่ายยาเสพติด ทั้งการใช้เยาวชนเป็นผู้ลำเลียง การสร้างบริษัทบังหน้า รวมถึงการใช้เทคโนโลยีในการสั่งการ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าจะเดินหน้าขยายผลถึงผู้บงการรายใหญ่ พร้อมขอความร่วมมือจากประชาชนในการเฝ้าระวัง และแจ้งเบาะแส เพื่อร่วมกันสกัดกั้นยาเสพติดไม่ให้แพร่ระบาดในสังคมต่อไป
>> คุณลุงวัย 55 ปีขี่รถจักรยานยนต์ฝ่าเปลวแดด เสียหลักพลิกคว่ำ เสียชีวิตริมถนน ปากทางเข้าบ้านหนองบ่อ จ.แพร่
11.30 น. พ.ต.ต.สมเกียรติ กอบกำ สารวัตรสอบสวน สภ.เมืองแพร่ ได้รับแจ้งจากตำรวจสายตรวจประจำหน่วยบริการประชาชนตำบลกาญจนา ว่าเกิดเหตุรถจักรยานยนต์ล้มเอง บริเวณถนนปากทางเข้าบ้านหนองบ่อ หมู่ที่ 4 ตำบลกาญจนา อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ และพบผู้ขับขี่เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ
ที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า สกู๊ปปี้ไอ สีขาว หมายเลขทะเบียน แพร่ ล้มคว่ำอยู่บริเวณไหล่ถนน ใกล้กันพบร่างผู้เสียชีวิต เป็นชายไทย อายุ 55 ปี ชาวอำเภอเมืองแพร่
จากการสอบถามชาวบ้าน ทราบว่าผู้เสียชีวิตขี่รถออกมาจากบ้านเพื่อน และมุ่งหน้าไปทางบ้านกาซ้อง ก่อนมีผู้พบเห็นรถล้มอยู่ริมถนน จึงพยายามเข้าช่วยเหลือ แต่พบว่าผู้ประสบเหตุไม่รู้สึกตัว ก่อนแจ้งเจ้าหน้าที่ และพบว่าผู้ประสบเหตุเสียชีวิตแล้ว
เบื้องต้น จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ไม่พบร่องรอยการต่อสู้หรือการเฉี่ยวชนกับรถคันอื่น คาดว่าเป็นอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ล้มเอง โดยอาจเกี่ยวข้องกับสภาพอากาศร้อนจัดในช่วงเกิดเหตุ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบสาเหตุที่แน่ชัด หากญาติไม่ติดใจสาเหตุการเสียชีวิต จะมอบร่างให้ญาตินำไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป
>> ร้องกระทรวงศึกษาฯ เอาผิดโรงเรียน หลังเด็กนักเรียน ป.5 ถูกกลั่นแกล้งแขนหัก ไร้เยียวยา
12.59 น. นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ พาพ่อแม่และนักเรียนชั้น ป.5 โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี เข้ายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม หลังเด็กถูกเพื่อนกลั่นแกล้งจนแขนซ้ายหัก ต้องผ่าตัดใส่เหล็ก โดยผู้ปกครองระบุว่าโรงเรียนไม่มีมาตรการดูแลที่เหมาะสม และไม่มีการเรียกคู่กรณีมารับผิดชอบ อ้างเป็นเพียงการเล่นของเด็ก อีกทั้งยังไม่มีกล้องวงจรปิด ทั้งที่มีค่าเล่าเรียนสูง
ผู้ปกครองเผยต้องแบกรับค่ารักษาเกือบ 2 แสนบาท ได้รับเงินประกันจากโรงเรียนเพียง 1 หมื่นบาท และยังไม่ได้รับการเยียวยาเพิ่มเติม ทำให้ต้องให้เด็กลาออกเพราะกังวลเรื่องความปลอดภัย ด้านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับเรื่องและเตรียมตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายภายใน 2 สัปดาห์ ขณะที่ภาคประชาชนเรียกร้องให้มีมาตรการเข้มงวด แก้ปัญหาการกลั่นแกล้งในสถานศึกษาอย่างจริงจัง
>> ตำรวจปากเกร็ดจับเอเย่นต์รายใหญ่ ค้ายาอีรูปแบบใหม่ผสมคอลลาเจน ส่งขายสถานบันเทิงทั่วไทย มอมเมาวัยรุ่น
13.00 น. ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี พล.ต.ต.เดชรพี คงดี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี (ผบก.ภ.จว.นนทบุรี), พ.ต.อ.ปิยวุฒิ แก้วมณี รอง ผบก.ภ.จว.นนทบุรี, พ.ต.อ.อดิเรก ทองแกมแก้ว ผกก.สภ.ปากเกร็ด พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน สภ.ปากเกร็ด
ร่วมกันจับกุม นายพอ (นามสมมุติ) อายุ 24 ปี พร้อมของกลาง คอลาเจนแบบแพ็ค แพ็คละ 15 ซองจำนวน 37 แพ็ค ยาอีผสมคอลาเจนชื่อ Maow Jing จำนวน 350 ซอง เครื่องบท จำนวน 1 เครื่อง ยาอีจำนวน 1.2 กก. ยาอีชนิดเม็ด จำนวน 179 เม็ด ไอซ์ จำนวน 683.6 กรัม ยาบ้า จำนวน 220,668 เม็ด กระสุนขนาด 380 จำนวน 65 นัด เครื่อชั่งน้ำหนักและอุปกรณ์ในการบรรจุจำนวนมาก โดยกล่าวหาว่า จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภทหนึ่ง (เมทแอมเฟตามีน) โดยการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย
สืบเนื่องจากวันที่ 5 พ.ค. 69 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปากเกร็ด ได้ทำการสืบสวนขยายผลมาจากหมายจับศาลจังหวัดสตูล พบว่ามีการสมคบมาถึงผู้ต้องหาที่ จ.นนทบุรี จับกุมผู้ต้องหาดังดล่าว พบยาบ้าจำนวน 281 เม็ด กระสุนปืน 10 นัด จับครั้งแรกได้ที่ รีสอร์ทแห่งหนึ่ง ถนนเลี่ยงเมืองปากเกร็ด อ.ปากเกร็ด จากนั้นได้ตรวจสอบหลักฐานและขยายผล จนพบแหล่งซุกซ่อนยาเสพติดข้างต้น ที่คอนโดแห่งหนึ่ง ใน อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี จึงนำตัวผู้ต้องหาเข้าตรวจค้นจับกุมครั้งที่ 2 และนำไปชี้จุดซุกซ่อนยาและของกลางดังกล่าว
จากการสอบถาม นายพอ ให้การรับว่า ยาเสพติดทั้งหมด ที่ตำรวจตรวจพบภายในห้องพักดังกล่าว เป็นของตนเองจริง โดยมีการบดผสมยาอีเป็นผง แล้วแบ่งบรรจุใส่ซอง ผลิตภัณฑ์ Moaw Jing ส่งขายตามสถานบันเทิง ทั้งนี้ นายพอ ให้การเพิ่มเติมว่า ยาเสพติดดังกล่าวตนได้มาจากบุคคล (ไม่ทราบชื่อ-สกุลจริง) ในพื้นที่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จากนั้นได้นำมาเก็บพักไว้ภายในห้องพักดังกล่าว เพื่อรอการกระจายจำหน่ายต่อไป
>> ไฟไหม้เสียหายวอดทั้งหลัง พบสุนัขติดอยู่ในกรงข้างบ้าน บาดเจ็บ 2 ตัว จ.แพร่
13.30 น. มีเหตุเพลิงไหม้บ้าน บริเวณทางเข้าอ่างเก็บน้ำแม่จั๊วะ อ.เด่นชัย จ.แพร่ เบื้องต้นขณะเหตุเพลิงไหม้ไม่มีผู้ใดอยู่ในบ้าน พบว่ามีสุนัขสองตัว รถดับเพลิงเทศบาลตำบลแม่จั๊วะ และรถดับเพลิงองค์การบริหารส่วนตำบลแม่จั๊วะ ดำเนินการควบคุมเพลิงใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง เบื้องต้นยังไม่ทราบสาเหตุของเพลิงไหม้
รับแจ้งจาก ผู้พักอาศัยบ้านหลังดังกล่าวว่า ได้มาเช่าที่นี่มาอยู่ได้เพียง 3วัน ขณะเกิดเหตุเพลิงไหม้ได้ออกไปทำงานด้านนอกบ้าน ทราบข่าวอีกทีไฟไหม้บ้านแล้ว จึงรีบกลับมาดู โดยข้างๆ บ้านเลี้ยงสุนัข 2ตัว อยู่ในกรงได้ถูกเปลวไฟและพยายามกระโดดออกจากกรงจึงได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลทั้ง 2 ตัว ทางเจ้าหน้าที่จึงช่วยเหลือปฐมพยาบาล ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรว สภ.เด่นชัย
>> สตช. รุกกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติ ย้ำ ไม่ยอมให้ใช้ไทยเป็นที่พำนักต่างชาติผิดกฎหมาย
13.43 น. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กำชับการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภท และอาชญากรรมข้ามชาติ รวมทั้งบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้กระทำผิด โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักในประเทศไทยในลักษณะที่ไม่ถูกต้อง หรือมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมาย ดังที่กรณีที่ปรากฏเป็นข่าวและกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ โดยกำชับสั่งการ 3 มาตรการเข้ม ทั้งบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ไม่เลือกปฏิบัติโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐที่เอื้อประโยชน์ เฝ้าระวังสกัดกั้นอย่างเข้มงวด และพร้อมชี้แจงกับสังคมอย่างตรงไปตรงมา ยืนยันไม่ยอมให้อาชญากรต่างชาติเข้ามาพักพิง หลบซ่อนในประเทศไทย
ทั้งนี้ ยืนยันว่าประเทศไทยเปิดกว้างและยินดีต้อนรับชาวต่างชาติที่เข้ามาอย่างถูกต้อง เคารพกฎหมาย และอยู่ร่วมกับสังคมไทยอย่างสร้างสรรค์ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวก แต่ขณะเดียวกันจะไม่ยอมให้ผู้ใดการกระทำผิดกฎหมายในประเทศไทย หรือกระทบต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของประเทศเป็นอันขาด
>> ตม.เปิดยุทธการล่ามาเฟียข้ามชาติ ทลายคอลเซ็นเตอร์เกาหลีคาพัทยา - รวบแก๊งจีนลอบค้าแก๊สหัวเราะ
14.00 เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เปิดปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเข้มข้น นำกำลังพร้อมหมายค้นบุกทลายเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ชาวเกาหลีใต้ภายในคอนโดในพื้นที่ พัทยา จับกุมผู้ต้องหา 9 ราย พบเปิดห้องพัก 3 ห้องเป็นฐานปฏิบัติการ หลอกเหยื่อในประเทศเกาหลีใต้ผ่านระบบโทรศัพท์อินเทอร์เน็ต อ้างคืนเงินค่าลอตเตอรี่ พร้อมลวงเอาข้อมูลส่วนตัวและรหัส OTP ก่อนนำไปกู้เงินผ่านบัญชีเหยื่อ สร้างความเสียหายจำนวนมาก ตรวจยึดของกลางทั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เกือบ 100 เครื่อง เงินสดกว่า 480,000 บาท และข้อมูลเหยื่อกว่า 100 รายการ พร้อมพบผู้ต้องหาบางส่วนมีหมายจับในต่างประเทศ เตรียมประสานส่งตัวกลับดำเนินคดี
ขณะเดียวกันอีกปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่บุกตรวจค้นบ้านพักในพื้นที่อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี รวบผู้ต้องหาชาวจีน 3 ราย พร้อมของกลางแก๊สไนตรัสออกไซด์ หรือ “แก๊สหัวเราะ” จำนวนมาก รวมถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง สอบสวนพบเชื่อมโยงเครือข่ายอาชญากรรมจากต่างประเทศที่ลักลอบเข้ามากบดานในไทย หลังถูกกวาดล้างในประเทศต้นทาง เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้เพิกถอนใบอนุญาต ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมด และเร่งขยายผลติดตามเครือข่ายที่เหลือ ย้ำเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อสกัดไทยไม่ให้เป็นฐานปฏิบัติการของขบวนการผิดกฎหมายในทุกมิติ
>> รถกระบะขนญาติพี่น้อง ยางแตกเสียหลักฟาด ขอบปูนกั้นบนสะพานข้ามคลอง บาดเจ็บ 20 กว่าราย จ.ชุมพร
14.30 น. สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดชุมพร รับแจ้งว่า ได้เกิดอุบัติเหตุรถกระบะขนแรงงาน ยางระเบิด เสียหลักชนคอสะพานละมุ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ บริเวณถนนเพชรเกษม ขาล่องใต้ ช่วงคอสะพานข้ามคลองละมุ ในพื้นที่ ตำบลนากระตาม อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร
ที่เกิดเหตุ พบรถกระบะ อีซูซุ สีเทา ป้ายทะเบียน ขอนแก่น ลักษณะชนกับขอบปูนกั้นบนสะพานข้ามคลองละมุ ตรวจสอบพบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 27 ราย ทางเจ้าหน้าที่อาสากู้ชีพ - กู้ภัย ให้การช่วยเหลือ และนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ และโรงพยาบาลท่าแซะ จำนวน 22 ราย โดยมี 5 ราย ไม่ประสงค์ไปโรงพยาบาล
คนขับรถ ให้การว่า ได้ขับรถพาญาติพี่น้องเดินทางจากจังหวัดอุบลราชธานี มุ่งหน้าไปทำงานที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุ ยางรถเกิดระเบิด ทำให้รถเสียหลัก จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมากดังกล่าว ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าแซะ
>> นายกฯ สั่งเข้มงวด บังคับใช้กฎหมายนทท. ทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม ผิดกฎหมายไทย
14.56 น. นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีปรากฏคลิปวิดีโอในสื่อสังคมออนไลน์ เผยให้เห็นพฤติกรรมไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติคู่หนึ่ง ที่กระทำการอนาจารบนรถตุ๊กตุ๊ก บริเวณพื้นที่สาธารณะในตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต เมื่อเช้ามืดวันที่ 3 พฤษภาคม ที่ผ่านมา นั้น
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่บูรณาการความร่วมมือ เร่งดำเนินสืบสวนเชิงลึกและการประสานงานร่วมกับชุดสืบสวน สภ.ป่าตอง สามารถติดตามตัวผู้ก่อเหตุทั้ง 2 รายได้เมื่อคืนวันที่ 4 พฤษภาคม ผู้ชาย อายุ 41 ปี สัญชาติสเปน และผู้หญิง อายุ 43 ปี สัญชาติเปรู ทั้งนี้ จากการสอบสวนเบื้องต้น โดยการนำภาพหลักฐานให้ดู ทั้งคู่ยอมรับสารภาพว่าเป็นบุคคลที่ปรากฏในคลิปจริง เจ้าหน้าที่จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา “ร่วมกันกระทำการอันควรขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล โดยเปลือยหรือเปิดเผยร่างกาย หรือกระทำอนาจารประการอื่น” ซึ่งได้มีการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายและเปรียบเทียบปรับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า ความคืบหน้าล่าสุด ตม.จว.ภูเก็ต ได้พิจารณาเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไร้ซึ่งศีลธรรมอันดี ขัดต่อขนบธรรมเนียมไทย และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก ได้บังคับใช้มาตรการทางกฎหมายคนเข้าเมืองอย่างเด็ดขาด โดยดำเนินการ ผลักดันนักท่องเที่ยวทั้งสองรายออกนอกราชอาณาจักรทันที พร้อมทั้งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเสนอชื่อเข้าสู่บัญชีบุคคลต้องห้าม (Blacklist) เพื่อป้องกันไม่ให้กลับเข้ามาสร้างความเสื่อมเสียในประเทศไทยได้อีก
“นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้มงวดกวดขันนักท่องเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย สร้างความเชื่อมั่นต่อนักท่องเที่ยวทั่วโลก สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม สร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว ต้องดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่มีข้อยกเว้น โดยเฉพาะพฤติกรรมที่ขัดต่อวัฒนธรรมอันดีงามของประเทศไทย และพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด” นางสาวพลอย ทะเล ย้ำ
>> กรมประมง เปิดเผยผลตรวจปลากระป๋อง ยืนยันเป็น "ปลานิล" ไม่ใช่ปลาหมอคางดำ
15.33 น. นายวัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีผลการตรวจสอบปลากระป๋องแมคเคอเรล ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า เป็นปลาหมอคางดำ บรรจุแทนปลาแมคเคอเรลว่า ผลตรวจในห้องแล็ปกรมประมง ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ส่งมาตรวจสอบ 3 ชุด ยืนยันว่า จากการตรวจสอบและมีผลอย่างทางการ ที่ทางกรมประมงแจ้งล่าสุด เป็นปลานิลจริง และไม่ใช่ปลาหมอคางดำตามที่สงสัย
ส่วนการเอาผิดว่า สินค้าไม่ได้มาตรฐานเป็นเรื่องของทางคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จะเป็นฝ่ายดำเนินการตามกฎหมาย กรมประมงเพียงอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบเท่านั้น
อย่างไรก็ตามในส่วนของการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำนั้น ในขณะนี้ได้สั่งการให้ทางกรมประมงสำรวจถึงการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ เป็นเร่งด่วนแล้ว และหากพบว่า มีแนวโน้มการแพร่ระบาดมากขึ้น อาจจะปรับแผนรับมือพร้อมวางมาตรการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบต่อไป และยืนยันว่า ส่วนตนยังไม่มีแนวคิดจะใช้เงินงบประมาณในการกำจัดปลาหมอคางดำแต่อย่างใด
>> สาววัย 35 ปีขับรถนั่งส่วนบุคคล เสียหลักพลิกคว่ำลงคลองน้ำข้างทาง และเสียชีวิตในเวลาต่อมา จ.นครราชสีมา
15.45 น. ศูนย์วิทยุหน่วยกู้ภัยสว่างวิชชาธรรมสถานปากช่อง รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุ รถนั่งส่วนบุคคลเสียหลักพุ่งลงคลองน้ำและมีคนติดอยู่ภายในยานพาหนะ ริมถนนมิตรภาพ ใกล้เคียงต่างระดับบ้านบ่อทอง ต.หนองสาหร่าย อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
ที่เกิดเหตุ พบรถนั่งส่วนบุคคล โตโยต้า ยารีส สีเทา ป้ายทะเบียน ขอนแก่น ลักษณะพลิกหงายท้องอยู่ในคลองน้ำ สภาพรถพังเสียหายทั้งคัน ตรวจสอบพบว่า มีผู้ได้รับผู้บาดเจ็บ หญิง 1 ราย ติดอยู่ภายในยานพาหนะ หมดสติปลุกไม่ตื่น ไม่มีชีพจร ไม่หายใจ ทางเจ้าหน้าที่กู้ชีพ - กู้ภัยเร่งช่วยเหลือนำร่างออกมา
และในเวลาต่อมา ทางทีมแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพปากช่อง ได้ยืนยันว่าผู้บาดเจ็บนั้น เสียชีวิตแล้ว ตรวจสอบเอกสาร เป็นหญิงไทย อายุ 35 ปีภูมิลำเนาชาวอำเภอหนองสองห้อง จังหวัดขอนแก่น ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองสาหร่าย
>> กองทัพเรือ สกัดสินค้าหลบเลี่ยงภาษี 2 รายรวด ในพื้นที่จันทบุรี
17.00 น. พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ภายหลังการเพิ่มความเข้มงวดมาตรการควบคุมพื้นที่และการปิดจุดผ่านแดนบางพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ได้จัดกำลังลาดตระเวน ซุ่มเฝ้าตรวจ และสกัดกั้นการลักลอบกระทำผิดกฎหมายตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
