วันที่ 13 มีนาคม. 2569 เวลา 15:01 น.
ปารีส, 13 มี.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพฤหัสบดี (12 มี.ค.) องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เปิดเผยว่าตลาดน้ำมันโลกกำลังเผชิญการหยุดชะงักด้านอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบรุนแรงต่อการจัดส่งพลังงานในภูมิภาค
รายงานตลาดน้ำมันล่าสุดขององค์การฯ ระบุว่าการไหลเวียนของน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งหลักที่สำคัญที่สุดของโลก ลดลงจากราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวันก่อนเกิดสงคราม เหลือเพียงส่วนน้อยในปัจจุบัน ส่งผลให้ประเทศผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียต้องลดกำลังการผลิตลงอย่างน้อย 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ด้วยเหตุนี้ อุปทานน้ำมันทั่วโลกคาดว่าจะลดลงราว 8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมีนาคม โดยการลดลงในตะวันออกกลางถูกชดเชยบางส่วนจากการเพิ่มการผลิตของประเทศนอกกลุ่มโอเปกพลัส (OPEC+) เช่น คาซัคสถานและรัสเซีย หลังจากเผชิญการหยุดชะงักก่อนหน้านี้ในปี 2026
ทั้งนี้ รายงานยังระบุว่าการโจมตีและช่องทางส่งออกที่จำกัดทำให้กำลังการกลั่นน้ำมันในภูมิภาคมากกว่า 3 ล้านบาร์เรลต่อวันต้องหยุดดำเนินการ
ราคาน้ำมันผันผวนอย่างรุนแรงนับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศร่วมกันต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. โดยสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนต์เคยพุ่งเกือบแตะระดับ 120 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,900 บาท) ต่อบาร์เรล ก่อนจะอ่อนตัวลงมาอยู่เหนือระดับ 90 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2,900 บาท) ซึ่งยังสูงกว่าระดับเมื่อหนึ่งเดือนก่อนราว 20 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 640 บาท)
เพื่อตอบสนองต่อการหยุดชะงักด้านอุปทานดังกล่าว ประเทศสมาชิกองค์การฯ ได้ตกลงกันเมื่อวันพุธ (11 มี.ค.) ให้ปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉินสู่ตลาดในปริมาณที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนถึง 400 ล้านบาร์เรล
องค์การฯ เตือนว่าผลกระทบขั้นสุดท้ายของความขัดแย้งที่มีต่อทั้งตลาดน้ำมันและก๊าซ รวมถึงเศรษฐกิจในวงกว้าง ไม่เพียงขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการโจมตีทางทหารและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับระยะเวลาการหยุดชะงักในการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกด้วย