วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 09:09 น.
วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เดินทางมายังบริเวณดอนยายทอง หมู่ 6 บ้านดอนพลับ ต.สมอพลือ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี เพื่อตรวจเยี่ยมการปฏิบัติหน้าที่ของนักโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี ในการดำเนินการขุดค้นกลองมโหระทึก โครงกระดูกมนุษย์ แหวน กำไลทองคำ เครื่องประดับ
โดยมีนายปรีชา อนันต์วรนาถ นายอำเภอบ้านลาด นางนิภา สังคนาคินทร์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี รศ.ดร.พัชรศักดิ์ อาลัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี นางสาวปราจิน เครือจันทร์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี พ.ต.อ.เชิญ พรายมี นายก อบต.สมอพลือ และคณะนักโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี ร่วมให้การต้อนรับ
นายพนมบุตร กล่าวว่า นักโบราณคดี กรมศิลปากร ได้ขุดพบกำไลทองคำในหลุมขุดกลองมโหระทึก สวมติดกับข้อแขนโครงกระดูกมนุษย์ คาดอายุ 1,500 – 2,000 ปี ยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึงยุคเข้าสู่วัฒนธรรมทวารวดี นอกจากนี้ยังขุดพบกลองมโหระทึกเพิ่มอีก 4 ใบ รวมเป็น 6 ใบ ตามที่สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี นำโดย นางนิภา สังคนาคินทร์ ผู้อำนวยการสำนักฯ ได้รับแจ้งจาก ผศ.แสนประเสริฐ ปานเนียม ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ว่ามีประชาชนขุดพบโบราณวัตถุฝังอยู่ใต้ดินกลางทุ่งนาพื้นที่หมู่ 6 บ้านดอนพลับ ต.สมอพลือ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี จึงเข้าไปตรวจสอบเบื้องต้นคาดว่าเป็น “กลองมโหระทึก” หรือ “กลองสำริดโบราณ” จำนวน 2 ใบ จึงเข้ามาตรวจสอบ
พบว่าเป็นกลองสำริดโบราณสมัยก่อนประวัติศาสตร์ อายุประมาณ 1,500 – 2,000 ปี ต่อมาได้แจ้งเรื่องดังกล่าวไปยังคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลสมอพลือ ผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงเจ้าของที่นาได้รับทราบ เพื่อขออนุญาตดำเนินการขุดกู้ชิ้นส่วนของกลองมโหระทึกที่คาดว่ายังหลงเหลือฝังอยู่ใต้ดิน ได้รับความยินยอมจากนายเจน และนางคนางค์ เพชรสุด เจ้าของที่นา รวมถึงได้รับความร่วมมือจากชาวชุมชน หน่วยงานราชการให้การสนับสนุน เริ่มดำเนินการขุดตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569
โดยมี นางสาวกรรณิการ์ เปรมใจ นักโบราณคดีชำนาญการ หัวหน้าทีมขุดตรวจสอบ พร้อมด้วย นางสาวกัญญาภัค โต๊ะเฮง นักโบราณคดีปฏิบัติการ นายนภพล เปลี่ยนวงค์ นักศึกษาฝึกงาน เอกประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมกับอาจารย์และนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ประชาชนในพื้นที่ตำบลสมอพลือร่วมทำการขุดค้น
หลักฐานทางโบราณคดีที่พบในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม 2569 ทำการขุดหลุมขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 2.2 เมตร ดำเนินการขุดถึงระดับความลึกที่ 1 เมตร พบส่วนของขอบฐานกลองมโหระทึกในความลึกที่ 60 เซนติเมตรจากผิวดิน และพบชิ้นส่วนขอบหน้ากลองในความลึกที่ 1 เมตร แสดงหลักฐานว่ามีการวางกลองในลักษณะเอาหน้ากลองคว่ำลง หงายฐานกลองขึ้น พบภาชนะดินเผา จำนวน 8 ใบในความลึกที่ 60 เซนติเมตรจากผิวดิน แบ่งเป็นภาชนะทรงหม้อ 7 ใบ และภาชนะทรงชาม 1 ใบ พบลูกปัดแก้ว พบลูกกระสุนดินเผา จำนวน 1 ชิ้น พบส่วนขาของโครงกระดูกมนุษย์ประมาณ 4 โครง พบภาชนะส่วนสำริด ที่สำคัญคือพบแหวนและกำไลทองคำ โดยกำไลทองคำที่พบนั้นอยู่ในลักษณะสวมใส่ข้อแขนกระดูกมนุษย์
นายพนมบุตร กล่าวต่อไปว่า การขุดค้นพบโครงกระดูกมนุษย์ในหลุมขุด จำนวน 8 โครง โครงที่ 1 พบลักษณะนอนเหยียดตรง โครงที่ 2,3,4 ไม่ได้อยู่ในบริบทของเดิมในการฝังศพ มีการซ้อนทับกันของโครงกระดูก ถัดมาเป็นโครงที่ 5,6,7 พบลักษณะนอนเหยียดตรง ที่สำคัญบริเวณกะโหลกศีรษะทั้ง 7 โครง มีชิ้นส่วนที่ทำจากโลหะสำริดครอบกะโหลกศีรษะ อีกทั้งโครงกระดูกที่ 5 – 8 ยังพบลูกปัดแก้วเป็นจำนวนมาก การพบเครื่องประดับทองคำ และชิ้นส่วนสำริดบริเวณโครงกระดูกทั้ง 7 โครง แสดงถึงสถานทางสังคมว่า บุคคลเหล่านี้เป็นบุคคลชั้นสูง ซึ่งเป็นเรื่องของพิธีกรรมฝังศพ ที่มีการใช้กลองมโหระทึก เครื่องภาชนะโลหะสำริด ภาชนะดินเผา เครื่องประดับที่ทำจากทองคำฝังไปพร้อมกับศพ เพื่อเป็นการอุทิศให้ผู้เสียชีวิต
ในส่วนของการขยายหลุมในช่วงระยะที่ 2 เริ่มต้นเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน 2569 หลักฐานที่ค้นพบภายหลังทำการขยายหลุมขุดให้มีขนาดกว้าง 4 เมตร ยาว 4.5 เมตร พบชิ้นส่วนที่คาดว่า เป็นฐานกลองมโหระทึกเพิ่มอีกจำนวน 4 ใบ ได้แก่ มุมทิศตะวันตกเฉียงใต้ จำนวน 2 ใบ และมุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือ อีกจำนวน 2 ใบ รวมกับของเดิมที่ค้นพบก่อนหน้านี้ 2 ใบ รวมทั้งหมดพบกลองมโหระทึก จำนวน 6 ใบด้วยกัน
“สำหรับโครงกระดูกมนุษย์ดังกล่าวไม่สามารถฝังเก็บอยู่ในดินได้ เนื่องจากดินมีความเค็ม จะต้องขุดขึ้นมาเก็บรักษาในพื้นที่เฉพาะ ส่วนในอนาคตหากจะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ก็สามารถหล่อเรซิ่นโครงกระดูกได้ ซึ่งจะต้องดำเนินการจนแล้วเสร็จถึงจะสรุปได้ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป” นายพนมบุตร กล่าว