โดยวานนี้ (5 พ.ค.69) เจ้าหน้าที่ ร้อย.ทพ.นย.521 บ้านแหลม ตรวจพบกระสอบต้องสงสัยจำนวน 7 ใบ บริเวณริมคลองด่าน พื้นที่ ต.เทพนิมิต อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ภายในบรรจุตาชั่ง 10 เครื่อง เครื่องสำอาง 183 ชิ้น เสื้อผ้า 106 ชุด และสมุนไพร 13 ถุง จึงทำการตรวจยึดและประสานเจ้าหน้าที่ศุลกากรดำเนินการตามกฎหมาย
ต่อมาในคืนวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ ร้อย.ทพ.นย.525 บ้านสวนส้ม ตรวจพบชายต้องสงสัยลักลอบขนสัมภาระตามแนวชายป่าในพื้นที่ ต.สะตอน อ.สอยดาว จ.จันทบุรี โดยผู้ต้องสงสัยอาศัยความมืดหลบหนีไป ตรวจสอบพบเป็นบุหรี่ต่างประเทศยี่ห้อ Texas 5 จำนวน 100 คอตตอน หรือ 1,000 ซอง จึงทำการตรวจยึดและส่งมอบให้เจ้าหน้าที่สรรพสามิตดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
>> คนร้ายชายวัย 47 ปี ยิงญาติอดีตเมีย ดับ 3 ศพ
19.20 น. ที่ จ.กาญจนบุรี เกิดเหตุ ชายวัย 47 ปี บุกบ้านแฟนเก่า ในพื้นที่หมู่ 7 ตำบลลาดหญ้า ก่อนมีปากเสียงกับอดีตแม่ยาย ตัดสินใจใช้อาวุธปืนที่พกติดตัวมายิงอดีตแม่ยาย และอดีตน้องเมียบาดเจ็บ ส่วนอดีตพ่อตาที่ออกมาช่วยถูกยิงเข้ากลางหน้าอก 2 นัดเสียชีวิตคาที่ ซึ่งต่อมามีรายงานว่า อดีตแม่ยาย และอดีตน้องเมีย ที่ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ เสียชีวิตที่ รพ. ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ลาดหญ้า และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองกาญจนบุรีเร่งออกติดตามตัวผู้ก่อเหตุซึ่งอยู่ระหว่างการหลบหนี ทั้งนี้ หากมีความคืบหน้าหรือข้อมูลเพิ่มเติม จะรายงานให้ทราบต่อไป
>> ไฟไหม้บ้านเรือนประชาชน ภายในการเคหะบางบอน ประชาชนช่วยกันใช้น้ำดับเพลิงสงบก่อนจะลุกลาม
20.00 น. เหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน ภายในการเคหะบางบอน ถนนพระยามนธาตุ หรือซอยพระยามนธาตุราชศรีพิจิตร แยก 12 เขตบางบอน กรุงเทพ ฯ
ที่เกิดเหตุ ต้นเพลิงเกิดขึ้นที่ชั้น 2 เพลิงไหม้เสียหายที่นอน ฝาผนังฝ้าเพดาน รวม 1 ห้อง ไม่ลุกลามห้องข้างเคียง ประชาชนที่พักอาศัยอยู่แผนกอาคารและอาสาสมัครดำเนินการใช้น้ำและผงเคมีแห้งทำการดับเพลิงสงบ ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต สาเหตุอยู่ระหว่างการสอบสวนของ สน.ท่าข้าม
>> เพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน ซอยแสนสุข ห้องครัวเสียหายทั้งหมด
20.05 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้ สถานที่เกิดเหตุ ซอยแสนสุข ถนนพระรามที่ 4 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร
ลักษณะที่เกิดเหตุเป็น บ้านชั้นเดียว ใช้สำหรับพักอาศัย ต้นเพลิงเกิดขึ้นภายในห้องครัว ซึ่งต่อเติมอยู่นอกตัวบ้าน เพลิงลุกไหม้ห้องครัวเสียหายทั้งหมด พื้นที่เพลิงไหม้เสียหายโดยประมาณ 5 ตารางเมตร รถดับเพลิงใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ
ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้เกิดจาก อุ่นอาหารทิ้งไว้ ที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยคลองเตย