วันที่ 25 เมษายน 2569 เวลา 12:18 น.
วันนี้(25 เม.ย.69)นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นอกจากมาตรการบรรเทาค่าครองชีพประชาชน อย่างโครงการคนละครึ่ง ที่คาดว่าจะเริ่มใช้ในเดือนมิถุนายนนี้แล้ว รัฐบาลยังเร่งดำเนินการตามแผนเพื่อรับมือความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกในด้านอื่นๆด้วย โดยมุ่งดูแลประชาชน และผู้ประกอบการขนาดต่างๆ โดยเฉพาะ SMEs ให้ผ่านช่วงความผันผวนของราคาน้ำมัน พร้อมเพิ่มเติมมาตรการเศรษฐกิจไทยในระยะกลางและยาวอย่างยั่งยืน
โดยกระทรวงพาณิชย์ จะเป็นหลักในการขับเคลื่อน 5 มาตรการสำคัญ ที่ประชาชนได้ประโยชน์โดยตรง ได้แก่
1. ลดค่าครองชีพ–เพิ่มรายได้–ยกระดับชุมชน เดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดราคาสินค้าจำเป็นกว่า 3,000 รายการ ผ่านเครือข่ายค้าปลีกทั่วประเทศ เปิดตลาดออนไลน์ให้ SMEs และลดต้นทุนการผลิตผ่าน “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” และ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” ช่วยทั้งประชาชน ผู้ประกอบการ และเกษตรกรอย่างครบวงจร
2.รักษาเสถียรภาพ–เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ยกระดับทั้งห่วงโซ่การผลิต เน้นแปรรูปเพิ่มมูลค่า ส่งเสริม “ล้งกลางหรือล้งชุมชน” ผลักดันสินค้า GI และแบรนด์เกษตรไทยสู่ตลาดโลก
3. เสริมความเข้มแข็ง SMEs/ชุมชน ด้วยการพัฒนาทักษะ ขยายธุรกิจ ยกระดับการแข่งขัน ป้องกันสินค้านำเข้าทะลัก และเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนในระบบ
4. ยกระดับเทคโนโลยี–ปลดล็อกกฎระเบียบ ปรับปรุงกฎเกณฑ์ อำนวยความสะดวกธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ และสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุน
5. สร้างสมดุลการส่งออก–กระจายความเสี่ยง เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานไทยกับตลาดโลก ลดพึ่งพาตลาดหลัก ขยายตลาดใหม่ และเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการไทย
ในด้านการค้าระหว่างประเทศ รัฐบาลเร่งเดินหน้า FTA เพื่อเปิดตลาดใหม่และดึงดูดการลงทุน โดยอยู่ระหว่างเร่งปิดดีลสำคัญ ได้แก่ ไทย–EU ไทย–เกาหลีใต้ และอาเซียน–แคนาดา ตั้งเป้าสรุปภายในปี 2569
ขณะเดียวกัน FTA ไทย–EFTA ที่ลงนามแล้ว ตั้งเป้ามีผลใช้บังคับ 1 มกราคม 2570 ซึ่งจะช่วยขยายการเข้าถึงตลาดรายได้สูง และยกระดับมาตรฐานการค้าไทย ส่วน FTA ไทย–ศรีลังกา ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการให้มีผลใช้บังคับ จะช่วยเชื่อมโยงการค้าในเอเชียใต้และขยายฐานตลาดภูมิภาค โดยในปี 2568 ไทยมีมูลค่าการค้ากับ 18 ประเทศคู่ค้า FTA กว่า 404,963 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 59.2% ของการค้ารวมของประเทศ สะท้อนบทบาทของ FTA ในการสร้างโอกาสใหม่และยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย