วันที่ 30 มีนาคม. 2569 เวลา 15:11 น.
30 มี.ค.2569 พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พร้อมด้วย บก.ปอท., เจ้าหน้าที่แผนกกงสุลตำรวจสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย และ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สืบสวน บก.ตม.1 แถลงข่าวร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาชาวเกาหลีใต้ จำนวน 11 ราย โดยแจ้งข้อหา “เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน” หลังจากศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) มีการจัดตั้ง War room ACSC โดยมีการประสานงานร่วมกับฝ่ายต่างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร รวมถึงให้ความร่วมมือในการสืบสวนและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะขบวนการคอลเซ็นเตอร์ที่มีความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ

.jpg)

กระทั่ง บก.ปอท. และ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย สืบสวนพบเบาะแสว่ามีกลุ่มบุคคลสัญชาติเกาหลีใต้เชื่อว่าเป็นขบวนการคอลเซ็นเตอร์หลบหนีจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามายังประเทศไทย จึงได้เปิดปฏิบัติการ เพื่อตรวจค้นจับกุมกลุ่มองค์กรอาชญากรรมดังกล่าว โดยจากการสืบสวนทราบว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวได้เข้ามาหลบซ่อนตัว โดยเช่าบ้านหรู ย่านรามอินทรา เพื่อเปิดเป็นสำนักงานหรือออฟฟิศ ในการใช้หลอกลวงเหยื่อในประเทศเกาหลีใต้
จากการเข้าตรวจค้นออฟฟิศ จำนวน 2 แห่ง พบว่าภายในบ้านถูกดัดแปลงเป็นลักษณะออฟฟิศคอลเซ็นเตอร์ โดยมีการจัดโต๊ะทำงานจำนวน 11 จุด พร้อมอุปกรณ์โทรศัพท์ VoIP, อุปกรณ์กระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ต (Router), เครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเปิดหน้าจอค้างอยู่ ซึ่งมีการแสดงผลเป็นข้อความบทสคริปต์, เอกสารสคริปต์วางอยู่ที่โต๊ะ สำหรับพูดหรือพิมพ์เพื่อใช้ในการหลอกลวงทางออนไลน์, รายชื่อเหยื่อชาวเกาหลีใต้พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ และเอกสารปลอมแอบอ้างเป็นหนังสือทางราชการของอัยการประเทศเกาหลีใต้
ซึ่งจากการซักถามผู้ต้องหาในที่เกิดเหตุทราบว่า บทสคริปต์ดังกล่าวใช้เป็นต้นแบบในการสื่อสารหลอกลวงเหยื่อผ่านช่องทางออนไลน์ และเมื่อตรวจสอบอุปกรณ์โทรศัพท์ ที่ใช้ในการสื่อสารของผู้ต้องหา พบว่าเป็นการโทรผ่านอินเทอร์เน็ต (VoIP) เพื่อใช้ติดต่อสื่อสารกับเหยื่อในประเทศเกาหลีใต้ โดยใช้วิธีการปลอมเป็นอัยการหรือเจ้าหน้าที่รัฐของประเทศเกาหลีใต้ โทรศัพท์ข่มขู่เหยื่อโดยหลอกว่ามีคดี และหลอกให้เหยื่อโอนเงินให้กับกลุ่มคนร้าย




โดยในการเข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและขอทำการตรวจสอบเอกสารประจำตัวและใบอนุญาตทำงาน โดยสอบถามผู้ต้องหาผ่านล่ามแปลภาษา ทราบว่ากลุ่มผู้ต้องหาดังกล่าวมีการลักลอกเข้ามาทำงานในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงได้จับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สน.โคกคราม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
ในส่วนของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์, โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์อื่นๆ ซึ่งเชื่อว่าอาจใช้ในการกระทำความผิดหลอกลวงเหยื่อ จะได้ทำการตรวจพิสูจน์หลักฐานเพื่อส่งผลให้กับประเทศเกาหลีใต้เพื่อดำเนินคดีต่อไป
จากการตรวจค้นสามารถตรวจยึดพยานหลักฐานสำคัญเพื่อตรวจสอบเป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์ VoIP จำนวน 11 เครื่อง, โทรศัพท์ มือถือ จำนวน 33 เครื่อง, บทสคริปต์หลอกลวงและเอกสารอื่นๆ อีกหลายรายการ
จากพฤติการณ์ทั้งหมด เชื่อได้ว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ใช้สถานที่นี้ในการหลอกลวงชาวเกาหลีใต้ให้หลงเชื่อและโอนเงินให้กับกลุ่มคนร้าย โดยมีการจัดเตรียมอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และช่องทางสื่อสารครบถ้วนเพื่อใช้ในการกระทำความผิด และจากตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์และพยานหลักฐานเบื้องต้น ยังไม่พบความเชื่อมโยงกับผู้เสียหายในประเทศไทย
นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานงานกับแผนกกงสุลตำรวจ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย เกี่ยวกับข้อมูลพฤติการณ์ของกลุ่มคนร้ายดังกล่าวและความผิดที่เกิดขึ้น รวมถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนในประเทศเกาหลีใต้ เพื่อดำเนินการประสานความร่วมมือ และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
