หน้าแรก > สังคม

24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 26 มีนาคม 2569

วันที่ 27 มีนาคม. 2569 เวลา 05:33 น.


24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 26 มีนาคม 2569


>> อัยการสั่งเลื่อนฟ้อง "บอสมิน-บอสแซม" คดีฉ้อโกงประชาชน ดิไอคอนกรุ๊ป

09.00 น. ที่ สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าคดีฉ้อโกงประชาชน กรณีบริษัทดิไอคอนกรุ๊ป ที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งให้ฟ้องผู้ต้องหาอย่าง “บอสมิน” และ “บอสแซม” โดยเดิมพนักงานอัยการคดีพิเศษได้นัดส่งฟ้องต่อศาลในวันที่ 26 มีนาคม 2569

ล่าสุด นางเยาวลักษณ์ นนทแก้ว อธิบดีอัยการคดีพิเศษ เปิดเผยว่า ทางพนักงานอัยการได้รับการติดต่อจากผู้ต้องหาทั้งสองราย ขอเลื่อนการส่งฟ้องออกไปก่อนเป็นเวลา 1 เดือน โดยให้เหตุผลว่ายังอยู่ระหว่างการจัดหาหลักประกัน และเตรียมการด้านทนายความเพื่อใช้ในการต่อสู้คดี ทำให้พนักงานอัยการพิจารณาอนุญาตให้เลื่อนนัดส่งฟ้องออกไปเป็นเวลา 30 วัน

อย่างไรก็ตาม หลังครบกำหนดระยะเวลาที่ขอเลื่อน หากผู้ต้องหายังไม่สามารถดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องได้ พนักงานอัยการจะพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


>> เตรียมตัว วันจันทร์ที่ 30 มี.ค. นี้ “เรือคลองแสนแสบ” ขึ้นค่าโดยสาร 2 บาท ตามระยะทาง

10.42 น. นายเชาวลิต เมธยะประภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ครอบครัวขนส่ง (2002) จำกัด เจ้าของ เรือคลองแสนแสบ เปิดเผย ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 30 มี.ค. เป็นต้นไป เรือคลองแสนแสบจะปรับขึ้นค่าโดยสาร ระยะละ 2 บาท คือปรับจาก จาก 11-21 บาท เป็น 13-23บาท ตามระยะทาง เนื่องจากต้นทุนราคาดีเซลได้ปรับสูงเกินกว่าลิตรละ 31 บาท ครบ 7 วันติดต่อกัน ซึ่งตามข้อตกลงร่วมกับกรมเจ้าท่าอนุมัติให้เรือแสนแสบสามารถปรับขึ้นราคาได้ทันที

"ที่ผ่านการปรับขึ้นราคาดีเซลของรัฐบาลจะเป็นลักษณะทยอยปรับทีละ 1 บาท/ลิตร เพื่อให้ผู้ประกอบการและประชาชนได้มีเวลาปรับตัว แต่ครั้งนี้ปรับพรวดเดียวลิตรละ 6 บาท ผมเดินเรือมา40 ปี ก็ไม่เคยเจอภาวะแบบนี้เลย เมื่อต้นทุนพุ่งขึ้นสูงเราจำเป็นต้องปรับราคาค่าโดยสารซึ่งก็เป็นไปตามข้อตกกับกรมเจ้าท่า"

ซึ่งการปรับขึ้นค่าโดยสาร 2 บาทครั้งนี้ สะท้อนต้นทุนดีเซลที่ลิตรละ 33.01-35 บาท ซึ่งยังต่ำกว่าราคาจำหน่ายดีเซลในปัจจุบันที่ราคาอยู่ที่ละลิตรละเกือบ 39 บาท แต่เราจะใช้วิธีการทอยอยปรับขึ้นไม่ใช่ปรับครั้งเดียว ดังนั้น เรือคลองแสนแสบอาจจะมีการปรับขึ้นค่าโดยสารขึ้นอีก เพื่อให้สะท้อนต้นทุนดีเซลที่แท้จริง

โดยขอรอดูราคาอีกครั้งภายใน 7 วัน โดยหากราคาดีเซลขยับขึ้นไปอยู่ที่ 35-37 บาทครบ 7 วัน จะปรับขึ้นค่าโดยสารเพิ่ม อีก 1 บาท , ขยับเป็นลิตรละ 37-39 บาท ครบ 7 วัน จะต้องปรับขึ้นค่าโดยสารเพิ่มอีก 1 บาท และหากขยับเป็นลิตรละ 39-41 บาท ครบ 7 วัน จะปรับขึ้นอีก 1 บาท แต่ทั้งนี้หากราคาน้ำมันดีเซลปรับลดลง เรือคลองแสนแสบก็ยินดีที่จะปรับลดค่าโดยสารลงตามต้นทุนที่แท้จริงเพื่อดูแลผู้โดยสาร"


>> ทลายเส้นทางขนย้าย “สแกมเมอร์จีน” ข้ามชาติ เปิดยุทธการ ตัดเส้นเลือดขบวนการลักลอบขนคน

11.58 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) ร่วมกันจับกุม นายนา (นามสมมุติ) อายุ 30 ปี แจ้งข้อหาความผิดฐาน “รู้ว่าคนต่างด้าวคนใดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ร่วมกันให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม” โดยจับกุมได้ที่ห้องเช่าจังหวัดสระแก้ว

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน บก.ปคม. ได้เปิดปฏิบัติการขยายผลอย่างต่อเนื่องจากการจับกุม นายดอ (นามสมมุติ) พร้อมชาวจีน ลักลอบเข้าเมือง 8 ราย จนพบเบาะแสสำคัญของ “ผู้นำพาตัวจริง” คือนายนา ซึ่งใช้รถกระบะ ทะเบียนสระแก้ว เป็นพาหนะในการลักลอบขนชาวจีนกลุ่มนี้มาจากชายแดนประเทศกัมพูชา เพื่อนำมาพักคอยในพื้นที่ชายแดน ก่อนรับไม้ต่อส่งเข้าชั้นใน

จากการสืบสวนขยายผล พบว่าชาวจีนทั้ง 8 รายที่นายนา นำพาเข้ามานั้น ไม่ใช่แรงงานธรรมดา แต่เป็นกลุ่มสแกมเมอร์ ที่หลบหนีมาจากฐานที่มั่นในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเตรียมเข้ามาตั้งฐาน หรือหลบซ่อนตัวในประเทศไทย ก่อนจะย้ายฐานไปประเทศเพื่อนบ้าน โดยกลุ่มนี้มีพฤติการณ์หลอกลวงชาวต่างชาติผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเครือข่ายนี้ สร้างความเสียหายแก่ผู้เสียหายทั่วโลก

บก.ปคม. จึงได้สืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน และขออนุมัติศาลอาญา ออกหมายจับ นายนา (นามสมมุติ) ตามฐานความผิดข้างต้น จนกระทั่งสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ พร้อมทำการตรวจยึดของกลาง นำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปคม. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย จากการสอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา


>> เปิดปฏิบัติการ “Crack down Drone outlaws” สกัดภัยความมั่นคง ยึดโดรนเถื่อน กว่า 2,500 ลำ

12.00 น. พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. นำกำลังตำรวจไซเบอร์ร่วมกับเจ้าหน้าที่ กสทช. เปิดปฏิบัติการ “Crack down Drone outlaws” เข้าตรวจค้น 2 จุดในพื้นที่กรุงเทพฯ ตามหมายค้นศาลอาญามีนบุรี ก่อนเข้าตรวจโกดังขนาดใหญ่ในซอยประชาพัฒนา เขตลาดกระบัง พบเป็นแหล่งเก็บสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก พร้อมตรวจยึดโดรนลักลอบนำเข้าโดยผิดกฎหมายกว่า 2,500 ลำ มูลค่ารวมกว่า 5 ล้านบาท สะท้อนโครงข่ายนำเข้าสินค้าควบคุมที่แฝงตัวในธุรกิจออนไลน์

การสืบสวนพบว่ากลุ่มผู้ค้าดังกล่าวใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางกระจายสินค้าอย่างแพร่หลาย โดยโดรนที่ไม่ได้รับอนุญาตอาจกระทบต่อความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศ

ขณะที่เจ้าหน้าที่ กสทช. ภาค 1 มีข้อมูลเชื่อมโยงร้านค้าออนไลน์หลายแห่ง ก่อนสนธิกำลังเข้าตรวจยึดของกลางทั้งหมด พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ ระบุว่า จะขยายผลหาผู้เกี่ยวข้องทั้งขบวนการ พร้อมดำเนินคดีตามกฎหมายในความผิดตาม พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม และ พ.ร.บ.ศุลกากร ซึ่งมีโทษทั้งจำคุกและปรับ โดยปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นการตัดวงจรนำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์สื่อสารผิดกฎหมายที่กำลังขยายตัวในโลกออนไลน์อย่างจริงจัง


>> สตช. ย้ำสิ้นสุดมาตรการผ่อนปรน “เตือนก่อนปรับ” 31 มีนาคมนี้ ก่อนดีเดย์จับปรับจริงตามกฎหมายจราจรทั่วประเทศ 1 เม.ย.69

12.20 น. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร./ผอ.ศจร.ตร.) เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการในการประชุมบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 โดยในด้านการจราจร ให้มุ่งเน้นการลดอุบัติเหตุบนท้องถนน บังคับใช้กฎหมาย และเสริมสร้างวินัยจราจรให้กับประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งปัจจุบัน ศจร.ตร.ได้ขับเคลื่อนการดำเนินการดังกล่าว แบ่งเป็น 3 ระยะ โดยปัจจุบันอยู่ในระยะที่ 1 “เตือนก่อนปรับ” ที่กำลังใช้ปฏิบัติจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 นี้ ช่วงนี้ถือเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของมาตรการดังกล่าว หลังจากนั้นจะเข้าสู่ระยะที่ 2 มีการบังคับใช้กฎหมายจราจรเข้มงวดขึ้น

มาตรการ “เตือนก่อนปรับ” มุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์และตักเตือนเพื่อสร้างการรับรู้เรื่องกฎหมายและวินัยจราจร โดยพบว่าตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา มีการว่ากล่าวตักเตือนผ่านระบบ PTM จำนวน 196,028 ครั้ง ซึ่งหลังพ้นระยะตักเตือนในวันที่ 31 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ตำรวจจราจรจะเริ่มบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดใน 10 ข้อหาหลัก ที่เป็นสาเหตุที่มาของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน

พล.ต.อ.สำราญฯ กล่าวว่า ขอเน้นย้ำให้ประชาชนตรวจสอบ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ช่วงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้ เพื่อสร้างสังคมการขับขี่ที่ปลอดภัยร่วมกัน


>> สาวเครียดหนัก ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าห้อง ตัดสินใจวิ่งราวทองห้างดัง จ.นครนายก พลเมืองดี - รปภ. ช่วยกันไล่ตะครุบทันควัน

13.30 น. พล.ต.ต.ประเสริฐ วิจิตรทัศนา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครนายก พร้อมด้วย พ.ต.อ.สง่า ทางธรรม ผกก.สภ.เมืองนครนายก ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบ เหตุคนร้ายวิ่งราวสร้อยคอทองคำ ภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก แต่คนร้ายหนีไม่รอดถูกพลเมืองดีและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) ผนึกกำลังรวบตัวไว้ได้ทันควัน

จากการตรวจสอบทราบชื่อผู้ก่อเหตุคือ หญิงไทย อายุ 26 ปี โดยพฤติการณ์ก่อนเกิดเหตุ ผู้ก่อเหตุ ได้ทำทีเดินเข้ามาเลือกซื้อทองภายในร้านทองจำหน่ายทองรูปพรรณแห่งหนึ่ง โดยได้ขอลองสวมใส่สร้อยคอทองคำน้ำหนัก 2 สลึง มูลค่า 36,500 บาท และยืนเลือกอยู่พักใหญ่เพื่อให้พนักงานตายใจ ก่อนจะอาศัยจังหวะเผลอวิ่งหลบหนีออกจากร้านไปอย่างรวดเร็ว

จังหวะนั้น พลเมืองดีที่เห็นเหตุการณ์ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) ของห้างฯ ได้ช่วยกันสกัดและควบคุมตัวผู้ก่อเหตุเอาไว้ได้พร้อมของกลาง ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าควบคุมตัวไปสอบสวน

ทั้งนี้ ผู้ก่อเหตุ ให้การรับสารภาพทั้งน้ำตาว่า ปัจจุบันทำงานเป็นลูกจ้างอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง แต่ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนักจนค้างค่าเช่าหอพักในพื้นที่อำเภอองครักษ์ จนเกิดความเครียดสะสมและไม่มีทางออก จึงตัดสินใจเดินทางมาก่อเหตุหวังนำทองไปขายเพื่อนำเงินมาจ่ายค่าที่พักที่ค้างไว้

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครนายก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหาวิ่งราวทรัพย์ต่อไป


>> ผอ.กองทุนน้ำมันฯ แจงเหตุขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร กลางดึก

13.45 น. นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เปิดเผยว่า ด้วยสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางยังไม่มีท่าทีจะสงบแม้จะมีการเจรจากันแล้วก็ตาม นั้นส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้กระทบต่อราคาน้ำมันขายปลีกทั่วโลกเช่นกันรวมถึงในประเทศไทยด้วย

ทั้งนี้จากสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงขาดสภาพคล่องติดลบมากขึ้น 3.5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากต้องใช้เงินอุดหนุนราคาน้ำมันและมีเงินไหลออกวันละ 2,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามสำหรับราคาน้ำมันในประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนเมื่อวานที่ผ่านมา (25 มี.ค.) ประเทศมาเลเซียก็มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันเช่นเดียวกันโดยปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลถึงลิตรละ 7 บาท นั้นแสดงให้เห็นว่าราคาน้ำมันในประเทศไทยไม่ได้สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านเลยกลับกันถือว่าต่ำกว่าด้วย

“เหตุผลข้างต้นให้คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ กบน. พิจาณาหลายมิติเห็นว่าต้องปรับลดการชดเชยในกลุ่มน้ำมันดีเซลและเบนซิลส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดปรับสูงขึ้น 6 บาทต่อลิตร ขอให้ประชาชนมั่นว่ากองทุน รักษาเสถียรภาพระดับราคาขายปลีกในประเทศให้เหมาะสม ขอให้ประชาชนช่วยกันประหยัด คาดว่าการลดการจัดเก็บในครั้งนี้จะทำให้กองทุนยืนสู้กับราคาน้ำมันในตลาดโลกที่สูงขึ้นได้ต่อ”

ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กล่าวและว่า การปรับลดในครั้งนี้จะทำให้กองทุนช่วยเหลือน้ำมันเฉพาะกลุ่มอยู่ เช่น ดีเซล ซึ่งเป็นน้ำมันเศรษฐกิจ ก็ยังช่วยเหลืออยู่ กลุ่มแก๊ซโซ E10 E20


>> ผบ.ตร. แถลงผลการปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดรอบ 6 เดือน จับกุม แสนกว่าคดี ยึดยาบ้าเกือบ 7 ร้อยล้านเม็ด

14.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการแถลงผลการปฏิบัติปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ห้วงวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 25 มีนาคม 2569) ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) โดยบูรณาการทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง เพื่อ “ตัดต้นทาง–ตัดเส้นทาง–ตัดปลายทาง” พร้อมยึดทรัพย์เครือข่ายผู้กระทำผิดอย่างเป็นรูปธรรม 
สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินการบูรณาการกำลังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มข้น ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 25 มีนาคม 2569 เพื่อขับเคลื่อนมาตรการปราบปรามยาเสพติดในทุกมิติ ส่งผลให้สามารถจับกุมคดีเกี่ยวกับยาเสพติดได้จำนวน 145,541 คดี พร้อมทั้งตรวจยึดของกลางจำนวนมาก ได้แก่ ยาบ้า 693,452,982 เม็ด, ไอซ์ 22,802.39 กิโลกรัม, เฮโรอีน 596.92 กิโลกรัม, คีตามีน 3,819.07 กิโลกรัม, ยาอี 268,105 เม็ด, และอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดรวมมูลค่ากว่า 5,851 ล้านบาท

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ผบ.ตร. กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญสูงสุดกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังและเป็นระบบ โดยมอบหมายให้ บช.ปส. และหน่วยร่วมปฏิบัติเร่งรัดสืบสวนขยายผลเครือข่ายรายใหญ่ โดยเฉพาะขบวนการลำเลียงจากแนวชายแดนสู่พื้นที่ตอนใน และเครือข่ายส่งออกไปต่างประเทศ พร้อมประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน รวมถึงการสนับสนุนการปฏิบัติของหน่วยงานในสังกัด และหน่วยงานในกลไก ศอ.ปส.ตร. อย่างใกล้ชิด และย้ำว่าการแถลงผลครั้งนี้สะท้อนการเดินหน้า “กดดันทุกมิติ” ทั้งสืบสวน ขยายผล ปราบปราม ยึดทรัพย์ และสกัดกั้นการลักลอบลำเลียง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดและลดผลกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยรักษามาตรฐานการทำงานอย่างมืออาชีพ โปร่งใส และยึดกฎหมายเป็นหลัก


>> บีบเส้นตาย 7 วันสอบโบนัสวัดดังปทุมฯ “รองฯ เต่า” ชี้เข้าข่ายใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ ส่อคดี 134 ล้านโยงหลายฝ่าย

14.30 น. ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เปิดเผยความคืบหน้าคดีวัดดังใน จ.ปทุมธานี หลังพระผู้เป็นเจ้าอาวาสเข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อขอรับทราบข้อเท็จจริงในสำนวนที่เกี่ยวข้องกับการนำเงินวัดไปจ่ายโบนัสให้ลูกศิษย์ในช่วงปี 2555–2559 ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ โดยสำนวนดังกล่าวผ่านการพิจารณาของ ป.ป.ช. ก่อนส่งกลับมาให้ บก.ปปป. ดำเนินการต่อ พร้อมลดกรอบเวลาชี้แจงจากเดิม 2 เดือน เหลือเพียง 7 วัน เพื่อเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ท่ามกลางแรงกดดันจากสังคมต่อความโปร่งใสของเงินวัด

แกนของคดีอยู่ที่เงินบริจาคซึ่งถือเป็นทรัพย์ของวัด ไม่สามารถอ้างเป็นเงินส่วนตัวได้ ขณะที่การจ่ายโบนัสหลักแสนบาทต่อคน ถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและความชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งยังมีข้อสังเกตถึงการรั่วไหลของข้อมูลสำนวน หลังพระดังเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่สำนวนถูกส่งกลับมาเพียงวันเดียว ด้านมูลนิธิทนายกองทัพธรรมเตรียมยื่นกล่าวโทษเพิ่มเติมต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องรวมกว่า 30 ราย ในวงเงินกว่า 134 ล้านบาท สะท้อนภาพคดีที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบุคคลเดียว แต่ขยายเป็นเครือข่ายที่ต้องพิสูจน์ความจริงในกระบวนการยุติธรรมต่อไป


>> รถจักรยานยนต์ชนกับรถกระบะ กลางถนนติวานนท์ ก่อนเสียหลักล้ม ถูกรถยนต์ไฟฟ้าที่ขับตีคู่กันมาเหยียบซ้ำเสียชีวิต

15.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนนทบุรี รับแจ้งอุบัติเหตุ รถจักรยานยนต์ชนกับรถกระบะ แล้วเสียหลักล้มถูกรถยนต์ไฟฟ้าที่ขับตีคู่กันมาเหยียบซ้ำ มีผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 ราย ถนนติวานนท์ ขาออก ก่อนถึงสะพานแยกติวานนท์ ประมาณ 50 เมตร ในพื้นที่ ต.ตลาดขวัญ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี

ที่เกิดเหตุ พบร่างของผู้เสียชีวิต เป็นชายไทย อายุ 23 ปี ชาว จ.นนทบุรี สภาพศพนอนหงายจมกองเลือด มีบาดแผลฉกรรจ์บริเวณศีรษะด้านขวา พบหมวกกันน็อคแบบเต็มใบสีขาว และกระเป๋าเป้ลายพรางตกหล่นอยู่ในที่เกิดเหตุ ถัดมาพบรถจยย. ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ 125 ไอ สีแดง พลิกคว่ำ ใกล้กันพบรถกระบะ ยี่ห้อนิสสัน รุ่นฟอนเทียร์ สีเทา สภาพไฟท้ายด้านขวาแตก และรถยนต์ไฟฟ้า ยี่ห้อเชอรี่ รุ่น วี23 (ป้ายแดง) ด้านคนขับรอให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ในที่เกิดเหตุ

คนขับรถกระบะ กล่าวว่า ตนขับรถอยู่เลนกลาง ได้ยินเสียงรถล้มที่ด้านท้าย หันไปเห็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ขับอยู่ด้านข้างก็หยุดรถเช่นกัน ตนลงไปดูพบรถจยย.แต่ไม่พบคนขับ พอเดินไปด้านข้างถึงเห็นว่าคนขับขี่รถจยย.นอนกองอยู่กับพื้น ตอนที่ชนตนไม่ได้ยินเสียงแต่เห็นจากกระจกข้างว่ามีรถจยย.ล้ม ไม่รู้เขาขับมายังไง ตนขับรถมา 30 ปี ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ ตอนที่ลงจากรถมาไม่กล้าเข้าไปดูเห็นคนขับขี่รถจยย.นอนจมกองเลือด รู้สึกตกใจ จึงรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาที่เกิดเหตุ

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุและกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียงเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป


>> หนุ่มวัย 18 ปีขี่รถจักรยานยนต์เสียหลักชนเข้าท้ายรถกระบะ เสียชีวิตริมถนนเพชรเกษม จ.เพชรบุรี

15.00 น. ศูนย์วิทยุ 191 เพชรบุรี ได้รับแจ้งว่า มีอุบัติเหตุ รถจักรยานยนต์ชนกับรถกระบะ และมีผู้บาดเจ็บสาหัส ริมถนนเพชรเกษม ขาล่องใต้ ใกล้เคียงทางเข้าวัดเสาวคนธ์ ในพื้นที่ ต.หัวสะพาน อ.เมือง จ.เพชรบุรี

ที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ ยามาฮ่า นูโว สีดำ-แดง ป้ายทะเบียน เพชรบุรี สภาพหน้ารถพังเสียหาย ใกล้กันพบรถกระบะ โตโยต้า สีขาว ป้ายทะเบียน เพชรบุรี จอดอยู่ข้างทางสภาพท้ายรถฝั่งขวามีร่องรอยการชนได้รับความเสียหาย ตรวจสอบพบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 รายมีอาการสาหัสทางพลเมืองดี กำลังช่วยกันปั๊มหัวใจ เมื่อทางรถกู้ชีพมาถึงและตรวจสอบ พร้อมยืนยันว่าผู้บาดเจ็บได้เสียชีวิตแล้ว ตรวจสอบเอกสาร เป็นชายไทย อายุ 18 ปี

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองเพชรบุรี พร้อมด้วยแพทย์เวรร่วมตรวจสอบ ก่อนมอบให้อาสาสมัครนำร่างส่งชันสูตรที่โรงพยาบาล


>>ไฟไหม้บ้านเรือนประชาชน ซอยประชาอุทิศ 127 เจ้าหน้าที่ดับเพลิงใช้น้ำภายในอาคารทำการดับ

16.32 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้ สถานที่เกิดเหตุ เลข ซอยประชาอุทิศ 127 ถนนประชาอุทิศ แขวงทุ่งครุ เขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร

ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นบ้านเดี่ยวคอนกรีต 2 ชั้น ใช้เป็นที่พักอาศัย ต้นเพลิงเกิดขึ้นที่ชั้นบน เพลิงลุกไหม้ตู้ควบคุมระบบไฟฟ้า ตู้เย็น และลุกลามฝ้าเพดาน พื้นที่เพลิงไหม้เสียหายโดยประมาณ 5 ตารางเมตร เจ้าหน้าที่ดับเพลิงใช้น้ำภายในอาคารทำการดับเพลิงสงบ

ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้เกิดจาก ไฟฟ้าลัดวงจรที่ตู้ควบคุมระบบไฟฟ้า ที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยทุ่งครุ


>> ไฟไหม้รถยนต์ ซอยพหลโยธิน 30 เพลิงลุกไหม้เสียหายหมดทั้งคัน

16.52 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้รถยนต์ สถานที่เกิดเหตุ ซอยพหลโยธิน 30 ถนนพหลโยธิน แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ชนิดเก๋ง สีขาว หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร รถใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นเชื้อเพลิง เพลิงลุกไหม้เสียหายหมดทั้งคัน รถดับเพลิงใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ

ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้เกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรที่แบตเตอรี่ ที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยลาดพร้าว


>> รถจักรยานยนต์เสียหลักชนต้นไม้ข้างทาง มีผู้เสียชีวิตเป็นหญิงวัย 45 ปี จ.น่าน

17.45 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เวียงสา รับแจ้งว่า มีอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนต้นไม้ และมีผู้เสียชีวิต ริมถนนบ้านหลับมืนพรวน ก่อนถึงทางเข้าวัดป่านากอก ในพื้นที่ ม.5 ต.จอมจันทร์ อ.เวียงสา จ.น่าน

ที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า สกูปปี้ สีดำป้ายทะเบียน 6510 น่าน ล้มอยู่ข้างต้นไม้ สภาพรถพังเสียหาย ใกล้กันพบร่างของผู้ขับขี่ เป็นหญิงไทย อายุ 45 ปี นอนเสียชีวิตคล่อมรถ

เบื้องต้นคาดว่าผู้ขับขี่เกิดอาการวูบ เนื่องจากพักผ่อนน้อย ระหว่างเดินทางไปส่งอาหาร ทำให้รถเสียหลักชนต้นไม้ ทางพนักงานสอบสวนได้ตรวจสถานที่เกิดเหตุ ทำแผนที่ และมองให้อาสาสมัครนำร่างส่งให้แพทย์เวร รพ.เวียงสา เพื่อชันสูตรพลิกศพ พร้อมดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


>> ไฟไหม้บ้านเรือนประชาชน ซอยรามคำแหง 39 เพลิงลุกลามเสียหายวอด 3 หลัง

19.14 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้ สถานที่เกิดเหตุ ชุมชนเทพลีลา ซอยรามคำแหง 39 แยก 1 ถนนรามคำแหง แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร

ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว ปลูกติดกันหลายหลัง ใช้เป็นที่พักอาศัย ต้นเพลิงเกิดขึ้นภายในบ้าน เพลิงลุกไหม้บ้านเลขที่ 23 บ้านเลขที่ 25 และบ้านเลขที่ 27 เสียหายทั้งหมด พื้นที่เพลิงไหม้เสียหายโดยประมาณ 80 ตารางวา รถดับเพลิงใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ

ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้ไม่สามารถตรวจสอบได้เนื่องจากเพลิงลุกไหม้เสียหายทั้งหมด ที่เกิดเหตุมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 2 ราย รายที่ 1 เป็นเพศหญิง อายุ 65 ปี มีอาการเป็นลม หมดสติ อาสาสมัครนำส่งโรงพยาบาลเพชรเวช

รายที่ 2 เป็นเพศชาย อายุ 12 ปี มีอาการสำลักควัน อาสาสมัครทำการปฐมพยาบาลในที่เกิดเหตุ ไม่ประสงค์ไปโรงพยาบาล พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยหัวหมาก


>> แผ่นดินไหว ที่ประเทศเมียนมา

21.46 น. กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเหตุ แผ่นดินไหว ขนาด 3.7 ความลึก 76 กม. ภายในพื้นที่ของประเทศเมียนมา ศูนย์กลางห่างออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 467 กม. ยังไม่มีรายงานผลกระทบต่อประเทศไทย


>>รถเทรลเลอร์ชนเข้าท้ายรถบรรทุก กลางถนนเพชรเกษม ขาล่องใต้ มีผู้เสียชีวิตติดค้างอยู่ภายในยานพหานะ จ.ประจวบคีรีขันธ์  

00.43 น. ศูนย์รับแจ้งจากศูนย์สั่งการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้รับแจ้งว่า มีอุบัติเหตุ รถเทรลเลอร์ชนกับรถพ่วง และมีผู้บาดเจ็บติดค้างในยานพาหนะ ถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4) ขาล่องใต้ ช่วงก่อนถึงทางกลับรถอุดมนันท์ 500 เมตร ในพื้นที่ อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์

ที่เกิดเหตุ พบรถเทรลเลอร์ อีซูซุ สีขาว ป้ายทะเบียน กระบี่ สภาพหน้ารถพังเสียหาย ตรวจสอบพบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ ทั้งหมด 5 ราย เป็นเด็ก 2 ราย ผู้ใหญ่ 2 ราย ทั้ง 4 ราย รู้สึกตัวดี ทางอาสาสมัครช่วยเหลือและนำส่ง รพ.ใกล้เคียง ส่วนอีก 1 ราย นั้นติดค้างอยู่ภายในยานพาหนะ ทางเจ้าหน้าที่ดำเนินการใช้เครื่องมืองัดรถและนำร่างออกมา ตรวจสอบพบว่าได้เสียชีวิตแล้ว เป็นผู้หญิง อายุ 37 ปี ส่วนรถบรรทุกคู่กรณี สภาพท้ายรถพังเสียหาย ในส่วนของสาเหตุอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ทับสะแก

 

ข่าวยอดนิยม