วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เวลา 19:54 น.
วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่ ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติฑัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบ อนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงิน จำนวน 4 แสนล้านบาท ซึ่งเตรียมประกาศลงราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ เพื่อนำมาใช้ในการเยียวยาประชาชนและผู้ประกอบการผ่านโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่
โดยนายเอกนิติ ยืนยันว่า โครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" (คนละครึ่ง เฟส 2 ล่าสุด) มาแน่ ซึ่งแหล่งเงินหลักจะมาจาก พ.ร.ก. กู้เงินฉบับนี้ส่วนหนึ่ง และอีกส่วนมาจาก พ.ร.บ. โอนงบประมาณ เพื่อให้ความช่วยเหลือครอบคลุมประชาชนมากที่สุดถึง 30 ล้านสิทธิ
เตรียมเปิดลงทะเบียนใหม่ ปลายเดือนพฤษภาคม
สำหรับการเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ โดยปัจจุบันมีผู้ถือบัตรอยู่ในระบบประมาณ 13.2 ล้านคน ซึ่งเป็นข้อมูลเดิมที่ยังไม่ได้มีการอัปเดตหรือคัดกรองใหม่มาเป็นเวลานาน
การปรับปรุงครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นการ “รีเซ็ตระบบ” เพื่อให้การช่วยเหลือจากภาครัฐมีความแม่นยำมากขึ้น และสามารถเข้าถึงผู้ที่มีความจำเป็นจริง
เกณฑ์คุณสมบัติเดิมของผู้มีสิทธิ
สำหรับเงื่อนไขของผู้ลงทะเบียนในรอบก่อนหน้า มีรายละเอียดสำคัญดังนี้
- มีสัญชาติไทย และอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
- มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี
- รายได้เฉลี่ยของครอบครัวไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี
- มีทรัพย์สินทางการเงินรวมไม่เกิน 100,000 บาทต่อคน
- ไม่มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ตามเกณฑ์ที่กำหนด
- ไม่มีบัตรเครดิต
- มีวงเงินกู้ที่อยู่อาศัยไม่เกิน 1.5 ล้านบาท และ/หรือ วงเงินกู้ยานพาหนะไม่เกิน 1 ล้านบาท - ต้องไม่เป็นพระภิกษุ สามเณร ผู้ต้องขัง ผู้พักอาศัยในสถานสงเคราะห์ หรือข้าราชการและผู้รับบำนาญ รวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม สำหรับการลงทะเบียนรอบใหม่ กระทรวงการคลังมีแผนปรับปรุงเกณฑ์คุณสมบัติเพิ่มเติม เพื่อคัดกรองผู้มีรายได้น้อยให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และป้องกันการตกหล่นหรือการได้รับสิทธิไม่เหมาะสม
หากมีความคืบหน้าหรือรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ใหม่ จะมีการประกาศให้ประชาชนรับทราบอีกครั้งอย่างเป็นทางการ
สรุปภาพรวมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่
การเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการปรับปรุงระบบสวัสดิการของประเทศ โดยเน้นการใช้ข้อมูลที่ทันสมัยและแม่นยำมากขึ้น เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง ขณะเดียวกันก็ช่วยลดปัญหาความซ้ำซ้อนและการใช้ทรัพยากรอย่างไม่ตรงจุด
ประชาชนที่สนใจควรติดตามประกาศอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดโอกาสในการลงทะเบียนและตรวจสอบสิทธิของตนเองในรอบใหม่นี้