วันที่ 25 มีนาคม. 2569 เวลา 12:02 น.
วันที่ 25 มีนาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยผ่านรายการ “กรรมกรข่าวคุยนอกจอ” ถึงโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ คนละครึ่งพลัส ว่า เมื่อรัฐบาลได้ให้คำมั่นกับประชาชนแล้วก็ต้องดำเนินการให้เกิดขึ้นจริง โดยจะบูรณาการการทำงาน พร้อมนำเทคโนโลยี AI ไปช่วยถ่ายทอดความรู้ให้กับประชาชน ยืนยันว่าโครงการดังกล่าวมีแน่นอน
ในส่วนของแหล่งเงินทุน กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการจัดหา โดยครั้งที่แล้วเราใช้นโยบายเร่งเบิกจ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้พ้นจากหล่ม แต่วันนี้ก็ยังมีหน่วยราชการบางหน่วย ที่ไม่ได้ทำสัญญา ตนจึงเตรียมยึดคืน เนื่องจากถ้าคุณไม่ทำสัญญา คุณใช้เงินไม่ทันอยู่แล้ว เพราะปีงบประมาณจะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2569 นี้ จะเอาเงินส่วนนี้มาช่วยดูแลประชาชน
พร้อมระบุอีกว่า “เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะ ในปี 2565 เคยทำในช่วงสถานการณ์สงครามรัสเซีย–ยูเครน ซึ่งมีการออกกฎหมายเพื่อดึงงบประมาณจากหน่วยงานที่เบิกจ่ายล่าช้ามาบริหารจัดการช่วยเหลือประชาชน เพราะฉะนั้นในวันนี้เรามีวิกฤตเช่นกัน ซึ่งอาจจะหนักกว่าสมัยสงครามรัสเซีย – ยูเครนด้วยซ้ำ จึงอาศัยหลักการเดียวกัน เอาเงินตรงนี้มาดูแลและบริหารในช่วงวิกฤต เพราะถ้าใช้ไม่ทันเมื่อถึงสิ้นปีงบประมาณก็ต้องคืนอยู่ดี” "อีกอย่างแบบนี้ไม่ต้องกู้เงินใหม่ เราใช้เงินเดิมที่ใช้ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งขณะนี้กำลังรวบรวมตัวเลขอยู่ ยืนยันพอที่จะทำคนละครึ่งพลัส แน่นอน"
สำหรับการบูรณาการความช่วยเหลือประชาชน แบ่งรายละเอียดการเยียวยาเจาะลึกใน 6 กลุ่มเป้าหมาย ดังนี้
1. กลุ่มเปราะบาง หรือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป้าหมายกลุ่มนี้คือผู้มีรายได้น้อยซึ่งภาครัฐมีฐานข้อมูลอยู่แล้วจำนวน 13.4 ล้านคน โดยกระทรวงการคลังกำลังพิจารณาข้อจำกัดทางงบประมาณเพื่อกำหนดตัวเลขเงินช่วยเหลือต่อเดือน รูปแบบจะเป็นการเติมเงินเข้าไปในช่องกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์เล็กๆ ที่มีอยู่ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพ โดยอาจพิจารณานำหมวดความช่วยเหลือด้านน้ำมันไปรวมกับหมวดค่าไฟฟ้า ซึ่งจะพิจาณาแหล่งเงินที่ใช้นำมามาจากงบกลาง
2. กลุ่มภาคการขนส่ง กระทรวงคมนาคมจะเป็นแม่งานหลักในการจัดการฐานข้อมูลและแพ็กเกจช่วยเหลือ โดยอิงข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบก ซึ่งครอบคลุมรถบรรทุกประมาณ 360,000 ราย รถโดยสารประจำทางสาธารณะเกือบ 30,000 ราย และยังขยายผลครอบคลุมไปถึงรถแท็กซี่ รถตู้ และวินมอเตอร์ไซค์
ด้วย มาตรการนี้จะไม่มีการให้สิทธิ์ซื้อน้ำมันราคาพิเศษ แต่จะเป็นการให้เงินช่วยเหลือในลักษณะของคูปองดิจิทัล (Fleet Card) หรือโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ความน่าสนใจคือ รัฐสามารถเลือกจ่ายตรงไปที่ผู้ประกอบการ หรือโอนตรงเข้ากระเป๋าของ ‘คนขับรถ’ เพื่อดูแลกลุ่มผู้ที่ขับรถรับจ้างอิสระหรือขับรถของตัวเองที่ไม่ได้สังกัดส่วนกลางให้ได้รับการเยียวยาอย่างทั่วถึง เพราะจะมีผลกระทบต่อค่าขนส่ง และราคาสินค้าต่างๆ
3. กลุ่มเกษตรกร ปัญหาหลักของกลุ่มนี้คือราคาปุ๋ยที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลกระทบทางอ้อมจากต้นทุนราคาน้ำมันและก๊าซ LNG ที่ปรับตัวสูงขึ้นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ กระทรวงพาณิชย์จึงเข้ามาเป็นแกนหลักในการจัดหา ปุ๋ยราคาถูกและปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อลดต้นทุนการเพาะปลูก โดยจะทำงานบูรณาการร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นอกจากนี้ เกษตรกรจำนวนมากที่มีชื่อในฐานข้อมูลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับความช่วยเหลือซ้อนแบบ 2 ต่อจากทั้งมาตรการกลุ่มเปราะบางและกลุ่มเกษตรกร
4. กลุ่มประมง กลุ่มนี้ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันอย่างหนัก กระทรวงคมนาคมและคุณพิพัฒน์ได้หารือกับกลุ่มประมง เพื่อผลักดันให้เรือประมงเปลี่ยนมาใช้ น้ำมัน B20 หรือ ดีเซลผสมน้ำมันปาล์ม 20% แทนการใช้น้ำมันเขียว โดยกำหนดเป้าหมายให้ราคาถูกกว่าน้ำมันดีเซลบนบกประมาณ 5 บาทต่อลิตร กลยุทธ์ Targeted Subsidy ในจุดนี้ จะช่วยให้เม็ดเงินอุดหนุนตกอยู่กับเกษตรกรชาวสวนปาล์มในประเทศ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ดีกว่าการนำงบประมาณไปอุดหนุนราคาน้ำมันนำเข้าจากต่างประเทศ 100%
อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันปัญหา ‘งูกินหาง’ ที่ความต้องการ B20 อาจไปดึงให้ราคาน้ำมันปาล์มบริโภคปรับตัวสูงขึ้น รัฐบาลได้เตรียมแผนรับมือโดยอาจใช้มาตรการ หยุดการส่งออกน้ำมันปาล์มชั่วคราว ในลักษณะเดียวกับประเทศอินโดนีเซีย เพื่อรักษาสมดุลอุปทานในประเทศ ควบคู่ไปกับการให้กระทรวงพาณิชย์เข้ามาควบคุมราคาไม่ให้เกิดการเอาเปรียบประชาชน
5. กลุ่มผู้รับเหมาโครงการภาครัฐ จากปัญหาต้นทุนการก่อสร้างที่พุ่งสูงขึ้นจนเริ่มเห็นสัญญาณการชะลอการทำสัญญาของภาคเอกชน สำนักงบประมาณซึ่งเป็นหน่วยงานหลักดูแลคู่สัญญาภาครัฐ จะเข้ามาช่วยเหลือโดยการ ปรับเพิ่มค่า K (ดัชนีราคาที่ใช้คำนวณค่างานก่อสร้าง) เพื่อชดเชยส่วนต่างต้นทุนที่สูงกว่าวงเงินที่เคยกันไว้ในอดีต
6. ภาคอุตสาหกรรมและบริการ สำหรับกลุ่มธุรกิจ โรงงานอุตสาหกรรม และภาคบริการอื่นๆ รัฐบาลจะไม่มีการจัดหาน้ำมันราคาพิเศษให้ แต่กระทรวงการคลังจะเข้ามาดูแลเรื่องการเสริมสภาพคล่อง โดยการจัดเตรียม Soft Loan หรือ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือเงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรน เพื่อช่วยประคองให้ภาคธุรกิจสามารถฟันฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ไปได้