วันที่ 19 มีนาคม. 2569 เวลา 20:40 น.
พ.ต.ต. สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. เปิดเผยความคืบหน้าภายหลังการหารือร่วมกับ นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการ ป.ป.ท. ในการทำข้อตกลงร่วมกันระหว่าง สำนักงาน ป.ป.ส. กระทรวงยุติธรรม , สำนักงาน ป.ป.ง. และ สำนักงาน ป.ป.ท.เพื่อบูรณาการความร่วมมือเร่งแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง แสวงหาผลประโยชน์ หรืออำนวยความสะดวกให้ขบวนการค้ายาเสพติด
เลขาธิการ ป.ป.ส. ระบุว่า “ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นวาระเร่งด่วน ซึ่ง พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้สั่งการกำชับให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาดและเข้มงวดสูงสุด โดย สำนักงาน ป.ป.ส. กระทรวงยุติธรรม ได้ยกระดับการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ทั้งในฐานะผู้เสพ ผู้ร่วมขบวนการ และผู้ค้ายาเสพติด ภายใต้ ยุทธการตัดเนื้อร้าย ขุดรากถอนโคน เจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำความผิดทุกระดับ ซึ่งได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการละเว้น"
พร้อมกันนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงมาตรการขั้นเด็ดขาดที่จะนำมาบังคับใช้เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ โดยระบุว่า หากพบผู้ใต้บังคับบัญชากระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้บังคับบัญชาชั้นต้นจะต้องร่วมรับผิดชอบด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยอาศัยอำนาจตามระเบียบและข้อกฎหมายที่สำคัญ ดังนี้
1. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการป้องกันเจ้าหน้าที่ของรัฐมิให้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด พ.ศ. 2542 (ข้อ 17) กำหนดว่า หากผู้บังคับบัญชาละเลยไม่ดำเนินการทางวินัยในกรณีที่พบว่ามีมูลกรณีอันควรกล่าวหา ให้ถือว่าผู้บังคับบัญชาผู้นั้นกระทำผิดวินัย
2. คำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 1212/2537 (กรณีข้าราชการตำรวจ) ซึ่งเป็นมาตรการควบคุมและเสริมสร้างความประพฤติและวินัย หากพบว่าผู้ใต้บังคับบัญชากระทำผิดร้ายแรง ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นจะต้องถูกตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงฐานปล่อยปละละเลย
3. ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 (มาตรา 178, มาตรา 179, มาตรา 180) สำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเสียเอง จะต้องรับบทลงโทษทางอาญาที่รุนแรงกว่าบุคคลทั่วไปถึง 3 เท่า รวมถึงมาตรการยึดทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดทั้งหมด นอกจากนี้ เลขาธิการ ป.ป.ส. ยังระบุเพิ่มเติมว่า ข้อมูลจากการแจ้งเบาะแสของประชาชนผ่านสายด่วน ป.ป.ส. 1386 ยังพบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐพัวพันกับยาเสพติดอยู่อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบเชิงลึกร่วมกับ ป.ป.ท. และบางส่วนเตรียมเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดี