24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 19 เมษายน 2569
>> รถเก๋งหลับใน ข้ามเลนชนประสานงากับรถบรรทุก กลางถนนสายพิษณุโลก - นครสวรรค์ มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย
07.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองกรด รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุ รถนั่งส่วนบุคคลชนประสานงา กับรถบรรทุก มีผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต บนถนนทางหลวงหมายเลข 117 เส้นทางพิษณุโลก - นครสวรรค์ ช่วงหลัก กม.ที่ 26 ในพื้นที่ อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์
ที่เกิดเหตุ พบรถนั่งส่วนบุคคล โตโยต้า ยารีส สีขาว ป้ายทะเบียน กทม. สภาพหน้ารถพังเสียหาย ใกล้กัน พบรถบรรทุก 6 ล้อ ฮีโน่ สีขาว ป้ายทะเบียน ภูเก็ต สภาพกันชนหน้ารถพังเสียหาย
ตรวจสอบพบว่า ภายในรถนั่งส่วนบุคคล มีผู้บาดเจ็บ 2 ราย และมีผู้เสียชีวิต 1 รายลักษณะติดค้างอยู่ในยานพาหนะ ทางอาสาสมัครนำอุปกรณ์ตัดถ่างงัดรถ และนำผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิต ออกจากตัวรถได้ทั้งหมด และที่รถบรรทุก มีบาดเจ็บชาย 1 ราย ทางอาสากู้ชีพ - กู้ภัยช่วยเหลือและนำส่ง รพ.บรรพตพิสัย
เบื้องต้น คาดว่า รถนั่งส่วนบุคคล ขับมาจากทางพิษณุโลก เกิดอาการหลับใน แล้วข้ามเลนชนประสานงากับรถบรรทุกที่วิ่งสวนมา ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บรรพตพิสัย
>> กรมอุตุฯ ประชุมติดตามสถานการณ์ พายุฤดูร้อนอย่างใกล้ชิด ไทยตอนบนยังได้รับผลกระทบ
10.30 น. นายนัฐวุฒิ แดนดี รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ฝ่ายวิชาการ พร้อมด้วยนายฟาตา มรรษทวี รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาระบบงานการพยากรณ์อุตุนิยมวิทยา ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการติดตามพายุฤดูร้อน นายสุรพงษ์ สารปะ ผู้อำนวยการกองพยากรณ์อากาศ ผู้แทนศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาค และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม เพื่อติดตามสถานการณ์พายุฤดูร้อนที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยตอนบนในช่วงวันที่ 16–20 เมษายน 2569
จากการประมวลข้อมูลล่าสุด พบว่า ประเทศไทยตอนบนยังคงมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ โดยมีลักษณะของฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และอาจมีฟ้าผ่าในบางพื้นที่ ทั้งนี้ ในวันที่ 19 เมษายน 2569 พื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคตะวันออก มีความเสี่ยงต่อพายุฤดูร้อนในระดับสูงถึงปานกลาง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกที่ได้รับผลกระทบเด่นชัด ขณะที่วันที่ 20 เมษายน 2569 บริเวณความเสี่ยงพื้นที่ลดลง
กรมอุตุนิยมวิทยาจะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อน โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ หรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรง พร้อมติดตามประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิดผ่านช่องทางของกรมอุตุนิยมวิทยา
>> “ดวงตาพิฆาตออนโมบาย” ทำงาน ตำรวจท่องเที่ยวใช้ AI สแกนใบหน้า รวบหนุ่มอินเดียโอเวอร์สเตย์ กลางพัทยา
11.52 น. ชุดสืบสวน สถานีตำรวจท่องเที่ยว 4 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 (ชลบุรี) ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.ท.ปราบดา สุขสุนทรีย์ สารวัตรใหญ่ ส.ทท.4 กก.2 บก.ทท.1 ได้ระดมกวาดล้างอาชญากรรมในช่วงเทศกาลวันไหลพัทยา
การปฏิบัติครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้นำ “รถปฏิบัติการเคลื่อนที่ (CCOC Mobile)” พร้อมระบบกล้องตรวจจับใบหน้าด้วยเทคโนโลยี AI หรือที่เรียกว่า “ดวงตาพิฆาตออนโมบาย” ออกตรวจตราพื้นที่ถนนเลียบชายหาด เมืองพัทยา ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี
ผลการปฏิบัติสามารถจับกุมตัว ชายชาวต่างชาติ อายุ 35 ปี สัญชาติอินเดีย หลังระบบ AI ตรวจจับและพบว่าเป็นบุคคลอยู่ในราชอาณาจักรเกินกำหนดอนุญาตจำนวน 43 วัน
เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวพร้อมแจ้งข้อกล่าวหา “เป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในงานสืบสวนถือเป็นอีกก้าวสำคัญของตำรวจท่องเที่ยว ในการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในช่วงเทศกาลสำคัญอย่างสงกรานต์และวันไหลพัทยา
>> ผบ.ตร.สั่งตรวจสอบและดำเนินการทางวินัยและอาญาเด็ดขาด กรณีตำรวจ สภ.เมืองพัทยา ยิงผู้อื่นเสียชีวิต
12.28 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ จเรตำรวจแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ติดตามตรวจสอบกรณีเกิดเหตุทะเลาะวิวาทและมีการใช้อาวุธปืนยิงกันในร้านแห่งหนึ่งในพื้นที่ สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย โดยพบว่าผู้ก่อเหตุเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ทั้งนี้ จากการติดตามตรวจสอบกรณีดังกล่าวกับ พ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ ผู้กำกับการ สภ.เมืองพัทยา ทราบว่าเหตุเกิดเมื่อเวลา 01.20 น. ของวันนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สภ.เมืองพัทยา ได้รับแจ้งเหตุทะเลาะวิวาทโดยใช้อาวุธปืนที่บริเวณหลังร้านแห่งหนึ่ง เมื่อเจ้าหน้าที่สายตรวจไปถึงสถานที่เกิดเหตุ พบเจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังให้ความช่วยเหลือชายผู้ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งมีบาดแผลจากการถูกยิงด้วยอาวุธปืน โดยก่อนเกิดเหตุทราบว่าผู้ถูกยิง พร้อมเพื่อน 1 คน และเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ก่อเหตุ ได้นั่งร่วมโต๊ะเดียวกันภายในสถานที่ดังกล่าว ก่อนเกิดมีปากเสียงกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ก่อเหตุได้พยายามใช้อาวุธปืนยิงไปยังหนึ่งในผู้ร่วมโต๊ะ โชคดีวิถีกระสุนพลาดเป้า จากนั้นชายอีกคนได้พยายามเข้าแย่งอาวุธปืนจากผู้ก่อเหตุ จึงเป็นเหตุให้ถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาล ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ก่อเหตุได้ถูกควบคุมตัวไว้ได้ในที่เกิดเหตุทันที
พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า ได้กำชับให้ผู้กำกับการ สภ.เมืองพัทยา ดำเนินการทางกฎหมายและทางวินัยกับผู้ก่อเหตุอย่างเฉียบขาดทันที ตลอดจนให้ตรวจสอบการกำกับดูแลระเบียบวินัยของข้าราชการตำรวจตามคำสั่งมาตรการควบคุมและเสริมสร้างความประพฤติ และวินัยข้าราชการตำรวจ อย่างเคร่งครัด
>> ไฟไหม้โรงงานผลิตเลนส์แว่นตา ย่านบางบัวทอง เสียหายหนัก จนท.ระดมกำลังสกัดแสงเพลิง
12.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ได้รับแจ้งเหตุไฟไหม้ ที่บริษัทแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ ต.ละหาร อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี จึงประสานรถดับเพลิงจากเทศบาลเมืองละหาร และรถดับเพลิงเทศบาลในพื้นที่ใกล้เคียงกว่า 20 คันเร่งเข้าระงับเหตุ
จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุเป็นอาคารคอนกรีตขนาดใหญ่สูง 4 ชั้น เป็นส่วนโรงงานผลิตเลนส์แว่นตา พบมีกลุ่มควันและแสงเพลิงจำนวนมากออกมาจากชั้น 2 ชั้น 3 และชั้น 4 เต็มพื้นที่ จึงได้เร่งฉีดน้ำเพื่อสะกัดเปลวไฟไม่ให้ลุกลาม
ล่าสุด เจ้าหน้าที่ควบคุมเพลิงไว้ได้เหลือเพียงกลุ่มควันเล็กน้อย ชุดผจญเพลิงในอาคารกำลังเข้าไปฉีดน้ำภายในอีกครั้งหนึ่ง พบว่าชั้น 2 ชั้น 3 ชั้น 4 ถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมด
ด้าน นายฮาบีบุลเลาะห์ ชูพุทธพงศ์ ว่าที่สมาชิกสภาเทศบาลเมืองละหาร ซึ่งมาดูที่เกิดเหตุ กล่าวว่า เมื่อมาถึงพบว่าเพลิงไหม้โรงงานซึ่งเป็นอาคารสูง 4 ชั้น ไฟไหม้จากชั้น 2 ขึ้นไปถึงชั้น 4 ซึ่งเป็นโรงงานผลิตเลนส์แว่นตารวมทั้งแว่นตา และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ซึ่งขณะเกิดเหตุมีคนงานทำงานอยู่เขาก็ช่วยกันขนของออกมา ซึ่งคนงานที่ทำงานอยู่ปลอดภัยกันทุกคนเพราะลูกหลานคนแถวนี้ก็ทำงานอยู่ด้วย คาดว่าเพลิงจะไหม้เสียหายทั้งหมด
ขณะที่ นายไพโรจน์ จึงธนาเจริญ นายอำเภอบางบัวทอง นายกร พันธุเสน หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนนทบุรี เดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ กล่าวว่า ในเบื้องต้นไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตมูลค่าความเสียหายต้องรอให้ทางโรงงานสรุป ส่วนสาเหตุต้องรอเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจังหวัดนนทบุรีเข้าตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้ง
>> เหตุฆาตกรรมหญิงสูงวัย ริมบ่อบำบัดน้ำเสีย ผู้ก่อเหตุเป็นน้องชาย อ้างเครียด ทนพี่สาวที่ป่วยจิตเวขไม่ไหว จ.ลพบุรี
13.40 น. รับแจ้งจากมูลนิธิร่วมกตัญญู จ.ลพบุรี มีเหตุพบผู้เสียชีวิต เป็นผู้หญิง ลักษณะถูกฆ่าทิ้งบริเวณบ่อบำบัดน้ำเสีย ในพื้นที่ ตำบลเขาพระงาม อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี
ที่เกิดเหตุ พบร่างของผู้เสียชีวิต ตรวจสอบเอกสาร เป็นหญิงไทย อายุ 77 ปี ชาวเมืองสิงห์บุรี ลักษณะถูกของมีคมแทงบริเวณลำคอและหน้าอกหน้ารวม 5 แผล และพบมีดทำครัวปลายแหลม ใบมีดเปื้อนเลือดแห้งกรังวางอยู่ข้างศพ ส่วนผู้ก่อเหตุ ยืนรอเจ้าหน้าที่ คือ ชายไทย อายุ 70 ปี เป็นน้องชายของผู้เสียชีวิต
ผู้ก่อเหตุ เล่าว่า ตนเองรับพี่สาวมาอยู่บ้านด้วยกัน เพื่อพักรักษาอาการทางจิต แต่อาการไม่ดีขึ้น โดยช่วงเที่ยงได้บอกพี่สาวว่า จะพาไปไหว้พระที่วัด จึงพาซ้อนท้ายรถจักยานยนต์มา และลงมือก่อเหตุดังกล่าว
ผู้ก่อเหตุ อ้างว่า มีความเครียดอย่างมากที่พี่สาวเป็นจิตเวช และไม่ยอมกินยาตามเวลา ทั้งสร้างความรำคาญตลอด ทางตำรวจ สภ.เมืองลพบุรี นำตัวไปทำการสอบสวนเพิ่มเติม ดำเนินคดีตามกฎหมาย
>> ไฟไหม้รถจักรยานยนต์ ซอยโกสุมรวมใจ 3 เพลิงลุกไหม้เสียหายหมดทั้งคัน
14.19 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้รถจักรยานยนต์ สถานที่เกิดเหตุ ซอยโกสุมรวมใจ 3 ถนนโกสุมรวมใจ แขวงดอนเมือง เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร
ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นเพลิงลุกไหม้รถจักรยานยนต์ สีเทา ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน รถใช้น้ำมันเบนซินเป็นเชื้อเพลิง เพลิงลุกไหม้เสียหายหมดทั้งคัน รถดับเพลิงใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ
ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้ไม่สามารถตรวจสอบได้ เนื่องจากเพลิงลุกไหม้เสียหายหมดทั้งคัน ในที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยดอนเมือง
>> พายุฤดูร้อนพลัดถล่ม อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ บ้านเรือนเสียหายหลายหลัง
14.50 น. นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้รับรายงานจาก อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ว่า เกิดเหตุวาตภัย พายุลมแรง ในพื้นที่อำเภอวิเชียรบุรี ส่งผลให้บ้านเรือนราษฎรได้รับความเสียหายเบื้องต้นรวม 2 ตำบล, 9 หมู่บ้าน และ 59 ครัวเรือน
โดยมีรายละเอียด คือ ตำบลภูน้ำหยด พื้นที่หมู่ที่ 6, 7, 14 และ 16 มีบ้านเรือนเสียหายประมาณ 50 หลังคาเรือน และ ตำบลพุขาม พื้นที่หมู่ที่ 1,2,5,6 และ 7 มีบ้านเรือนเสียหายประมาณ 9 หลังคาเรือน
ในเบื้องต้นทางอำเภอได้ประสานการปฏิบัติงาน แจ้งประสานผู้นำชุมชน/หมู่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่เกิดเหตุ ให้เร่งเข้าสำรวจความเสียหายโดยละเอียด จัดเตรียมความช่วยเหลือเบื้องต้น ถุงยังชีพและวัสดุซ่อมแซมบ้านเรือน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยในทันที
>> ศรชล. คุมเข้มไม่หยุด รับนโยบายรัฐบาลเฝ้าระวังเข้ม ปราบลักลอบน่านน้ำไทยทุกมิติ
15.16 น. นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) สั่งการเดินหน้ามาตรการเชิงรุกเต็มรูปแบบ ควบคู่การคุมเข้มต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและปราบปรามการลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมายทางทะเลให้ครอบคลุมทุกพื้นที่น่านน้ำไทย
โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์–เมษายน 2569 ศรชล. ดำเนินการอย่างเข้มข้น สกัดจับต่อเนื่อง ยึดน้ำมันเถื่อนกว่า 335,000 ลิตร ตรวจยึดแก๊สโซฮอล์ 95 จำนวน 19 ถัง พร้อมของกลางช่อดอกกัญชากว่า 1.2 ตัน รวมถึงสินค้าเกษตรและอาหารทะเลผิดกฎหมาย พร้อมเร่งขยายผลถึงเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง
ขณะเดียวกัน ศรชล. จากที่ได้รายงานตรวจพบความผิดปกติของการขนส่งน้ำมันทางทะเลจำนวน 20 เที่ยว มีปริมาณน้ำมันสูญหายรวมประมาณ 57 ล้านลิตร โดยพบว่ามีเรือบางส่วนปิดสัญญาณระบบติดตามอัตโนมัติ (Automatic Identification System) หรือ Dark activity เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ อีกทั้งมีพฤติการณ์จอดถ่ายเทน้ำมันกลางทะเลในลักษณะ Ship to Ship (STS) และการประวิงเวลาเดินเรือล่าช้าผิดปกติ
ขณะนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้รับเรื่องดังกล่าวไว้เป็นคดีพิเศษแล้ว โดยเตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมกับเรียกบริษัทที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม
ปฏิบัติการดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและแนวทางที่นายกรัฐมนตรีได้ให้ไว้ เพื่อให้การปราบปรามการกระทำผิดที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยทุกขั้นตอนต้องชัดเจนโปร่งใส เป็นธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคมและประชาชน
>> รถกระบะเสียหลักพุ่งลงข้างทาง ริมถนนสายศรีมหาโพธิ - ประจันตคาม คนขับบาดเจ็บ ส่วนผู้โดยสารนั่งข้างเสียชีวิต
15.30 น. กู้ภัยสว่างบำเพ็ญธรรมสถาน จุดบริการบ้านโคกขวาง รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุรถยนต์กระบะเสียหลักชนต้นไม้ ริมถนนเส้นทาง ศรีมหาโพธิ - ประจันตคาม ใกล้เคียงร้านบ้านสวนริมสระ ในพื้นที่ ต.บ้านทาม อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี
ที่เกิดเหตุ พบรถกระบะ ฟอร์ด แรนเจอร์ สีน้ำเงิน ป้ายทะเบียน กทม. ลักษณะเสียหลักพุ่งลงข้างทาง ตรวจสอบพบว่า มีผู้บาดเจ็บชาย 1 ราย อายุประมาณ 58 ปี คือ สามีเป็นคนขับ มีอาการเจ็บปวดเอวและสะโพก รู้สึกตัวดี ดำเนินการส่งโรงพยาบาลศรีมหาโพธิ และพบว่ามีผู้เสียชีวิต 1 ราย คือ ภรรยา เป็นผู้โดยสาร ผู้หญิง อายุประมาณ 53 ปี ในส่วนของสาเหตุอยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ศรีมหาโพธิ
>> เพลิงไหม้รถแท็กซี่ ริมถนนเลียบวารี เสียหายวอดทั้งคัน
15.43 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้รถยนต์ สถานที่เกิดเหตุ ตรงข้ามซอยเลียบวารี 19 ถนนเลียบวารี แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร
ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นเพลิงลุกไหม้รถแท๊กซี่่ สีชมพู ทะเบียน “กรุงเทพมหานาคร” รถใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สแอลพีจีเป็นเชื้อเพลิง เพลิงลุกไหม้เสียหายหมดทั้งคัน รถดับเพลิงใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ
ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้เกิดจากน้ำมันรั่วและวาล์วแก๊สชำรุดทำให้เกิดเพลิงไหม้ ในที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยหนองจอก
>> ก.ต่างประเทศ เผยเรือขนส่ง SCG ลำแรกผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้แล้ว เร่งดึงอีกลำที่ยังติดค้าง
16.50 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน จากกรณี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางเยือนโอมานอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 15-17 เมษายน ที่ผ่านมา เพื่อกระชับความสัมพันธ์ไทย-โอมาน รวมถึงได้ขอให้ฝ่ายโอมานประสานฝ่ายอิหร่านเพิ่มเติมกรณีการให้ความช่วยเหลือเรือของไทยที่ยังติดค้างอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซนั้น
ล่าสุด กระทรวงการต่างประเทศได้รับแจ้งจากฝ่ายบริหารของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (SCG) ระบุว่า เรือของบริษัทฯ 1 ใน 2 ลำ ที่กระทรวงการต่างประเทศได้ประสานขอความร่วมมือจากฝ่ายอิหร่านให้มาก่อนหน้านี้ ได้เดินทางออกจากช่องแคบฯ แล้ว โดยกระทรวงการต่างประเทศจะติดตามและรายงานความคืบหน้าเพิ่มเติมเมื่อเรือดังกล่าวเดินทางถึงประเทศไทยแล้ว รวมถึงกรณีการให้ความช่วยเหลือเรือไทยที่ยังคงติดค้างอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซต่อไป
>> หนูน้อยวัย 4 ขวบ จมน้ำเสียชีวิตในบ่อนาบ้านนาซ่าว จ.เลย
17.00 น. รับแจ้งจากอาสาสมัครสมาคมกู้ภัยเลย 911 จุดเทศบาลตำบลเชียงคาน เกิดเหตุคนจมน้ำเสียชีวิตภายในบริเวณทุ่งนา บ้านนาซ่าว ต.นาซ่าว อ.เชียงคาน จ.เลย
ที่เกิดเหตุ พบร่างของผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นเด็กชาย อายุเพียง 4 ปี สภาพเสียชีวิตอยู่ภายในบ่อน้ำกลางทุ่งนา สร้างความโศกเศร้าเสียใจให้กับครอบครัวและชาวบ้านที่พบเห็นเป็นอย่างมาก
เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เชียงคาน พร้อมแพทย์เวรร่วมตรวจสอบ ก่อนมอบให้กู้ภัยดำเนินการเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิตนำส่งชันสูตรพลิกศพอย่างละเอียด ณ นิติเวชโรงพยาบาลเชียงคาน เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัดตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป
>> เพลิงไหม้แคมป์คนงาน หลังวัดบางพระ อ.นครชัยศรี หญิงป่วยติดเตียงเสียชีวิต 1 ราย
17.35 น. รายงานคืบหน้าเพิ่มเติม เหตุการณ์เพลิงไหม้แคมป์คนงาน บริเวณหลังวัดบางพระ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ซึ่งต่อมา นายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอนครชัยศรี พร้อมด้วยนายเกรียงศักดิ์ รื่นนุสาร ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง ลงพื้นที่ตรวจสอบ
ลักษณะที่เกิดเหตุเป็น แคมป์คนงานบริเวณหลังโรงเรียนวัดบางพระ หมู่ที่ 3 ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี ได้รับความเสียหาย จำนวน 1 หลัง สามารถควบคุมเพลิงได้ในเวลา 15.30 น. สาเหตุของเพลิงไหม้อยู่ระหว่างการสอบสวน
ภายหลังเพลิงสงบตรวจสอบพบผู้เสี่ยชีวิตหญิงสูงอายุวัย 72 ปี ชาวจังหวัดสุโขทัย เป็นผู้ป่วยติดเตียง ตามมาอาศัยอยู่กับลูกสาวซึ่งเป็นคนงานก่อสร้างในแคมป์คนงานที่เกิดเหตุ
สำหรับแคมป์คนงานแห่งนี้ รวมแล้วมีผู้อาศัย รวม 18 คน เป็นชาวจังหวัดสุโขทัย จำนวน 16 และอีก 2 คนเป็นชาวจังหวัดสระบุรี
ทั้งนี้ อำเภอนครชัยศรี ได้มอบหมายให้ องค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้วฟ้า ประสานหน่วยงานและเร่งดำเนินการให้การช่วยเหลือผู้ประที่ประสบเหตุตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป
>> รวบหนุ่มมือเผาป่าอุทยานแห่งชาติน้ำตกชาติตระการ สารภาพจุดไฟเพราะความสนุก
18.17 น. นางพัชรา ปั้นพุ่มโพธิ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติน้ำตกชาติตระการ เปิดเผยว่า ในช่วงนี้สถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่อําเภอชาติตระการ ได้เกิดไฟป่าเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยได้มีการปิดประกาศห้ามเข้าไปในพื้นที่ป่าเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกชาติตระการ ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม - 30 เมษายน 2569 แต่กลับปรากฏว่ายังมีกลุ่มคน "มือดี" ฉวยโอกาสลักลอบเข้าไปจุดไฟเผาป่า
โดยเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 ขณะที่เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติฯ กำลังออกลาดตระเวนเชิงรุกเพื่อตรวจปราบปรามการกระทำผิดว่าด้วยการป่าไม้และเฝ้าระวังไฟป่า ได้ตรวจพบชายน่าสงสัย 1 ราย อายุ 22 ปี กำลังแสดงพฤติการณ์ในลักษณะจุดไฟเผาป่า บริเวณแนวเขตป่าแก่งหาดอ้อย หมู่ที่ 2 ตำบลท่าสะแก จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งอยู่ในเขตรับผิดชอบของอุทยานฯ จากการเข้าประชิดตัวและตรวจค้นพบของกลางเป็นไฟแช็กจำนวน 1 อัน โดยผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าได้ลงมือจุดไฟเผาป่าในพื้นที่ดังกล่าวจริง เจ้าหน้าที่จึงได้ประสานงานร่วมกับกำนันตำบลท่าสะแก ผู้ใหญ่บ้าน และปลัดอำเภอชาติตระการ เพื่อควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรชาติตระการ ดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด
จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า "เหตุผลที่ลงมือจุดไฟเผาป่านั้น เพียงเพราะต้องการความสนุกสนานและเกิดจากความคึกคะนอง เนื่องจากไม่รู้จะทำอะไร จึงตั้งใจไล่จุดไฟเพื่อให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ไล่ดับไฟ"
ทั้งนี้ พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนถึงการขาดจิตสำนึกและความคึกคะนองที่สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่อทรัพยากรธรรมชาติ เพียงเพื่อตอบสนองความสนุกส่วนตัวโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมา ซึ่งขณะนี้ผู้ต้องหายังคงถูกควบคุมตัวอยู่ที่ สภ.ชาติตระการ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป
>> วันไหลพัทยาคึกคัก นักท่องเที่ยวทะลักชายหาด เงินสะพัดรับเทศกาลสงกรานต์
20.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน บรรยากาศงานวันไหลเมืองพัทยา พบว่ายิ่งเข้าสู่ช่วงค่ำถึงกลางคืน ความคึกคักยิ่งทวีความร้อนแรง นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติหลั่งไหลเข้าร่วมเล่นน้ำกันอย่างเนืองแน่น ส่งผลให้หลายเส้นทางการจราจรเริ่มชะลอตัว โดยเฉพาะจุดสำคัญในเขตเมืองท่องเที่ยว
บรรยากาศตลอดทั้งวันตั้งแต่ช่วงเช้า พ่อค้าแม่ค้าได้ออกมาตั้งร้านจำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม และอุปกรณ์เล่นน้ำกันอย่างคึกคัก สร้างสีสันและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างเห็นได้ชัด ถนนสายหลัก อาทิ ถนนสุขุมวิท ถนนพัทยาเหนือ พัทยากลาง พัทยาใต้ ถนนสายสาม รวมถึงซอยย่อยต่างๆ เต็มไปด้วยประชาชนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่ออกมาเล่นน้ำอย่างต่อเนื่อง
นักท่องเที่ยวจำนวนมากนิยมใช้รถกระบะบรรทุกถังน้ำออกตระเวนสาดน้ำ และขับขี่รถจักรยานยนต์ร่วมสนุกตามจุดต่างๆ ทั่วเมือง สร้างบรรยากาศสนุกสนานตามแบบฉบับเทศกาลสงกรานต์
ขณะเดียวกัน บริเวณถนนเลียบชายหาดพัทยา เจ้าหน้าที่ได้ประกาศปิดการจราจรตั้งแต่ช่วงพัทยากลางถึงพัทยาใต้ เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวได้เดินเล่นน้ำอย่างเต็มที่ตลอดแนวชายหาด ส่งผลให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นจุดศูนย์กลางของความสนุก มีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาอย่างหนาแน่น
>> รถจักรยานยนต์ชนกับรถนั่งส่วนบุคคล คุณลุงวัย 64 ปีเสียชีวิตกลางถนนหมายเลข 3 จ.ฉะเชิงเทรา
20.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางปะกง ตรวจสอบ อุบัติเหตุ รถจักรยานยนต์ชนกับรถนั่งส่วนบุคคล และมีผู้เสียชีวิต บนถนนทางหลวงหมายเลข 3 (สุขุมวิทสายเก่า) ฝั่งขาออก มุ่งหน้าบางปะกง บริเวณทางกลับรถ ใกล้เคียงศาลาแม่นกยูง หมู่ 14 ต.บางปะกง อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา
ที่เกิดเหตุ พบรถนั่งส่วนบุคคล ฟอร์ด เฟียสต้า สีแดง ป้ายทะเบียน กทม. ลักษณะชนกับรถจักรยานยนต์ สีน้ำเงิน ป้ายทะเบียน ชลบุรี ใกล้กันพบร่างของผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นชายไทย อายุ 64 ปี
เจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมแพทย์เวรร่วมตรวจสอบ ก่อนมอบให้อาสาสมัครนำร่างส่ง รพ.บางปะกง ให้แพทย์ชันสูตร หาสาเหตุที่แท้จริง
20 เมษายน 2569
20 เมษายน 2569