วันที่ 6 มีนาคม. 2569 เวลา 14:16 น.
วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2569 นายประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ ประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นประธานการแถลงผลการดำเนินงานของศาลปกครอง เนื่องในโอกาสครบรอบ 25 ปี ศาลปกครอง ต่อสื่อมวลชน ณ ห้องสัมมนา 1-2 ชั้น 1 อาคารศาลปกครองสูงสุด อาคาร C ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ
ประธานศาลปกครองสูงสุด เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานด้านการพิจารณาพิพากษาคดีปกครองของศาลปกครอง ตลอดระยะเวลา 25 ปี นับตั้งแต่ศาลปกครองเปิดทำการ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2544 จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 มีคดีที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลปกครอง จำนวน ๒๓๘,๘๓๐ 238,830 คดี เป็นคดีที่ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้น จำนวน ๑๖๕,๕๘๓ 165,583 คดี และเป็นคดีอุทธรณ์หรือคดีฟ้องตรงต่อศาลปกครองสูงสุด จำนวน ๗๓,๒๔๗ 73,247 คดี จากภาพรวมคดีที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลปกครองทั้งหมดนั้น ศาลปกครองพิจารณาพิพากษาคดีแล้วเสร็จ จำนวน 210,689 คดี คิดเป็นร้อยละ 88 ของคดีที่รับเข้า และผลจากการขับเคลื่อนนโยบายเร่งรัด ติดตาม และจัดการคดีค้างเกินกว่า 3 ปี เพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการคดีปกครองให้แล้วเสร็จตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด พบว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ศาลปกครองมีปริมาณคดีในความรับผิดชอบ จำนวน ๓๙,๗๕๗ 39,757 คดี โดยเมื่อพิจารณาผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เทียบกับขั้นตอนและกำหนดระยะเวลาดำเนินงานคดีฯ ตามประกาศศาลปกครอง เรื่อง กำหนดระยะเวลาดำเนินงานคดีในศาลปกครอง พ.ศ. 2566 พบว่า มีคดีที่ดำเนินการได้ตามกำหนดระยะเวลาฯ จำนวน 39,514 คดี คิดเป็นร้อยละ 99.39
นอกจากนี้ ได้เร่งรัดการบังคับคดีตามคำพิพากษาและคำสั่งของศาลปกครองให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว รวมทั้งได้ดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการสนับสนุนการพิจารณาคดีและการบังคับคดีปกครองสำหรับพนักงานคดีปกครอง โดยจัดการฝึกอบรมหลักสูตรการเสริมสร้างความเชี่ยวชาญด้านการบังคับคดีปกครอง และจัดสัมมนาเกี่ยวกับปัญหาข้อขัดข้องในการปฏิบัติงานตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องให้แก่บุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านการบังคับคดี รวมทั้งพัฒนาระบบการบังคับคดีปกครองทางอิเล็กทรอนิกส์สำหรับบุคลากรศาลปกครองและคู่กรณี ซึ่งขณะนี้ระบบบังคับคดีปกครองอิเล็กทรอนิกส์สำหรับบุคลากรศาลปกครอง อยู่ระหว่างการเปิดทดลองใช้งาน ส่วนระบบบังคับคดีปกครองทางอิเล็กทรอนิกส์สำหรับบริการคู่กรณี อยู่ระหว่างการปรับปรุงระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครองอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2562 ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ได้กำหนดเป้าหมายในการบังคับคดีปกครองให้แล้วเสร็จ จำนวน 1,500 คดี โดยมีผลการดำเนินงานจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 สามารถดำเนินการบังคับคดีปกครองแล้วเสร็จ จำนวน 1,607 คดี คิดเป็นร้อยละ 107.13 ของเป้าหมายที่กำหนด
ตลอด 25 ปี ที่ผ่านมา ศาลปกครองไม่เพียงแต่ทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีปกครองตามหลักนิติธรรมเท่านั้น แต่ยังตระหนักถึงการปรับตัวให้พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีดิจิทัลที่ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในวิถีชีวิตของประชาชน และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สู่การเป็นศาลปกครองอิเล็กทรอนิกส์เพื่อประชาชน โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือ มุ่งเน้น “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” เพื่อให้สามารถเข้าถึงความยุติธรรมทางปกครองได้อย่าง “สะดวก และรวดเร็ว” ตลอดกระบวนการตั้งแต่ต้น จนสิ้นสุดแบบครบวงจร ตั้งแต่การขอรับคำปรึกษาแนะนำการยื่นฟ้องคดี การยื่นฟ้องคดีปกครองออนไลน์ไปจนถึงการบังคับคดี โดยการใช้บริการผ่านระบบดิจิทัลรองรับการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์สำหรับประชาชน คู่กรณี และหน่วยงานภาครัฐ (e-Service) ที่ช่วยประหยัดเวลา ค่าใช้จ่ายและงบประมาณ และอำนวยความสะดวกให้ประชาชน คู่กรณี และหน่วยงานภาครัฐได้เป็นอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ ยังได้ยกระดับการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีปกครองผ่านระบบศาลปกครองอิเล็กทรอนิกส์ (e-Court) เพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมที่สะดวกและรวดเร็ว โดยพัฒนาระบบงานคดีปกครองอิเล็กทรอนิกส์สำหรับตุลาการศาลปกครองและบุคลากรภายในสำนักงานศาลปกครอง เพื่อสนับสนุนการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างครบถ้วน ตั้งแต่ชั้นตรวจคำฟ้องจนถึงชั้นบังคับคดีเพื่อให้คู่กรณีสามารถยื่นคำร้องและคำขอต่าง ๆ ในชั้นบังคับคดีผ่านช่องทางออนไลน์ได้สะดวกยิ่งขึ้น รวมถึงพัฒนาระบบไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Mediation) โดยสนับสนุนกระบวนการไกล่เกลี่ย ตั้งแต่การยื่นคำขอจนถึงการทำสัญญาประนีประนอมยอมความผ่านระบบดิจิทัล และระบบบังคับคดีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Execution) รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่สำนักงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-Office) อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภายใน ลดต้นทุนทรัพยากร และสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ทันสมัย ภายใต้แนวคิดองค์กรไร้กระดาษ (Paperless) ซึ่งการพัฒนาระบบดังกล่าวไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาในการทำงาน แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่คล่องตัว และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงเพื่อก้าวไปสู่การเป็นศาลปกครองอิเล็กทรอนิกส์ (e-Admincourt) ในอนาคตอันใกล้
นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อยกระดับการดำเนินงานและการให้บริการประชาชนแล้ว ศาลปกครองได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นในการอำนวยความยุติธรรมทางปกครอง โดยมุ่งเน้น การพัฒนาระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางดิจิทัลที่ได้มาตรฐานสากล ทันสมัยและทันต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนในปัจจุบัน ภายใต้มาตรฐานตามกฎหมาย อาทิ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 เป็นต้น โดยยกระดับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เฝ้าระวังภัยคุกคามตลอด 24 ชั่วโมง พัฒนามาตรฐานการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลคดีและข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้ประชาชนและคู่กรณีมั่นใจได้ว่า ข้อมูลคดีจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด มีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Office : DPO) และจัดทำประกาศความเป็นส่วนตัว (Privacy Notice) สำหรับผู้ใช้ระบบงานคดีปกครองอิเล็กทรอนิกส์อย่างชัดเจน โดยกำหนดให้เพียงผู้ใช้งานที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลและบริการเฉพาะจุดเพื่อลดความเสี่ยงภัยคุกคามทางไซเบอร์ ตลอดจนมีระบบสำรองและกู้คืนข้อมูลเพื่อความต่อเนื่องของการบริการ กรณีมีภัยพิบัติหรือเหตุไม่คาดคิดเกิดขึ้น เพื่อให้การอำนวยความยุติธรรมทางปกครองไม่หยุดชะงัก ทั้งมีแผนการสำรองข้อมูล (Backup Plan) ศูนย์สำรองข้อมูล (Data Center) รวมถึงเทคโนโลยีการกู้คืนที่รวดเร็ว เพื่อให้สามารถนำข้อมูลกลับมาใช้งานได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องแม่นยำ
ในโอกาสครบรอบ 25 ปี และก้าวสู่ปีที่ 26 ศาลปกครองมีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับการอำนวยความยุติธรรมทางปกครอง ให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล โดยได้กำหนดแนวทางการขับเคลื่อนองค์กรเพื่อมุ่งสู่การเป็น “ศาลปกครองอิเล็กทรอนิกส์ที่สมบูรณ์ (e-Admincourt)” ภายในปี พ.ศ. ๒๕๗๐ อย่างเต็มรูปแบบ และเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของศาลปกครองในก้าวต่อไปสู่การเป็นศาลปกครองอัจฉริยะในปี พ.ศ. 2575 ศาลปกครองกำลังขับเคลื่อนการพัฒนาต้นแบบการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน และสนับสนุนการบริหารจัดการคดีอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการวางรากฐานธรรมาภิบาลข้อมูล และธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (Data Governance and AI Governance) ได้แก่ การยกระดับการบริการประชาชนด้วยปัญญาประดิษฐ์ การพัฒนาระบบต้นแบบของศาลปกครองอัจฉริยะที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการพิจารณาพิพากษาคดีในทุกขั้นตอน รวมทั้งการทดสอบการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์สำหรับการพัฒนาศาลปกครองอัจฉริยะและระบบบริการอัตโนมัติด้วย Generative AI ตลอดจนการจัดทำพิมพ์เขียว (Blueprint) สำหรับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI กับภารกิจของศาลปกครองได้อย่างเหมาะสม คุ้มค่า และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ประธานศาลปกครองสูงสุด กล่าวต่อไปว่า สำหรับผลการดำเนินงานด้านการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีปกครอง ที่ผ่านมาได้ส่งเสริมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเชิงรุก โดยการออกคำแนะนำของประธานศาลปกครองสูงสุด เรื่อง แนวทางการบริหารจัดการเพื่อส่งเสริมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีปกครอง ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568 เพื่อให้ตุลาการศาลปกครองนำกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทมาใช้ในการระงับข้อพิพาท และให้คู่กรณีเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย เพื่อยุติข้อพิพาทด้วยความเรียบง่าย รวดเร็ว และถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงการเสริมสร้างความรู้และพัฒนาศักยภาพเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีปกครอง ประกอบด้วย
ในขณะเดียวกัน ได้มีการจัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีปกครองในสำนักส่งเสริมงานคดีปกครอง เพื่อทำหน้าที่สำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาการดำเนินการ การติดตามประเมินผล และรายงานการดำเนินการเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีปกครอง ตลอดจนศึกษา วิเคราะห์ เปรียบเทียบและให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการพัฒนาระบบการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีปกครอง จัดทำฐานข้อมูลทางวิชาการและสนับสนุนด้านวิชาการ รวมถึงจัดทำรายงานการดำเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีปกครองประจำปี และประสานราชการของคณะกรรมการที่เกี่ยวเนื่องกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีปกครอง









