วันที่ 14 เมษายน 2569 เวลา 01:59
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดเกมรุก รวบแก๊งถอนเงินหน้าเคาน์เตอร์ 27 ราย ยึดเงินสดทันควันกว่า 3 ล้าน
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 5 เม.ย.-11 เม.ย.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 7,372 คดี มูลค่าความเสียหาย 397,413,314 บาท ซึ่งคดีที่รับแจ้งรอบนี้เพิ่มขึ้นจากห้วงวันที่ 29 มี.ค.- 4 เม.ย.69 เพียงจำนวน 6 คดี พบว่ามูลค่าความเสียหายกลับลดลง 15,015,202 บาท
ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่าภาพรวมจำนวนคดีเพิ่มขึ้น แต่มูลค่าความเสียหายลงลง กว่า15ล้านบาท และพบว่าคดีการหลอกซื้อ-ขายสินค้า ยังคงเป็นคดีที่มีปริมาณสูงที่สุด คิดเป็น 70% ของคดีทั้งหมด และยังคงมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทั้งจำนวนและมูลค่า
แต่หากเทียบในเชิงมูลค่าความเสียหาย คดีการหลอกลงทุนและจ้างงาน(หารายได้เสริม) แม้จำนวนคดีจะลดลง แต่ก็ยังคงเป็นกลุ่มคดีที่สร้างความเสียหายหลัก (รวมกันกว่า 213 ล้านบาท หรือคิดเป็น 53% ของความเสียหายทั้งหมดในสัปดาห์ล่าสุด) ซึ่งทีมวิเคราะห์พบว่า มีจำนวนเคสน้อยลงเกินครึ่ง แต่ความเสียหายกลับพุ่งสูงขึ้นมาก แสดงให้เห็นว่าเคสที่เกิดขึ้นในสัปดาห์ล่าสุด มีความรุนแรงหรือมูลค่าต่อเคสสูงมาก
จากการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังพบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย และยังคงเป็นกลุ่มอายุ 21-30 ปี ที่มักตกเป็นเหยื่อมากที่สุด โดยจำนวนผู้เสียหายสูงสุด อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ ก็พบว่า อยู่ในกลุ่มอายุ 21-30 ปี เช่นกัน ขณะที่อันดับ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ คือกลุ่มอายุ 31-40 ปี และอันดับ 3 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล มีจำนวนเท่ากัน 2 กลุ่ม คือกลุ่มอายุ 41-50 ปี และ 51-60 ปี
ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอเตือนภัยประชาชนอีกครั้ง โดยเฉพาะสำหรับการลงทุน โดยสามารถป้องกันความเสี่ยงในการลงทุนทุกชนิดได้ ด้วยการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ ดังนี้
1.ตรวจสอบข้อมูลก่อนลงทุนผ่านแอป SEC Check First ของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยให้สังเกตผลการค้นหา ดังต่อไปนี้
- ต้องพบชื่อบริษัทในระบบอย่างชัดเจน
- ระบุสถานะว่า “ได้รับอนุญาต” หรือ “ยังประกอบธุรกิจได้ตามปกติ”
- มีเลขที่ใบอนุญาต ระบุประเภทใบอนุญาตชัดเจน
- มีรายละเอียดที่อยู่สำนักงาน และข้อมูลติดต่อที่ตรวจสอบได้
- รายชื่อผู้แนะนำการลงทุน/ผู้บริหาร ปรากฏในระบบอย่างถูกต้อง
2.ตรวจสอบบัญชีก่อนโอนเงินทุกครั้ง
- ชื่อบัญชีที่รับโอนเงินต้องตรงกับชื่อบริษัทที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น หากระบุให้โอนเงินลงทุนไปยังบัญชีบุคคลธรรมดา นั่นคือมิจฉาชีพ 100 % เช่นเดียวกัน หากมีการเปลี่ยนบัญชีนิติบุคคลรับฝากเงินลงทุนบ่อยครั้ง รวมถึงเปลี่ยนบัญชีนิติบุคคลในการโอนเงินหรือผลกำไรคืนมาให้เรื่อยๆ นั่นก็คือมิจฉาชีพ 100% เช่นกัน
- หากพบความผิดปกติ ควรหยุดโอนเงินทันทีและรีบตรวจสอบกับบริษัทที่ถูกกล่าวอ้างผ่านทางช่องทางหลัก
3.ระวังแอปพลิเคชันปลอม
- มิจฉาชีพสามารถสร้างแอปพลิเคชันปลอม เลียนแบบชื่อ โลโก้ และรูปแบบแอปฯทางการ แล้วนำไปเผยแพร่ใน Store ได้ ดังนั้น การดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจาก App Store หรือ Google Play อาจไม่ปลอดภัยเสมอไป
ที่สำคัญ ขอให้ประชาชนใช้ความรอบคอบในการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง ตรวจสอบข้อมูลผ่านแอป SEC Check First ให้ครบถ้วนก่อนโอนเงิน และอย่าหลงเชื่อข้อเสนอผลตอบแทนสูงผิดปกติหรือการเร่งรัดให้ตัดสินใจ เพราะการตรวจสอบเพียงไม่กี่นาที อาจช่วยป้องกันความเสียหายทางการเงินจำนวนมากได้
และอีกคดีที่สร้างมูลค่าความเสียหายสูงเช่นกัน คือ หลอกทำงานออนไลน์ (รายได้เสริม) โดยมิจฉาชีพจะเข้าหาเหยื่อผ่านโฆษณาใน Facebook, Instagram หรือส่ง SMS ล่อใจด้วยข้อความว่า “รับสมัครคนช่วยงาน” หรือ “กดไลก์ กดแชร์ สั่งซื้อสินค้าเพื่อเพิ่มยอดขาย” โดยมีลักษณะการหลอกลวงเป็นขั้นตอน ดังนี้
- หลอกให้เหยื่อเชื่อ : เริ่มต้นมักจะให้ทำงานง่ายๆ เช่น การกดถูกใจโพสต์ หรือการรีวิวสินค้า
- ให้ผลตอบแทนจริงในครั้งแรก : สร้างความมั่นใจ มิจฉาชีพจะโอนเงินค่าจ้างจำนวนแล็กน้อยคืนมาให้จริงใน 1-2 ครั้งแรก
- หลอกให้สำรองจ่าย : เมื่อเหยื่อเริ่มไว้ใจ จะถูกชักชวนให้ทำภารกิจที่ใหญ่ขึ้น โดยต้องเงินสำรองค่าสินค้าหรือวางเงินประกันเข้าไปก่อนเพื่อแลกกับค่าคอมมิชชันที่สูงขึ้น
- ถอนเงินไม่ได้ : เมื่อยอดเงินโอนสะสมสูงขึ้น มิจฉาชีพจะอ้างเหตุผลต่างๆ เช่น ทำผิดขั้นตอน, ต้องชำระภาษีเพิ่ม หรือยอดเงินยังไม่ครบตามเงื่อนไข เพื่อบีบให้เหยื่อโอนเงินเพิ่มเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็ปิดช่องทางติดต่อหนีไป
ดังนั้น หากคุณกำลังมองหางานทางออนไลน์ แล้วถูกดึงเข้ากลุ่มไลน์เพื่อ “ทำภารกิจเสริม” ไม่ว่าจะเป็นการปั่นยอดวิวหรือสำรองจ่ายเพื่อรับของและค่าคอมมิชชัน ขอให้หยุดการสนทนาและออกจากกลุ่มทันที เพราะนั่นคือพฤติกรรมของมิจฉาชีพ 100% ที่ใช้ของถูกหรือรายได้สูงมาเป็นเหยื่อล่อ เพื่อป้องกันการสูญเสียทรัพย์สิน
ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC ที่ประสานงานร่วมกันกับกลุ่มธนาคารต่างๆ จนมีผลปฏิบัติการต่างๆ และสามารถจับกุมขบวนการกดเงินสดให้แก๊งสแกมเมอร์ จำนวน 11 เคส ผู้ต้องหา 27 ราย แบ่งเป็นชาวไทย 26 ราย และชาวต่างชาติ 1 ราย เป็นสัญชาติจีน พร้อมตรวจยึดเงินสดได้กว่า 3.4 ล้านบาท ขณะเดียวกันได้ประสานตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงทีได้ทั้งหมด 12 เคส สามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมด จำนวน 57 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 5,189,886 บาท
โดยมีผลการจับกุมที่น่าสนใจ คดีที่ 1. เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ประสาน ศปอส.ภ.4 ร่วมกับ กก.สืบสวน1 บก.สส.ภ.4 จับกุมผู้ต้องหา 3 คน เป็นหญิง 2 คนและชาย 1 คน หลังพบขบวนการม้าถอนเงินสดหน้าเคาน์เตอร์ธนาคาร ในจ.อุดรธานี เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนขยายผลจนพบ1 ในผู้ต้องหากำลังถอนเงินสด และเตรียมนำไปให้ผู้ต้องหาที่เหลืออีก 2 คน เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัว พร้อมเข้าจับกุมได้พร้อมกับของกลาง เงินสดจำนวน 500,000 บาท ,สลิปการถอนเงินสด และโทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง
สอบถามผู้ต้องหาทั้ง 3 คนรับสารภาพว่า เป็นแก๊งถอนเงินบัญชีม้าให้กับสแกมเมอร์ โดยมีนายทุนชาวไทยจะมารับเงินทุกครั้งและนำไปส่งต่อ เบื้องต้นแจ้งข้อหา “เป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย(อั้งยี่)” ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี ดำเนินคดีต่อไป
คดีที่ 2 เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ประสาน ศปอส.สภ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ จับกุม 2 ผู้ต้องหา วัย 17 และ19 ปี หลังสืบทราบว่าผู้ต้องหาวัย 17 ปีเป็นผู้กดเงินสดหน้าเคาน์เตอร์ธนาคารแห่งหนึ่ง สาขาเชียงดาว ในจ.เชียงใหม่ จึงเข้าไปตรวจสอบพร้อมจับกุม ได้พร้อมของกลาง เป็นเงินสด จำนวน 150,000 บาท ,สมุดบัญชีธนาคาร ,บัตร ATM ,กระเป๋าสะายผ้าสีดำ 1 ใบ และโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง
จากการสอบถาม ผู้ต้องหาวัย 17 ปี (ต่อหน้าผู้ปกครอง) รับสารภาพว่าได้ถอนเงินสดจากบัญชีของตนจำนวน 150,000 บาท ซึ่งก่อนหน้านี้ตนได้นำเงินสดจำนวน 100,000 บาทที่กดจากตู้ ATM ในพื้นที่สภ.นาหวาย ไปให้นายชา (นามสมมุติ) อายุ 19 ปี ผู้ต้องหาอีกคน (เป็นญาติกัน) และตนกำลังจะนำเงินจำนวน 150,000 บาทที่กดล่าสุดไปมอบให้อีกครั้ง โดยแลกกับค่าจ้าง 5,000 บาท แต่ก็มาถูกจับเสียก่อน จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ขยายผลจนไปจับกุมนายชา (นามสมมุติ) อายุ 19 ปี ได้อีกราย ก่อนแจ้งข้อหา “เป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย(อั้งยี่) และร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ,ร่วมกันโดยทุจริตหรือหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ดำเนินคดีต่อไป
สำหรับเคสการช่วยเหลือที่น่าสนใจและมีมูลค่าความเสียหายสูง ได้แก่
เคสที่ 1 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนนทบุรี ให้รีบติดต่อผู้เสียหายเป็นหญิงวัย 66 ปีเร่งด่วน หลังพบว่ามีการโอนเงินออกไปจากบัญชีตนเองไปยังบัญชีม้าบุคคลและนิติบุคคล (ที่เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังอยู่) จำนวนหลายครั้ง และหลายบัญชีด้วยกัน โดยครั้งแรกโอนไป 499,500 บาท ,ครั้งที่ 2 โอนจำนวน 150,000 บาท ,ครั้งที่ 3 โอนเงินจำนวน 500,000 บาท ,ครั้งที่ 4 จำนวน 363,000 บาท และครั้งที่ 5 จำนวน 499,000 บาท รวมมูลค่าเสียหายกว่า 2,011,500 บาท แต่ไม่พบผู้เสียหายที่บ้านพัก จึงโทรศัพท์ติดต่อพร้อมสอบถามเรื่องราว และบอกว่ากำลังโอนเงินให้มิจฉาชีพ แต่เจ้าตัวไม่เชื่อและปฏิเสธการช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่ พร้อมระบุว่าตนเองโอนเงินให้ญาติเพื่อทำธุรกิจส่วนตัวตามปกติ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงอธิบายถึงบัญชีปลายทางว่าเป็นบัญชีของคนร้าย และแนะนำขั้นตอน หากผู้เสียหายต้องการแจ้งความ
เคสที่ 2 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โพธาราม จ.ราชบุรี เข้าติดต่อเหยื่อเป็นหญิงอีกราย วัย 66 ปี หลังพบว่ามีการโอนเงินเข้าบัญชีม้า รวมแล้วมีจำนวนเงินมากถึง 2 ล้านบาท เมื่อไปถึงที่บ้านพัก สอบถามหญิงคนดังกล่าว ระบุว่าตนได้ลงทุนในลักษณะซื้อ-ขายที่ดิน และเคยได้ค่าตอบแทนมาแล้วหลายครั้ง จึงปฏิเสธความช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่ และยินดีจะรับความเสี่ยงเอง เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงอธิบายรูปแบบกลโกงดังกล่าว ว่าเป็นลักษณะหลอกลงทุน และแนะนำขั้นตอนไว้ กรณีผู้เสียหายอยากแจ้งความภายหลัง
เคสที่ 3 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางมูลนาก จ.พิจิตร เร่งเข้าช่วยเหลือผู้เสียหาย เป็นหญิงวัย 64 ปี หลังเจ้าหน้าที่ธนาคารพบการโอนเงินที่ผิดปกติ และยังมีการโอนเงินไปยังบัญชีม้า ทันทีที่เจ้าหน้าที่พบตัวผู้เสียหาย สอบถามได้ความว่า ผู้เสียหายได้สั่งซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารผ่านทางเฟซบุ๊ก จากนั้นถูกลวงให้แอดไลน์ก่อนชวนให้ร่วมทำกิจกรรม โดยมีการโอนเงินไปจำนวน 5 ครั้ง 5 บัญชีด้วยกัน รวมเป็นเงินจำนวน 910,989 บาท และล่าสุดเพิ่งนำเงินสด จำนวน 500,000 บาทเข้าบัญชีตนเองไว้เตรียมจะโอนไปเพิ่ม แต่โชคดีที่เจ้าหน้าที่มาพบพร้อมเตือนไว้เสียก่อน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่อธิบายแผนคนร้าย และได้แนะนำให้โทรอายัดบัญชีที่ 1441 ก่อนประสานให้เข้าแจ้งความต่อไป








14 เมษายน 2569
14 เมษายน 2569