24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 22 เมษายน 2569
>> รถทัวร์ ชนกับรถบรรทุกปุ๋ย กลางถนนเชียงใหม่-ลำปาง มีบาดเจ็บ 1 ราย ส่วนผู้โดยสาร 20 ชีวิตปลอดภัย
06.45 น. ศูนย์วิทยุ 191 ตำรวจภูธรจังหวัดลำพูน ได้รับแจ้งมีเหตุรถทัวร์ชนท้ายรถบรรทุกปุ๋ย มีผู้ได้รับบาดเจ็บ บริเวณตรงข้ามบริษัท SCG ถนนเชียงใหม่-ลำปาง ตำบลศรีบัวบาน อ.เมืองลำพูน
ที่เกิดเหตุพบรถบรรทุก 6 ล้อ สีขาว ยี่ห้อฮีโน่ ทะเบียนเชียงใหม่ พลิกตะแคงเทกระจาดปุ๋ยที่บรรทุกมาตกเกลื่อนถนน คนขับเป็นชายได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่กู้ชีพจึงเร่งปฐมพยาบาลก่อนนำส่งไปรักษาอาการบาดเจ็บที่โรงพยาบาลปรินซ์ ลำพูน
ใกล้กันพบรถทัวร์สีม่วงคาดขาว กาญจนบุรี-เชียงใหม่ ทะเบียนกาญจนบุรี ด้านหน้าฝั่งซ้ายได้รับความเสียหาย โดยมีผู้โดยสารจำนวน 20 คน ล้วนอยู่ในอาการตกใจ แต่ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด
จากการสอบถามคนขับรถทัวร์ เบื้องต้นเผยว่าขับมาชิดเส้นกลางแล้วกำลังจะเบี่ยงเข้าด้านซ้ายโดยมีรถบรรทุกอยู่ด้านหน้า แต่จังหวะที่เบี่ยงมาเบรกไม่อยู่ จึงทำให้ชนท้ายรถบรรทุกเข้าอย่างจัง อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะได้สอบสวนข้อเท็จจริงก่อนดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
>> จ.กระบี่ รถอเนกประสงค์เสียหลักชนเสาไฟฟ้า ริมถนนเพชรเกษม สามี-ภรรยา บาดเจ็บสาหัส ก่อนไปเสียชีวิตที่ รพ.
09.24 น. ได้รับแจ้งจาก กู้ชีพกู้ภัยวัดคลองท่อม มีอุบัติเหตุรถนั่งส่วนบุคคล ชนเสาไฟฟ้า และมีผู้บาดเจ็บสาหัส ริมถนนทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ใกล้เคียงโรงเรียนคลองท่อมราษฎร์รังสรรค์ ต.คลองท่อมใต้ อ.คลองท่อม จ.กระบี่
ที่เกิดเหตุ พบรถอเนกประสงค์ โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีขาว ลักษณะเสียหลักชนกับเสาไฟฟ้าข้างทาง พบว่ามีผู้บาดเจ็บติดภายใน 2 ราย ทางทีมกู้ชีพวัดคลองท่อมและทีมโรงพยาบาลคลอง ร่วมดำเนินการให้การช่วยเหลือ นำร่างทั้ง 2 รายออกจากยานพาหนะ และนำส่งโรงพยาบาลคลองท่อม
ในเวลาต่อมา รับแจ้งว่าผู้บาดเจ็บทั้ง 2 รายนั้นมีอาการสาหัส และได้เสียชีวิตแล้วทั้งคู่ โดยเป็นชายไทย อายุ 79 ปี และหญิงไทย อายุ 69 ปี เบื้องต้นทราบว่า พบเป็นคู่สามีภรรยา ชาวภูเก็ต กำลังขับรถเพื่อที่จะไปหาหมอที่ รพ.มอ.หาดใหญ่ ก่อนจะเกิดอุบัติเหตุดังกล่าว ส่วนสาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คลองท่อม
>> นายกฯ นำประชุมทบทวนงบปี 2570 ย้ำตัดรายจ่ายไม่จำเป็น รับมือเศรษฐกิจผันผวน
10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมพิจารณาทบทวนวงเงินงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ร่วมกับ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย
เน้นย้ำให้จัดทำงบประมาณอย่าง “ตรงเป้า แม่นยำ” และตอบโจทย์นโยบาย “10 พลัส” ยึดหลักความคุ้มค่า และ Zero-based Budgeting พิจารณาความจำเป็น เร่งด่วน และความเหมาะสมของสถานการณ์ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนอย่างแท้จริง
โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบกำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ไว้ตามกรอบวงเงินเดิม ตามมติ ครม. วันที่ 25 พ.ย. 68 จำนวน 3,788,000 ล้านบาท โดยมีประมาณการรายได้รัฐบาลสุทธิ จำนวน 3,000,000 ล้านบาท และเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล จำนวน 788,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ ให้หน่วยรับงบประมาณพิจารณานำเงินนอกงบประมาณมาดำเนินภารกิจเป็นลำดับแรก และพิจารณาแหล่งเงินอื่นเพื่อดำเนินโครงการลงทุนภาครัฐ เพื่อลดภาระงบประมาณในภาพรวมของประเทศ และให้สำนักงบประมาณนำเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบในวันอังคารที่ 28 เมษายน 2569
>> คุมตัว “อัจฉริยะ” พร้อมพวก รวม 6 คน คดีร่วมกันกรรโชกทรัพย์ 2.5 ล้านบาท ก่อนนำฝากขังศาลอาญา พร้อมคัดค้านการประกันตัว
10.43 น. ตำรวจกองบังคับการปราบปราม ควบคุมตัว นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พร้อมผู้ต้องหารวม 6 คน มาสอบปากคำต่อเนื่องตลอดทั้งคืน หลังถูกจับกุมตามหมายจับศาลอาญา ในข้อหาร่วมกันกรรโชกทรัพย์ จากกรณีถูกกล่าวหาว่าข่มขู่เรียกรับเงิน 2.5 ล้านบาท เพื่อแลกกับการไม่เปิดเผยข้อมูล และไม่ไลฟ์สด แฉการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการนำผู้ต้องหาชาวจีน ออกจากห้องกักตรวจคนเข้าเมือง โดยผู้ต้องหาทั้งหมดให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
โดยช่วงเช้านี้ ตำรวจกองปราบปรามได้ควบคุมตัว นายอัจฉริยะ พร้อมพวก นำฝากขังที่ศาลอาญาโดยได้เดินทางออกหลังตึก กองบังคับการปราบปราม โดยสื่อมวลชนไม่สามารถบันทึกภาพ ทำข่าวคดีนี้ได้
สำหรับพฤติการณ์ของคดี จากรายงานการสืบสวนพบว่า กลุ่มผู้ต้องหามีการวางแผนเป็นขบวนการ โดยเริ่มจากการไลฟ์สดโจมตีการทำงานของ พ.ต.อ.วัชรพล กาญจนกันทร ผู้กำกับการ 3 บช.สตม. เพื่อกดดัน ก่อนให้คนกลางติดต่อเจรจา อ้างว่าสามารถยุติเรื่องได้ โดยครั้งแรกมีการเรียกเงิน 1 ล้านบาท แต่ยังไม่สำเร็จ ต่อมามีการเพิ่มข้อเสนอและเรียกเงินเป็น 2.5 ล้านบาท จนสามารถตกลงกันได้ และมีการนัดรับเงินโดยกลุ่มผู้ต้องหา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผลและดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดตามกฎหมายต่อไป อย่างไรก็ตาม เวลา13.30น. วันนี้ จะมีกาแถลงข่าวอีกครั้ง
>> "ลูกเมาคลั่ง" แทงพ่อบังเกิดเกล้าดับสลด ย่านอ้อมน้อย ก่อนซิ่ง จยย.หลบหนีไป
11.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กระทุ่มแบน รับแจ้งเหตุลูกชายคลั่งใช้อาวุธมีดทำร้ายร่างกายพ่อจนเสียชีวิต ภายในบ้านทาวน์เฮ้าส์สองชั้น ในพื้นที่ ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร
โดยผู้ก่อเหตุคือ นายกอ (นามสมมุติ) อายุ 44 ปี ได้ใช้อาวุธมีดปลายแหลมแทง นายดอ (นามสมมุติ) อายุ 69 ปี ผู้เป็นพ่อจนล้มฟุบลง แม้เจ้าหน้าที่พยาบาลจาก รพ.มหาชัย 2 จะเร่งเข้าปฐมพยาบาลเบื้องต้นในที่เกิดเหตุแต่พบว่าไม่มีสัญญาณชีพจรและเสียชีวิตในเวลาต่อมา
จากการสอบถามน้องชายผู้ก่อเหตุ เบื้องต้นทราบว่า นายกอ ได้ไปเคาะประตูเรียกพ่อโดยไม่ทราบแน่ชัดว่าเข้าไปเพื่อขอเงินหรือมีปากเสียงเรื่องใด ก่อนจะตัดสินใจลงมือแทงพ่อบังเกิดเกล้าแล้วหลบหนีไป ขณะที่พยานที่เห็นเหตุการณ์ระบุว่าเห็นคนร้ายขี่รถออกจากบ้าน และมีอาการมึนเมาอย่างหนักจนพูดจาไม่รู้เรื่อง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่คาดว่าเมื่อคนร้ายสร่างเมาอาจจะติดต่อเข้ามอบตัวเนื่องจากไม่มีเงินติดตัวขณะหลบหนี
ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการสกัดจับอย่างเร่งด่วน โดยคนร้ายใช้รถจักรยานยนต์ฮอนด้า รุ่น CBR สีดำ เป็นพาหนะในการหลบหนี หากผู้ใดพบเห็นบุคคลตามภาพหรือมีเบาะแสเกี่ยวกับรถคันดังกล่าว โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันทีที่สายด่วน 191 เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
>> แผ่นดินไหว ขนาด 2.7 ในพื้นที่ อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน
11.41 น. กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเหตุแผ่นดินไหว ขนาด 2.7 ความลึก 2 กม. ภายในพื้นที่ของ ต.สบป่อง อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน ยังไม่มีรายงานการรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือน
>> รถจักรยานยนต์ชนกับรถยนต์กระบะ กลางถนนบ้านปากลาดใหม่ คุณตาวัย 70 ปีเสียชีวิต จ.พิษณุโลก
11.42 น. ศูนย์วิทยุหน่วยกู้ภัยพิษณุโลก มูลนิธิประสาทบุญสถาน รับแจ้งมีอุบัติเหตุ รถจักรยานยนต์ชนกับรถกระบะ มีผู้บาดเจ็บอาการสาหัส กลางถนนบ้านปากลาดใหม่ ตำบลบึงพระ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก
ที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ สีดำ ป้ายทะเบียน พิษณุโลก ลักษณะชนกับ รถกระบะ อีซูซุ ดีแม็กซ์ สีทอง ป้ายทะเบียน พิษณุโลก ใกล้กัน พบร่างของผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 2 ราย เป็นผู้ชาย อายุ 70 ปี เสียชีวิตที่เกิดเหตุ ส่วนอีกรายนั้น เป็นผู้ชาย อายุ 40 ปี ถลอกฟกช้ำตามร่างกาย เจ้าหน้าที่อาสาสมัครกู้ภัยพิษณุโลกปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนนำส่งโรงพยาบาล พุทธชินราช ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพิษณุโลก
>> โฆษก สตช. แถลงคดี ”อัจฉริยะ” พร้อมพวก 6 คน เรียกเงิน 2.5 ล้าน ยืนยันมีหลักฐานแน่น เอาผิดได้
13.00 น. ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ร่วมกันแถลงคดีการจับกุม นายอัจฉริยะ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ตามหมายจับศาลอาญา ในข้อหา “ร่วมกันกรรโชกทรัพย์” หลังผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้กำกับการตํารวจตรวจคนเข้าเมือง เข้าแจ้งความว่าถูกข่มขู่เรียกเงินจำนวน 2.5 ล้านบาท
สืบเนื่องจากกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีผู้เสียหายได้เข้ามาแจ้งความที่กองบังคับการปราบปราม ว่าถูกกลุ่มผู้ต้องหาเรียกรับเงิน เพื่อแลกกับการไม่เปิดโปงเรื่องราวบางอย่าง ที่ทำให้ผู้เสียหายเสื่อมเสียชื่อเสียง เกี่ยวกับการทํางานภายในห้องกัก ตม.สวนพลู จนกระทั่งผู้เสียหายได้ยินยอมจ่ายเงิน 2,500,000บาท แต่หลังจ่ายเงินไปแล้ว นายอัจฉริยะกับพวก ก็ยังคงมีการไลฟ์สดเปิดเผยข้อมูล ที่ทำให้ผู้เสียหายเสื่อมเสียชื่อเสียงอยู่ ผู้เสียหายจึงตัดสินใจแจ้งความ
ในแนวทางการดำเนินคดี ตำรวจได้มีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเส้นทางการเงิน จนสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 6 ราย โดยคดีนี้ผู้ต้องหามีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจนเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ อินฟลูเอนเซอร์ (อัจฉริยะ) ใช้ความน่าเชื่อถือเข้าหาผู้เสียหาย กลุ่มที่ 2 ทำหน้าที่ข่มขู่ให้ผู้เสียหายยินยอมจ่ายเงิน และกลุ่มที่ 3 คือกลุ่มรับเงิน โดยทั้งหมดเชื่อมโยงกันในลักษณะเป็นขบวนการ
ด้าน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยว่า กรณีอินฟลูเอนเซอร์ (อัจฉริยะ) ที่อาจมีบทบาทเป็นหัวโจกนั้น ขอให้พิจารณาแนวทางจากคดีของนายศรีสุวรรณ จรรยา ในการดำเนินการ ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกัน โดยการสืบสวนเรามีข้อมูลที่มากกว่านี้ ในการดำเนินการครั้งนี้ เพราะข้อมูลบางอย่างเป็นหลักฐานในการข้อหมายจับครั้งนี้ ซึ่งเราพบการกระทำความผิดมากกว่าคดีนี้แน่นอน พร้อมเรียกร้องให้ผู้ที่เคยถูกกลุ่มผู้ต้องหาดังกล่าวเรียกรับเงินในลักษณะกรรโชกทรัพย์ เข้าให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ เพื่อใช้ในการสืบสวนและขยายผลไปยังคดีที่เกี่ยวข้องต่อไป
ยืนยันว่าการดำเนินการครั้งนี้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่การกลั่นแกล้งหรือเอาคืน หรือโกรธแค้น แต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดโดยอาศัยพยานหลักฐานชัดเจนจากผู้กล่าวหา
>> เด็กชายวัย 6 ขวบปั่นจักรยานหายออกจากบ้าน ครอบครัวออกตามหา เจอรถล้มอยู่ข้างสระน้ำ แจ้งกู้ภัยช่วยงมค้นหา พบร่างจมอยู่ก้นสระ
13.30 น. สภ.วังตะเคียน รับแจ้งเหตุเด็กจมน้ำเสียชีวิตภายในสระน้ำหลังบ้านพัก ต.วังท่าช้าง อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี
ที่เกิดเหตุเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ บริเวณลานดินริมขอบสระมีรถจักรยานของเด็กล้มคว่ำอยู่ 1 คัน เจ้าหน้าที่กู้ภัยรีบน้ำลงค้นหา ใช้เวลาไม่นานก็พบร่างเด็กชายวัย 6 ขวบจมอยู่ก้นสระ จึงนำร่างขึ้นมาให้แพทย์ชันสูตรเบื้องต้นไม่พบบาดแผลหรือร่องรอยถูกทำร้าย เสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจ
สอบสวนเบื้องต้นทราบว่า เด็กชายเรียนระดับชั้นอนุบาล 3 ก่อนเกิดเหตุได้หายตัวไปจากบ้านพักซึ่งเป็นบ้านของญาติพร้อมรถจักรยาน ครอบครัวช่วยกันออกตามหาโดยรอบจนกระทั่งมาพบจักรยานล้มอยู่ริมสระน้ำจึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ให้มาช่วยค้นหา จนพบร่างเด็กจมอยู่ในน้ำ
คาดเด็กปั่นจักรยานมาที่สระน้ำแล้วแอบลงไปเล่นน้ำคลายร้อนก่อนจมน้ำเสียชีวิต ครอบครัวไม่ติดใจสาเหตุการเสียชีวิต ขอรับร่างไปบำเพ็ญกุศลท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจ
>> จ.เชียงใหม่ จับกุมผู้บุกรุกป่าในช่วงประกาศปิดป่า รวมแล้ว 43 คดี โทษหนักจำคุกสูงสุด 20 ปี ปรับสูงสุด 2 ล้าน ไม่รอลงอาญา
14.29 น. ที่ห้องประชุม 5 ชั้น 5 อาคารอำนวยการ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ นายวรรณชัย รักมิตร ผู้อำนวยการส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 เปิดเผยผ่านการแถลงข่าวสื่อมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ครั้งที่ 14 ถึงการดำเนินการจับกุมผู้บุกรุกป่าในช่วงที่จังหวัดเชียงใหม่มีประกาศปิดป่า โดยปัจจุบันได้จับกุมแล้วรวมทั้งสิ้น 43 คดี มีทั้งความผิดฐานลักลอบตัดไม้ บุกรุกพื้นที่ป่า และการลักลอบเผาป่า ซึ่งเป็นความผิดในพระราชบัญญัติป่าไม้ พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ โดยเฉพาะการเผาป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหรือในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ที่มีการแก้ไขบทลงโทษมีให้มีความรุนแรงมากขึ้นเพื่อกำราบให้ผู้ที่เผาป่าเข็ดหลาบ โดยผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 4 ปี ถึง 20 ปี ปรับตั้งแต่ 400,000 บาท ถึง 2,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยไม่รอลงอาญา
สำหรับสาเหตุหลักของการเกิดไฟในพื้นที่ป่า ส่วนใหญ่ล้วนเกิดจากการเข้าป่าเพื่อหาของป่า ความเชื่อโบราณของการดำเนินชีวิต อีกทั้งพื้นที่ป่าของจังหวัดเชียงใหม่ส่วนใหญ่เป็นป่าเบญจพรรณ ซึ่งใบไม้ในพื้นที่ป่ามักจะร่วงมากกว่าป่าชนิดอื่นๆ ทำให้มีเชื้อเพลิงสะสมอยู่ในพื้นที่ป่าเป็นจำนวนมาก ประกอบกับเป็นพื้นที่สูงชัน การเข้าถึงจุดที่เกิดไฟในแต่ละครั้งจึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก
>> เพลิงไหม้ภายในโกดัง ซอยรามอินทรา 107 ห้องเก็บสินค้าชั้นบน เสียหายทั้งหมด
14.57 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้ สถานที่เกิดเหตุ บริษัทแห่งหนึ่ง ซอยรามอินทรา 107 ถนนรามอินทรา แขวงคันนายาว เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร
ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นอาคารคอนกรีต 2 ชั้น ประกอบกิจการผลิต ขายส่ง และวิจัย ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อทางการแพทย์ ขายส่งสินค้าทางเภสัชภัณฑ์ ต้นเพลิงเกิดขึ้นที่ชั้นบน ภายในห้องเก็บสินค้า เพลิงลุกไหม้ชั้นบน เสียหายทั้งหมด พื้นที่เพลิงไหม้เสียหายโดยประมาณ 200 ตารางเมตร รถดับเพลิงใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ
ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้ไม่สามารถตรวจสอบได้ เนื่องจากเพลิงลุกไหม้ห้องต้นเพลิงเสียหายทั้งหมด ที่เกิดเหตุมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 2 ราย รายที่ 1 เป็นเพศชาย ไม่ทราบอายุ ได้รับบาดเจ็บถูกกระจกบาดแขนขวา อาสาสมัครนำส่งโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี รายที่ 2 เป็นเพศชาย อายุ 50 ปี เป็นเจ้าหน้าที่สถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางชัน ได้รับบาดเจ็บถูกไฟลวกแขนขวา เจ้าหน้าที่ปฐมพยาบาลในที่เกิด พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางชัน
>> สกัดจับ 'บุหรี่เถื่อน' ลักลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ทำรัฐเสียรายได้กว่า 2.3 ล้านบาท
15.26 น. ที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เป็นประธานในการแถลงข่าว เปิดปฏิบัติการ สกัดจับ "บุหรี่เถื่อนล็อตใหญ่" ลักลอบนำขนกลับมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ตรวจยึดรวมกว่า 35,000 ซอง ทำรัฐสูญรายได้กว่า 2.3 ล้านบาท พร้อมจับกุม ผู้ต้องหาชาย อายุ 30 ปี อีก 1 ราย ซึ่งปฎิบัติการดังกล่าว เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ร่วมกับ กรมสรรพสามิต เจ้าหน้าที่การยาสูบแห่งประเทศไทย โดยจับกุมได้ในพื้นที่ ถนนเลี่ยงเมืองกาญจนบุรี อ.เมือง จ.กาญจนบุรี
การจับกุมในครั้งนี้ สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้รับแจ้งจากสายลับว่า จะมีการลับลอบขนส่งบุหรี่เถื่อน จากต้นทางประเทศเพื่อนบ้าน (เมียนมา) ผ่านมาตามช่องธรรมชาติ เข้ามาจำหน่ายในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ชุดจับกุม จึงได้เข้าวางกำลังบริเวณพื้นที่เส้นทางที่กลุ่มเป้าหมายจะขับขี่ผ่าน กระทั่งพบรถกระบะที่มีลักษณะตรงตามที่สายลับแจ้ง จากการตรวจค้น เปิดหลังกระบะบรรทุกพบบุหรี่ของกลาง ซึ่งเป็นบุหรี่ที่ระบุว่าเพื่อการส่งออก ซุกซ่อนอยู่เต็มหลังกระบะบรรทุกของรถคันดังกล่าว จำนวนรวม 70 ลัง หรือ 3,500 คอตตอน
โดยผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า เป็นบุหรี่ที่ลักลอบนำเข้ามาในประเทศไทยจริง ซึ่งตนรับจ้างขนส่งไปยังจังหวัดสมุทรปราการ แต่ยังไม่ทราบจุดส่งที่แน่ชัด ต้องรอการติดต่อกลับจากผู้ว่าจ้างเมื่อตนเดินทางไปถึง จ.สมุทรปราการ โดยหากสำเร็จจะได้รับค่าจ้างในการขนส่งครั้งนี้เป็นเงินจำนวน 7,000 บาท เนื่องจากผู้ต้องหาเองมีอาชีพหลักเป็นผู้ขับรถขนส่งเอกชนและมีรถยนต์กระทะตู้ทึบเป็นของตนเองอยู่แล้ว ภายหลังเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แจ้งข้อกล่าวหา พร้อมตรวจยึดของกลาง ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีตามกฎหมายต่อไป
>> ผู้ว่าฯ นครสวรรค์ ลงพื้นที่ติดตาม เพลิงไหม้ "ชุมชนตรอกโรงลิเก" ล่าสุดควบคุมเพลิงได้ ตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว
17.30 น. พลตำรวจเอก สมศักดิ์ จันทะพิงค์ นายก.อบจ.นครสวรรค์ พร้อมคณะผู้บริหาร อบจ. ลงพื้นที่เร่งด่วนช่วยเหลือเหตุเพลิงไหม้บ้านพักอาศัยบริเวณชุมชนตรอกลิเก ในเขตเทศบาลนครนครสวรรค์ พร้อมสั่งการนำรถบรรทุกน้ำเข้าระงับเหตุอย่างเร่งด่วนเพื่อควบคุมสถานการณ์ โดยมีนางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ลงพื้นที่และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและให้กำลังใจกับผู้ประสบเหตุเพลิงไหม้บ้าน องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ ได้เร่งนำรถบรรทุกน้ำจำนวน 4 คัน เข้าสนับสนุนการดับเพลิงเพื่อควบคุมสถานการณ์และป้องกันไม่ให้เพลิงลุกลามไปยังบ้านเรือนใกล้เคียง
นอกจากนี้ ยังมีรถดับเพลิงจากเทศบาลนครนครสวรรค์ รถดับเพลิงจาก มทบ. 31 รถดับเพลิงจากเทศบาลเมืองหนองปลิง และรถดับเพลิงจาก หน่วยงาน ใกล้เคียงเข้าระดมกำลังความช่วยเหลืออย่างเต็มที่
ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายก อบจ. นครสวรรค์ ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมให้กำลังใจผู้ประสบเหตุและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เบื้องต้น องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ ได้ให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยจัดเตรียมที่พักชั่วคราว ณ อาคารโรงแรมบึงบอระเพ็ด เพื่อรองรับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ขณะที่รายงานล่าสุดยังไม่พบผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเร่งสำรวจความเสียหาย และให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องต่อไป
>> “บิ๊กดุลย์” ลงพื้นที่ปราสาทตาควาย-เนิน 350 ร่วมรำลึกวีรชนผู้กล้า
17.41 น. พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ จ.สุรินทร์ เพื่อร่วมพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่วีรชนผู้กล้า เนื่องในวาระครบรอบ 15 ปี เหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา เมื่อปี 2554 รวมทั้งรำลึกถึงเหตุปะทะในช่วงปี 2568 ณ บริเวณอนุสาวรีย์พิทักษ์ไทย ปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ โดยมีนางรำจำนวน 400 คน รำบวงสรวงถวายองค์ปราสาทตาควาย และสดุดีวีรชนทหารผู้กล้า
โดย พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า วันนี้เป็นวันที่มาร่วมรำลึกถึงวีรกรรมของนักรบทหารกล้า ซึ่งกำลังพลได้ยึดพื้นที่กลับคืนมาได้ทั้งหมด และยืนยันว่ ทหารมีความพร้อมที่จะรักษาอธิปไตยของไทยไว้ ขอให้คนไทยรวมกันเป็นหนึ่ง จากนี้จะต้องเร่งพัฒนาสถานที่ทั้งระบบสาธารณูปโภค โดยทำถนนให้เดินทางได้สะดวก ซึ่งเป็นนโยบายรัฐบาลที่จะต้องทำให้ น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีสัญญาณโทรศัพท์
>> “เอกนิติ” เผยมติ ครม. ต่ออายุมาตรการคง VAT 7% อีก 1 ปี
17.59 น. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงมติคณะรัฐมนตรีการลดอัตราจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 10% เหลือ 7% ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย. 69 นี้ จะมีการขยายเวลาการลดดังกล่าวออกไปอีก 1 ปี จนถึงวันที่ 30 ก.ย. 70 เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันยังไม่เอื้ออำนวยต่อการขึ้นภาษี VAT
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังยังยึดกรอบการคลังระยะปานกลางที่จะทยอยเพิ่มขึ้น VAT เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประเทศโดยจะต้องพิจารณาความพร้อมของภาวะเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ทั้งนี้ นายเอกนิติ ยังประเมินเศรษฐกิจไทยในปีนี้ คาดว่าจะขยายตัวได้เพียง 1.4% เงินเฟ้อพุ่งขึ้นไปที่ 2.9% ซึ่งเป็นผลกระทบด้านราคาพลังงานจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ส่วนในปี 70 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 2.2% ส่วนเงินเฟ้อชะลอลงมาอยู่ที่ 1.5%
>> ตามรวบบัญชีม้า เอี่ยวแก๊งสร้างเพจปลอมอ้างชื่อสถาบันการเงินดัง หลอกเหยื่อสูญเงิน 1.2 แสนบาท
18.47 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ (บก.ปพ.) ร่วมกันจับกุม ชาย อายุ 51 ปี ฐาน “เป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นในการกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน,พรบ.คอมพิวเตอร์ฯ” โดยจับกุมได้บริเวณหน้าสถานีรถไฟดอนเมือง กรุงเทพมหานครฯ
พฤติการณ์ก่อนการจับกุม เมื่อช่วงต้นปี 2568 ผู้เสียหายแจ้งว่าพบเพจ ซึ่งมีลักษณะคล้ายสถาบันการเงิน และมีการโฆษณาให้บริการสินเชื่อทำให้ผู้แจ้งเกิดความสนใจ และต้องการกู้เงินจำนวน 30,000 บาท จึงได้ติดต่อไปยังเพจดังกล่าว ก่อนจะถูกแนะนำให้พูดคุยต่อผ่านแอป LINE
จากนั้นมีการอ้างให้ผู้เสียหายโอนเงินเป็นค่าดำเนินการต่างๆ ผู้เสียหายโอนเงินไป 9 ครั้ง ทั้งสิ้น 127,665 บาท สุดท้ายไม่สามารถติดต่อได้ และถูกตัดช่องทางการสื่อสาร หลังได้รับเรื่องตำรวจชุดจับกุม สืบสวนทราบว่า ผู้ต้องหารายนี้ มีส่วนเกี่ยวข้อง และกำลังเดินทางมายังกรุงเทพฯ จึงเฝ้าดูและจับกุมได้
ทั้งนี้ เจ้าตัว ยอมรับว่าเมื่อช่วงต้นปี 2568 ได้เข้ามาทำงานรับจ้างทั่วไปอยู่ แถวย่านมีนบุรี ได้มีเพื่อนที่ร่วมงานชักชวนรับจ้างเปิดบัญชี โดยจะมีรถพาไปที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว และมีรถเก๋งมารับเพื่อผ่านด่านเดินทางเข้าปอยเปต ประเทศกัมพูชา และไปสแกนใบหน้าเพื่อเปิดบัญชี 3 บัญชี ได้เงินค่าจ้าง 12,000 บาท โดยอยู่ประมาณ 3 - 4 วัน จึงได้ให้กลับมายังประเทศไทย เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาและควบคุมตัวดำเนินคดี
>> คนร้ายกระหน่ำยิงหมดแม็ก หนุ่มวัย 32 ปีโดดหลบ กระสุนเข้าที่แขน เล่านาทีหนีตายหวุดหวิด ตร.เร่งไล่ล่ามือปืน จ.เพชรบุรี
23.57 น. พ.ต.ท.สุนทร พราหมณ์สังข์ สว.(สอบสวน) สภ.ชะอำ รับแจ้งมีชายวัยรุ่นถูกอาวุธปืนยิงได้รับบาดเจ็บ หน้าบ้านหลังหนึ่ง พื้นที่ ต.ชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี
ที่เกิดเหตุ พบผู้บาดเจ็บ เป็นชายไทย อายุ 32 ปี ถูกอาวุธปืนยิงเข้าที่แขนขวา โดยเจ้าหน้าที่อาสากู้ชีพ - กู้ภัยกำลังให้การช่วยเหลือ และนำตัวส่งรักษาที่ รพ.ชะอำ นอกจากนี้ยังพบปลอกกระสุนปืน ขนาด 9 มม. ตกอยู่เกลื่อนถนน 17 ปลอก
ส่วนผู้ก่อเหตุ ตรวจสอบจากกล้องวงจรปิด พบว่าเป็นชาย 2 ราย ขับขี่และซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน วนไปมาแล้วชักอาวุธปืนออกมายิง จนได้รับบาดเจ็บ หลังจากนั้นได้ขี่วนมาดูอีกรอบ ก่อนที่จะหลบหนีไป
โดยเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ทำการสืบสวนสอบสวนกระทั่งทราบว่าผู้ก่อเหตุคือ นายเอ (นามสมมติ) อายุ 17 ปี ชาว ต.ชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ส่วนอีกรายอยู่ระหว่างสืบสวนหาข้อมูลเพิ่มเติม
เบื้องต้นทราบว่า ปมในการลงมือก่อเหตุ เนื่องจากผู้ได้รับบาดเจ็บและคู่อริ ท้าทายกันผ่านทางเฟซบุ๊ก มาก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการสอบปากคำเพิ่มเติมอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงในการก่อเหตุในครั้งนี้
ส่วนผู้ต้องหาอีกหนึ่งรายที่อยู่ระหว่างการหลบหนี เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จัดชุดสืบสวนไล่ล่า เพื่อติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
สอบถาม ผู้บาดเจ็บ เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุตนขับรถเก๋งกลับจากไปติดแอร์บ้านลูกค้า และกำลังที่ขนของเข้าบ้าน มีรถจักรยานยนต์ของคนร้ายขี่วนไปวนมาและชักอาวุธปืนออกมายิงตน ตนได้กระโดดหลบ แต่ไม่พ้น โดนเข้าที่แขนหนึ่งนัด ส่วนผู้ก่อเหตุได้หลบหนีไป ซึ่งตนก็เห็นหน้าไม่ชัดเจน