วันที่ 20 มีนาคม. 2569 เวลา 05:10 น.
ลุยค้น 7 จุด ทลายเครือข่าย “แลกหยวนเถื่อน” ออนไลน์ เงินหมุนเวียนสะพัดกว่า 30 ล้านบาท
(19 มี.ค.69) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เปิดปฏิบัติการปูพรมตรวจค้น 7 จุด ย่านกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทลายเครือข่ายรับแลกเงินหยวนออนไลน์ผิดกฎหมาย รวบผู้ต้องหา 7 ราย พบเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 30 ล้านบาท
ปฏิบัติการกวาดล้าง 7 จุด 3 จังหวัด
ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมนำหมายค้นเข้าตรวจสอบบ้านพักและสถานประกอบการรวม 7 จุด แบ่งเป็นพื้นที่ กรุงเทพมหานคร 5 จุด, จ.นนทบุรี 1 จุด และ จ.ฉะเชิงเทรา 1 จุด สามารถคุมตัวผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 7 ราย (อายุระหว่าง 24-37 ปี) พร้อมตรวจยึดของกลางสำคัญ ได้แก่
- โทรศัพท์มือถือ 11 เครื่อง
- แท็บเล็ต/ไอแพด 2 เครื่อง
- สมุดบัญชีธนาคาร 7 เล่ม
พฤติการณ์ สืบเนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน เทคโนโลยีทางการเงินไร้พรมแดนมีการพัฒนาเพื่อยกระดับบริการทางการเงินให้รวดเร็วและเข้าถึงได้ง่าย การโอนเงินระหว่างประเทศสามารถทำธุรกรรมได้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น ในขณะเดียวกันยังอาจถูกมิจฉาชีพนำไปใช้เป็นช่องทางในการยักย้ายถ่ายโอนเงินที่ได้จากการกระทำความผิด กก.5 บก.ปอศ. ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบปราบปรามความผิดเกี่ยวกับการเงินการธนาคาร ได้ตรวจสอบพบว่ามีการประกาศโฆษณาเปิดรับแลกเงินหยวนและเงินตราต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งการประกอบธุรกิจดังกล่าวเป็นธุรกิจที่ต้องได้รับอนุญาตและอยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย
จากการสืบสวนสอบสวน ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ปอศ. พบผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินหยวน จำนวน 7 ราย ที่มีการโฆษณาชักชวนให้บริการผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งในเว็บไซต์, Facebook กลุ่มรับแลกเงิน, Facebook ส่วนตัว และเพจ Facebook โดยส่วนใหญ่จะมีการเปิดให้บริการ 2 ประเภท ได้แก่ บริการเติมเงินหยวนผ่านช่องทาง เช่น Alipay, Wechat และบริการรับซื้อหรือรับแลกเปลี่ยนเงินสกุลหยวนกับเงินบาทไทย โดยรับแลกในอัตราแลกเปลี่ยนที่ถูกกว่าสถาบันการเงินทั่วไป แต่จะคิดกำไรจากค่าบริการและส่วนต่างของอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนปกติ ประมาณ 0.10-0.25 บาท ต่อ 1 หยวน ซึ่งเมื่อตกลงอัตราแลกเปลี่ยนกับลูกค้าได้ จะให้ลูกค้าโอนเงินบาทไทยเข้าบัญชีธนาคารของตน จากนั้นจะเติมเงินหยวนกลับเข้าบัญชี Alipay ที่ลูกค้าแจ้ง ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าผู้ให้บริการทั้ง 7 ราย ดังกล่าว ไม่เคยได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจรับแลกเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทยแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ปอศ. จึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน ยื่นคำร้องขอหมายค้นต่อศาล เพื่อเข้าตรวจค้นตรวจยึดพยานเอกสารและพยานวัตถุ สำหรับใช้ในการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ปอศ. ได้ระดมกำลังนำหมายค้นเข้าตรวจค้นบ้านพักและสถานที่ประกอบการของผู้เกี่ยวข้องกับร้านรับแลกเงินหยวนออนไลน์ รวม 7 จุด ในพื้นที่กรุงเทพมหานครจำนวน 5 จุด , จ.นนทบุรี จำนวน 1 จุด และ จ.ฉะเชิงเทรา จำนวน 1 จุด พร้อมทั้งตรวจยึด พยานหลักฐานและพยานวัตถุ ที่เกี่ยวข้องหลายรายการ และจากการตรวจสอบพบว่าผู้ต้องหา มีเงินหมุนเวียนในบัญชีรวมกันกว่า 30 ล้านบาท จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีกับผู้ต้องหา จำนวน 7 รายส่งพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปอศ. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยผู้ต้องหาทั้งหมดให้การสอดคล้องกันว่า ตนได้เปิดให้บริการแลกเงินหยวนผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ โดยรู้จักกับชาวจีนจึงได้เปิดบัญชี Alipay เพื่อใช้สำหรับโอนเงินหยวนให้กับลูกค้าที่ติดต่อเข้ามาขอแลกเงิน ซึ่งจะมีการบวกค่าเงินสูงจากอัตราแลกเปลี่ยนปกติเพื่อเป็นกำไร โดยจะได้กำไรมากน้อยขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงนั้นๆ ซึ่งผู้ต้องหาทั้งหมดให้การยอมรับว่าการดำเนินธุรกิจรับแลกเงินดังกล่าว ไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจริง