วันที่ 28 เมษายน 2569 เวลา 15:28 น.
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภา กรณีการเร่งรัดโครงการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการมหานครผลไม้ครบวงจร จังหวัดจันทบุรี พร้อมประเด็นสถานการณ์ราคาปาล์มน้ำมันปรับตัวลดลง-ข้อกังวลเกี่ยวกับมาตรการห้ามส่งออก และ มาตรการการจัดการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5
1. “พาณิชย์” รับศึกษาตั้ง “มหานครผลไม้จันทบุรี” ทั้งระบบ เร่งตลาด-แปรรูป รับผลผลิตทุเรียนพุ่ง 33% ให้เกษตรกรมีรายได้ทั้งปี
เริ่มต้นด้วยการชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภา เพื่อตอบกระทู้ของนายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกวุฒิสภา กรณีการเร่งรัดโครงการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการมหานครผลไม้ครบวงจร จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเคยได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีมาแล้ว 2 ครั้ง ในปี 2548 และ 2561 โดยตั้งคำถามถึงแนวทางการเดินหน้าโครงการเพื่อประโยชน์ของเกษตรกร
นางศุภจี ระบุว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรอย่างยิ่ง ภาคเกษตรสร้างมูลค่าเประมาณ 6% ของ GDP แต่มีแรงงานอยู่ในภาคนี้มากกว่า 30% สะท้อนความไม่สมดุลเชิงโครงสร้าง หากสามารถยกระดับได้ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนจำนวนมาก โดยรัฐบาลมีเป้าหมายผลักดันให้สินค้าเกษตรมีเสถียรภาพด้านราคาและรายได้อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ การแก้ปัญหาภาคเกษตรต้องดำเนินการแบบ “ครบวงจร” ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยกระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการด้านการตลาด ขณะที่ต้นน้ำต้องบูรณาการร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการพัฒนาพันธุ์พืช พื้นที่เพาะปลูก และองค์ความรู้เกษตรกร เพื่อให้การผลิตสอดคล้องกับความต้องการของตลาด
ในส่วนของ “กลางน้ำ” โดยเฉพาะการบริหารจัดการล้งหรือสถานประกอบการรับซื้อผลไม้ รัฐบาลได้เร่งตรวจสอบให้เป็นไปตามกฎหมาย ทั้งด้านคุณภาพ แรงงาน และมาตรฐานการส่งออก โดยล่าสุดตนลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา พบว่ามีผู้ประกอบการจำนวนมากดำเนินการถูกต้อง และได้สั่งการให้เข้มงวดกับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
สำหรับสถานการณ์ทุเรียน ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ ปีที่ผ่านมา (2568) มีมูลค่าการส่งออกกว่า 140,000 ล้านบาท โดยส่งออกถึง 70% ของผลผลิต และกว่า 90% เป็นการส่งออกในรูปแบบผลสดไปจีน ขณะที่ปี 2569 คาดว่าผลผลิตจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 30% ทำให้ต้องเร่งขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ
นางศุภจี เน้นว่า การพัฒนา “ศูนย์บริหารจัดการผลไม้” ไม่ควรจำกัดเพียงตลาดกลาง แต่ต้องครอบคลุมถึง “การแปรรูป” เพื่อรองรับภาวะผลผลิตล้นตลาด โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ห้องเย็น เพื่อยืดอายุสินค้า ลดแรงกดดันด้านราคา และเพิ่มมูลค่าผ่านสินค้าแปรรูป ซึ่งปัจจุบันยังมีสัดส่วนค่อนข้างน้อย
กระทรวงพาณิชย์ยังได้ดำเนินโครงการส่งเสริมตลาดกลางสินค้าเกษตรแล้ว 59 แห่ง ใน 36 จังหวัด รวมถึงจังหวัดจันทบุรี เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายและยกระดับศักยภาพการแข่งขันของเกษตรกร ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่
ในประเด็นโครงการมหานครผลไม้จันทบุรี นางศุภจี กล่าวว่า เนื่องจากเป็นโครงการที่ได้รับอนุมัติมานาน จึงจำเป็นต้องนำกลับมาศึกษาใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน โดยจะพิจารณาในภาพรวมทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะตลาดกลาง แต่รวมถึงการแปรรูป การบริหารจัดการน้ำในภาคการเกษตร และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง พร้อมนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
สำหรับมาตรการเร่งด่วนในปีนี้ กระทรวงพาณิชย์จะเร่งขยายตลาดส่งออก โดยเฉพาะตลาดจีน ซึ่งปัจจุบันกระจุกตัวในพื้นที่ฝั่งตะวันออก พร้อมเปิดตลาดใหม่ในพื้นที่ฝั่งตะวันตก รวมถึงพัฒนาโลจิสติกส์และด่านการค้าให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งได้ส่งทีมด่านหน้าของกระทรวงพาณิชย์ลงพื้นที่แล้ว ควบคู่กับการส่งเสริมการค้าออนไลน์ และการใช้ผู้มีอิทธิพลทางความคิด (Influencer) จากประเทศต้นทางคือประเทศจีนมาถึงสวน ถึงล้ง ช่วยขายทุเรียนคุณภาพไทย มีการไปช่วยดูแลในเรื่องของการไลฟ์กับอินฟลูชาวจีนที่ล้งไทย และให้อินฟลูภายในประเทศช่วยกัน ไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง แต่ช่วยกันผลักดันเพราะเรามีสินค้าที่ต้องผลักดันเยอะ
นอกจากนี้ ยังบูรณาการร่วมกับกระทรวงแรงงานในการจัดระเบียบแรงงานในล้ง และส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงช่องทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
“เป้าหมายสำคัญคือ เกษตรกรสามารถจำหน่ายสินค้าได้ในราคาที่เหมาะสม มีรายได้มั่นคงตลอดทั้งปี” นางศุภจี กล่าว
2. พาณิชย์แจงชัด “ไม่เคยห้ามส่งออกปาล์ม” ชี้ราคาปรับลงตามตลาดโลก เร่งดูแลสมดุลในประเทศ-พลังงาน พยุงรายได้เกษตรกร
จากนั้น นางศุภจี ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภา เพื่อตอบกระทู้ถามด้วยวาจาของนายเศรณี อนิลบล ในประเด็นสถานการณ์ราคาปาล์มน้ำมันปรับตัวลดลง และข้อกังวลเกี่ยวกับมาตรการห้ามส่งออก
นางศุภจี ยืนยันอย่างชัดเจนว่า รัฐบาล “ไม่มีนโยบายห้ามส่งออก” น้ำมันปาล์มดิบ ผู้ประกอบการ ยังคงสามารถออกได้ตามปกติ มาตรการดังกล่าวเป็นการกำกับดูแลและบริหารจัดการปริมาณน้ำมันปาล์มทั้งระบบให้เกิดความสมดุลระหว่างการใช้ภายในประเทศ การใช้ในภาคพลังงาน และการส่งออก
นางศุภจี เปิดเผยว่า ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 23 เมษายน 2569 มีผู้ประกอบการยื่นขออนุญาตส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) แล้วจำนวน 114,500 ตัน และได้รับการอนุมัติทั้งหมด โดยยังไม่ถึงกรอบปริมาณที่ตั้งไว้ประมาณ 200,000 ตัน ซึ่งสามารถปรับได้ตามสถานการณ์ ย้ำว่าผู้ประกอบการยังสามารถยื่นขอส่งออกได้ตามปกติ
สำหรับสถานการณ์ราคา นางศุภจี ระบุว่า เป็นไปตามกลไกตลาดโลก โดยปัจจุบันราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ในตลาดมาเลเซียอยู่ที่ประมาณ 37.48 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ไทยอยู่ที่ 38–38.50 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งใกล้เคียงกัน และอยู่ในช่วงปรับตัวลดลงตามแนวโน้มตลาดโลก จึงส่งผลให้แรงจูงใจในการส่งออกลดลง
ทั้งนี้ รัฐบาลมีการทำงานร่วมกันผ่าน “คณะอนุกรรมการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์ม” ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากทุกภาคส่วน ทั้งเกษตรกร โรงสกัด ผู้ส่งออก ผู้ผลิตไบโอดีเซล สมาคมโรงกลั่น รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เพื่อกำกับดูแลทั้งด้านปริมาณและราคาให้เกิดความสมดุล
ในประเด็นการรับซื้อผลผลิตหน้าลานเทหรือหน้าโรงสกัด กระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าภายในจะเข้าไปกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด หากพบการบิดเบือนกลไกราคา หรือการกดราคารับซื้อ จะมีการดำเนินการทันทีเพื่อคุ้มครองเกษตรกร
นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการใช้พลังงานชีวภาพ โดยใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยพยุงราคา ผ่านการส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซลจากวัตถุดิบในประเทศ ซึ่งจะเป็นอีกช่องทางสำคัญในการดูดซับผลผลิตและเสริมรายได้ให้เกษตรกร
อย่างไรก็ตาม การผลักดันการใช้น้ำมันไบโอดีเซลในระดับสูง เช่น B30 หรือ B40 จำเป็นต้องดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยต้องพิจารณาความพร้อมของผู้ใช้ ผลกระทบต่อเครื่องยนต์ และความเหมาะสมในภาพรวม ปัจจุบันการผลักดัน B20 ยังต้องอาศัยการสื่อสารและการปรับตัวของทุกภาคส่วน
“ขอย้ำว่าไม่มีการห้ามส่งออก หากผู้ประกอบการต้องการส่งออกสามารถดำเนินการได้ และทุกคำขอได้รับการอนุมัติ ขณะเดียวกันรัฐบาลจำเป็นต้องดูแลสมดุลปริมาณในประเทศ เพื่อรองรับนโยบายพลังงาน ซึ่งสุดท้ายจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร” นางศุภจี กล่าว
พร้อมกันนี้ได้ขอความร่วมมือให้ช่วยสื่อสารทำความเข้าใจกับเกษตรกรว่า มาตรการของรัฐไม่ใช่การปิดกั้นการส่งออก แต่เป็นการบริหารจัดการทั้งระบบ เพื่อให้ราคาปาล์มน้ำมันมีเสถียรภาพ และสร้างรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว โดยยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งทำงานเชิงรุก ลงพื้นที่ดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป
3.“พาณิชย์” แจงมาตรการนำเข้าข้าวโพดปลอดการเผา คุมเข้มลด PM 2.5 บูรณาการทุกหน่วยงาน เดินหน้าตรวจสอบย้อนกลับ-ลงโทษจริง
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงกระทู้ถามสดด้วยวาจาของนายพละวัต ตันศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในประเด็นมาตรการการจัดการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ว่าเป็น “วาระสำคัญระดับประเทศ” ที่ต้องดำเนินการอย่างจริงจังและบูรณาการทุกภาคส่วน
นางศุภจี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดมาตรการลดหรือห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้องกับการเผา เพื่อลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ข้ามพรมแดน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลอดการเผา เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน และ 30 ธันวาคม 2568
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ ได้ออกประกาศกำหนดให้ “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองและต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบการนำเข้า มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นมา โดยกำหนดเงื่อนไขสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
1. ผู้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต้องขึ้นทะเบียนรายปีกับกรมการค้าต่างประเทศก่อนนำเข้า
2. ต้องมีหนังสือรับรองว่าสินค้านำเข้าเป็นผลผลิตจากการเกษตรปลอดการเผา เพื่อแสดงต่อกรมศุลกากร
3. ต้องรายงานข้อมูลการนำเข้าภายใน 30 วัน หากไม่ดำเนินการจะถูกตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย
สำหรับรูปแบบหนังสือรับรอง ในช่วงระยะเริ่มต้น (Transition Period) เปิดให้ใช้ได้ 2 รูปแบบ ได้แก่ การรับรองตนเองของผู้นำเข้า (Self-Declaration) และหนังสือรับรองจากหน่วยงานที่มีอำนาจ (Competent Authority :CA) หรือองค์กรที่ได้รับการรับรองโดยหน่วยงานของประเทศผู้ส่งออก หรือจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ในระดับสากล อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว เมื่อกฎหมายอากาศสะอาดมีผลบังคับใช้ จะยกเลิกการรับรองตนเอง และใช้เฉพาะหนังสือรับรองจากหน่วยงาน CA ของประเทศผู้ส่งออกหรือผู้ที่ CA ของประเทศผู้ส่งออกมอบหมายเท่านั้น เพื่อเพิ่มความเข้มงวดและความน่าเชื่อถือของระบบ
นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการดังกล่าวยังครอบคลุมถึงระบบ “ตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)” โดยกำหนดให้ผู้นำเข้าต้องแจ้งข้อมูลสำคัญ เช่น แหล่งเพาะปลูก พิกัดแปลง ช่วงเวลาเพาะปลูกและเก็บเกี่ยว เพื่อให้สามารถตรวจสอบหลังการนำเข้าได้อย่างโปร่งใส หากตรวจพบภายหลังว่าแปลงปลูกมีการเผา จะมีมาตรการระงับการนำเข้า และอาจดำเนินโทษเพิ่มเติม
ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดตั้งระบบตรวจสอบภายหลังการนำเข้า (Post-Audit) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยใช้เทคโนโลยีและข้อมูลจากหน่วยงานด้านภูมิสารสนเทศ เช่น GISTDA เพื่อตรวจสอบย้อนหลังได้ถึง 365 วัน เพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมและบังคับใช้กฎหมาย
ในส่วนของสถานการณ์นำเข้า ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ 19 เมษายน 2569) มีผู้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปลอดการเผาขึ้นทะเบียนแล้ว 82 ราย และมีการนำเข้าจริง 25 ราย โดยในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 ไทยนำเข้าแล้ว 0.112 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 70 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงความเข้มงวดของมาตรการ
นางศุภจี ย้ำว่า นอกจากการควบคุมการนำเข้าแล้ว รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาภายในประเทศ โดยจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดมาตรการให้โรงงานอาหารสัตว์ไม่รับซื้อผลผลิตจากแหล่งที่มีการเผา พร้อมลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมถึงการทำงานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านผ่านการเจรจาทางการทูต เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดนอย่างยั่งยืน
“ปัญหาฝุ่นจากการเผาเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น เราต้องดูแลทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะการนำเข้า แต่รวมถึงการผลิตในประเทศ เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินมาตรการอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง และบูรณาการทุกภาคส่วนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม” นางศุภจี กล่าว
ท้ายนี้ ได้ขอบคุณสมาชิกวุฒิสภาที่ให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าจะนำข้อเสนอแนะไปพัฒนามาตรการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพอากาศและคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยในระยะยาว
