วันที่ 2 มีนาคม. 2569 เวลา 11:40 น.
หอการค้าไทย ร่วมประชุม นายกฯ ประเมินผลกระทบภาพรวม ต่อสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ชี้เสี่ยงราคาน้ำมันพุ่ง-ค่าระวางเรือเพิ่ม เสนอรัฐเร่งมาตรการดูแล SME
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเปิดเผยก่อนเข้าร่วมประชุมหารือกับนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานด้านความมั่นคง–เศรษฐกิจในช่วงบ่ายวันนี้ว่า ภาคเอกชนได้รับเชิญเข้าร่วมประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยกระดับสู่การเผชิญหน้าโดยตรงระหว่าง สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และ อิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ตลาดพลังงานและการขนส่งทางทะเลโลกเกิดความผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ การประชุมมีขึ้นเพื่อกำหนดแนวทางรองรับผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจไทยอย่างรอบด้าน
ดร.พจน์ระบุว่า จุดเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของโลก รองรับการขนส่งน้ำมันดิบประมาณ 14–20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 20% ของการค้าน้ำมันทางทะเลโลก รวมถึงเป็นเส้นทางหลักของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ไปยังตลาดเอเชีย หากเกิดข้อจำกัดด้านการเดินเรือ จะทำให้อุปทานพลังงานตึงตัวทันที และกดดันราคาน้ำมันในตลาดโลก
สำหรับประเทศไทย ในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ความผันผวนของราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะสะท้อนผ่านต้นทุนการผลิต ค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชน ขณะเดียวกัน ภาคการส่งออกจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มสูงขึ้น
ภาคธุรกิจประเมินผลกระทบเบื้องต้นไว้ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่
- ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนขนส่งทุกระบบ ทั้งเรือ เครื่องบิน และขนส่งทางบก
- การเรียกเก็บ War Risk Premium สำหรับเส้นทางอ่าวเปอร์เซีย ทำให้ค่าเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงสงครามเพิ่มขึ้น เบื้องต้นบางเส้นทางปรับเพิ่มราว 50%
- ความเสี่ยงการชะลอรับจองตู้สินค้า ไปยังพื้นที่เสี่ยง กระทบกระแสเงินสดและการบริหารสต๊อกของผู้ส่งออก
ต้นทุนส่งออกไปยุโรปเพิ่มต่อเนื่อง แม้หลายเส้นทางอ้อมผ่านแหลมกู๊ดโฮปอยู่ก่อนแล้ว หากราคาน้ำมันปรับขึ้นอีก จะเป็นแรงกดดันซ้ำเติม และทำให้ระยะเวลาขนส่งไป–กลับยาวนานขึ้นรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 1 เดือน
“หากราคาพลังงานและค่าระวางเรือปรับขึ้นพร้อมกัน จะเป็นแรงกดดันสองชั้นต่อระบบการค้าโลก และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยอย่างชัดเจน” ดร.พจน์กล่าว
นอกจากนี้ สายการบินระหว่างประเทศหลายแห่งได้ปรับเส้นทางบินหลีกเลี่ยงน่านฟ้าพื้นที่เสี่ยง ส่งผลให้ระยะเวลาเดินทางและต้นทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกระทบทั้งการเดินทางเพื่อธุรกิจและการท่องเที่ยว
สำหรับแนวทางภาครัฐ ภาคเอกชนเตรียมเสนอให้เร่งมาตรการที่มีอยู่ให้เป็นรูปธรรม อาทิ การเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการ SME การดูแลเสถียรภาพราคาพลังงาน การประสานนโยบายเศรษฐกิจระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการทูตเชิงเศรษฐกิจ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นและลดผลกระทบเชิงระบบ
ดร.พจน์กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้ความไม่แน่นอนระดับสูง ภาคธุรกิจควรเร่งทบทวนสัญญาการขนส่ง เงื่อนไขการประกันภัย และจัดทำแผนรองรับหลายสถานการณ์ เพื่อรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจในระยะสั้น
ทั้งนี้ หอการค้าไทยพร้อมทำงานใกล้ชิดกับรัฐบาล เพื่อประเมินผลกระทบเชิงลึกในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม และเสนอแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถผ่านพ้นความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ.