หน้าแรก > สังคม

24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 05:34 น.


24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569


>> รถตู้, รถพ่วง และรถ 6 ล้อรับส่งนักเรียนชนกัน กลางถนนทางหลวงหมายเลข 340 มีผู้บาดเจ็บหลายรายเป็นเด็กนักเรียน

07.10 น. สมาคมกู้ภัยเณรแก้ว มูลนิธิเสมอกัน รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุ รถตู้, รถบรรทุก 6 ล้อรับส่งนักเรียน และรถพ่วงชนกัน และมีผู้บาดเจ็บหลายราย บนถนนหมายเลข 340 ฝั่งขาเข้าเมืองสุพรรณบุรี ช่วงทางกลับรถลาดน้ำขาว ในพื้นที่ ตำบลสาลี อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี

ที่เกิดเหตุ พบรถตู้ โตโยต้า สีขาว สภาพหน้ารถฝั่งซ้ายพังเสียหาย, รถบรรทุก 6 ล้อรับ - ส่งนักเรียน อีซูซุ สีเหลือง ป้ายทะเบียน สุพรรณบุรี สภาพรถพังพลิกตะแคง และรถพ่วง ฮีโน่ สีขาว จอดอยู่ใกล้กัน จากการตรวจสอบพบว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวม 25 ราย ส่วนใหญ่เป็นนักเรียน ทั้งชายและหญิง ของโรงเรียน 4 แห่งในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี ทางอาสาสมัครเร่งช่วยเหลือและนำส่ง รพ.บางปลาม้า ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางปลาม้า


>> นาทีชีวิต กู้ภัยปั๊มหัวใจ ช่วยชีวิตคุณยายชาวเวียดนาม จมน้ำทะเลหาดพัทยา จ.ชลบุรี

07.30 น. ศูนย์วิทยุหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ฯ เมืองพัทยา ได้รับแจ้งว่ามีชาวต่างชาติจมน้ำหมดสติ บริเวณชายหาดเมืองพัทยา ตรงข้ามกับ ซอย 1 ชายหาด ม.6 ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

เมื่อไปถึงพบเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแนวชายฝั่ง เมืองพัทยา (ไลฟ์การ์ด) กำลังปั๊มหัวใจ ผู้หญิงชาวต่างชาติ อายุ 74 ปี ถือ 2 สัญชาติ คือ เวียดนาม กับ ออสเตรเลีย ซึ่งอยู่ในสภาพสวมใส่ชุดว่ายน้ำ ไม่มีชีพจร ทีมกู้ชีพพยายามปั๊มหัวใจ และใช้เครื่องกระตุกกระตุกหัวใจ ( AED ) ในการช่วยเหลือยื้อชีวิต ก่อนจะนำตัวส่งโรงพยาบาลพัทยาเมโมเรียล ท่ามกลางความตกใจ และ ลุ้นระทึกของทางญาติชาวเวียดนาม ถึงขนาดขั้นยกมือไหว้ท้องทะเล ขอพรให้คุณยายชาวเวียดนามรายนี้ปลอดภัย

นายชัยรัตน์ ปิ่นแก้ว เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแนวชายฝั่ง (ไลฟ์การ์ด) เล่าให้ฟังว่า ก่อนเกิดเหตุกำลังเตรียมอุปกรณ์เพื่อปฎิบัติหน้าที่ดูแลนักท่องเที่ยว จากนั้นก็มีคนวิ่งมาตาม แล้วบอกว่ามีคนจมน้ำ พอตนเองวิ่งมาดู ก็เห็นร่างคุณยายชาวเวียดนามนอนหมดสติอยู่บนพื้นหาดทราย โดยข้อมูลเบื้องต้น ทราบเพียงว่าลงเล่นน้ำ และ เกิดจมน้ำไปนานกว่า 10-15 นาที เมื่อตรวจสอบในเบื้องต้น ไม่พบชีพจรจึงเริ่มทำการปั๊มหัวใจ ( CPR ) พร้อมทั้งขอกำลังสนับสนุนทีมกู้ชีพ ของมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ฯ เมืองพัทยา มาทำการช่วยเหลือดังกล่าว

ส่วนอาการล่าสุด ทีมคณะแพทย์ และ พยาบาล โรงพยาบาลพัทยาเมโรเรียล ได้ทำการปั๊มหัวใจอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีการใช้เครื่องกระตุกหัวใจ จนคุณยายชาวเวียดนามรายนี้กลับมามีชีพจรอีกครั้ง แต่ยังต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด


>> พบศพทารกเพศชาย ทิ้งถังขยะภายในห้องน้ำบนรถทัวร์ คาดเสียชีวิตไม่นาน เจ้าหน้าที่ส่งร่างชันสูตร และเร่งติดตามตัวหญิงต้องสงสัยที่อาจเป็นมารดาเด็กมาสอบสวน

08.00 น. สภ.วังทอง รับแจ้งพบศพเด็กทารกในถังขยะ ภายในห้องน้ำบนรถโดยสารประจำทาง ที่จอดไว้ในโรงจอดรถทัวร์ พื้นที่ ม.3 บ้านดงข่อย ต.วังพิกุล อ.วังทอง จ.พิษณุโลก
ในที่เกิดเหตุ พบรถโดยสารประจำทาง พิษณุโลก-อุดรธานี สีขาว - ฟ้า ป้ายทะเบียน พิษณุโลก จอดอยู่ในลานจอด ในถังขยะห้องน้ำบนรถ พบร่างทารกเพศชายถูกทิ้งอยู่ที่ก้นถัง โดยมีสายสะดือและรกติดอยู่ด้วย คาดว่าเพิ่งเสียชีวิตไม่นาน

จากการสอบถาม พนังงานบนรถทัวร์ ผู้พบศพ ยืนรอให้การด้วยอาการตกใจ โดยเล่าให้ฟังว่า รถโดยสารประจำทางคันดังกล่าว หลังส่งผู้โดยสารหมดและรถเข้าจอด ช่วงเวลา 18.00 น.(24 ก.พ.69) โดยเช้าวันนี้ตนขึ้นไปเตรียมทำความสะอาดรถ เพื่อที่จะวิ่งรอบ 11.00 น.นี้ ปลายทางอุดรธานี โดยขณะที่กำลังจะเข้าไปทำความสะอาดในห้องน้ำนั้น ก็ยกถังขยะลงมาจากรถจะนำไปทิ้ง แต่มีความรู้สึกว่าถังขยะมีน้ำหนักมาก จึงเปิดฝาดูก็พบร่างเด็กทารกอยู่ในถังดังกล่าว

โดยก่อนหน้านี้มีผู้หญิงคนหนึ่งมีท่าทางน่าสงสัย โดยขึ้นรถที่ จ.เลย เป็นหญิงสาวรูปร่างผอมสูง จำได้เพียงสวมใส่กางเกงยีนส์มีท่าทางเหมือนคนป่วย นอนอยู่เบาะหลังหน้าห้องน้ำ ก่อนจะลงรถที่ สถานีขนส่งผู้โดยสารแห่งที่ 1(ในตัวเมืองพิษณุโลก)

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมแพทย์เวรคาดว่าเด็กทารกเพศชายอายุครรภ์ประมาณ 7-8 เดือน เนื่องจากมีอวัยวะสมบูรณ์ ส่งร่างไปชันสูตรที่นิติเวชโรงพยาบาลวังทองเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิต ก่อนจะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามแม่ของเด็กคนดังกล่าวมาสอบปากคำเพื่อดำเนินตามขั้นตอนกฏหมายต่อไป


>> “อนุทิน” นั่งหัวโต๊ะ ก.ตร. เคาะวาระใหญ่ ปรับโครงสร้าง-ดันเงินเพิ่มสายสืบสวน

10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) นัดประชุม ก.ตร. ครั้งที่ 2/2569 วันนี้ โดยมีวาระสำคัญด้านโครงสร้างและบริหารงานบุคคลของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งการรับรองรายงานประชุมครั้งก่อน การติดตามผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการด้านวินัย บริหารทรัพยากรบุคคล และสืบสวนสอบสวน ตลอดจนการขับเคลื่อนข้อวินิจฉัยของ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ และร่างหลักสูตรบริหารการรักษาความสงบเรียบร้อยภาครัฐร่วมเอกชน

ไฮไลต์อยู่ที่การเสนอปรับตำแหน่งสายงานสืบสวนสอบสวนเป็น “ตำแหน่งควบ” ปรับระดับเพิ่ม–ลดได้ในตัว พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์ประเมินเพื่อเลื่อนชั้นตาม พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 รวมถึงร่างระเบียบ ก.ตร. ว่าด้วยเงินเพิ่มกรณีพิเศษสำหรับผู้ปฏิบัติหน้าที่สายสืบสวน ซึ่งถูกจับตาว่าจะเป็นกลไกยกระดับขวัญกำลังใจและความก้าวหน้าในวิชาชีพ อันอาจส่งผลต่อโครงสร้างกำลังพลและทิศทางปฏิรูปองค์กรในระยะยาว


>> แผ่นดินไหว ขนาด 5.5 ที่ประเทศเมียนมา

10.15 น. กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเหตุแผ่นดินไหวบนบก ขนาด 5.5 ความลึก 1 กม. บริเวณพื้นที่ของประเทศเมียนมา ศูนย์กลางห่างออกไป ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ประมาณ 494 กม. ยังไม่มีรายงานผลกระทบต่อประเทศไทย


>> เปิดปฏิบัติการไล่ล่า สกัดกระบะต้องสงสัยขนแรงงานเถื่อนซุกท้ายรถ ตบตาเจ้าหน้าที่ตาข่ายดำปิดมิด

10.17 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน ตำรวจทางหลวงกาญจนบุรี-สุพรรณบุรี สกัดจับรถยนต์ต้องสงสัยบนทางหลวงหมายเลข 323 หลังพบลักษณะบรรทุกหนักผิดปกติ

ตรวจสอบพบคนขับ 1 ราย พร้อมแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมาอีก 14 ราย โดยนั่งอัดแน่นภายในห้องโดยสาร และบางส่วนลักลอบนอนอยู่บริเวณกระบะท้าย ใช้ผ้าตาข่ายสีดำปิดบังสายตาเจ้าหน้าที่ พร้อมกระเป๋าสัมภาระจำนวนหนึ่ง

จากการสอบสวนทราบว่า แรงงานทั้งหมดลักลอบเดินทางผ่านช่องทางธรรมชาติในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี โดยเสียค่าใช้จ่ายให้กับนายหน้าคนละ 13,000 บาท ขณะที่คนขับรับค่าจ้างขนส่งจำนวน 4,000 บาท เพื่อนำไปส่งพื้นที่กรุงเทพมหานคร

เจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาคนขับฐานช่วยเหลือบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และแจ้งข้อหาแรงงานทั้งหมดฐานลักลอบเข้าเมือง ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยผู้ต้องหารับสารภาพ


>> ฝากขังหนุ่มขับกระบะตู้ทึบ เผย ตอนนี้รู้สึกเสียใจและคิดถึงอดีตแฟนสาวที่จากไป อยากขอโทษ และฝากเตือนใจเป็นอุทาหรณ์ อย่าทำผิดเหมือนตน

11.00 น. พนักงานสอบสวน สภ. บางเสาธง ได้เบิกตัว นายกอ (นามสมมุติ) อายุ 35 ปี หนุ่มขับกระบะตู้ทึบ ผู้ต้องหาคดีที่ขับรถพุ่งชนรถจักรยานยนต์ เป็นเหตุให้ 2 สามี-ภรรยา คือ ชายไทย อายุ 44 ปี และ หญิงไทย อายุ 39 ปี เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 
โดยจะนำตัวผู้ต้องหาส่งศาลจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อพิจารณาคดีตามขั้นตอนของกฎหมาย หลังจากที่ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพแล้ว พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหา มีสารเสพติดอยู่ในร่างกายขณะขับยานพาหนะ, ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย, พยายามฆ่า และฆ่าผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยเจตนา

ขณะเดินขึ้นรถต้องขัง ได้เปิดใจกับผู้สี่อข่าว กล่าวว่า ขอโทษ รู้สึกเสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้ตั้งใจที่จะให้เกิดการสูญเสีย เวลานี้คิดถึงผู้เสียชีวิตทั้งสองราย โดยเฉพาะอดีตแฟนสาว อยากจะขอโทษครอบครัว พร้อมฝากเตือนเป็นอุทาหรณ์ สำหรับผู้อื่น อย่าใจร้อนคิดสั้น กระทำการอะไรที่ผิดลงไป


>> จ.สตูล "นายกป้ายแดง อบต.เกาะสาหร่าย" ขับเก๋งเสียหลักชนเสาไฟข้างทาง เจ็บสาหัสติดภายใน จนท.ใช้เครื่องมืองัดรถนำตัวออกมา ก่อนไปเสียชีวิตที่ รพ.

11.15 น. รับแจ้งจาก มูลนิธิกู้ภัยร่มไทรสตูล มีอุบัติเหตุ รถนั่งส่วนบุคคลเสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้าข้างทาง มีผู้ได้รับบาดเจ็บและติดอยู่ภายในยานพาหนะ ริมถนนวิเศษมยุรา ช่วงก่อนถึงโรงเรียนบ้านนาลาน อ.เมือง จ.สตูล

ที่เกิดเหตุ พบรถนั่งส่วนบุคคล ฮอนด้า สีขาว ป้ายทะเบียน สตูล ลักษณะชนติดอยู่กับเสาไฟส่องสว่างข้างทาง พบร่างของผู้บาดเจ็บ 1 รายติดค้างภายในยานพาหนะฝั่งคนขับ ทางเจ้าหน้าที่อาสากู้ภัย ต้องดำเนินการใช้เครื่องมือตัดถ่างงัดรถ และนำตัวออกมา ก่อนมอบให้ทางรถกู้ชีพดำเนินการเคลื่อนย้ายและนำส่งโรงพยาบาลสตูล

และได้รับแจ้งต่อมาว่า ผู้บาดเจ็บนั้นมีอาการสาหัส และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ตรวจสอบเอกสาร ทราบชื่อ นายฮารูน อายุ 67 ปี ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะสาหร่าย ในส่วของสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุที่แท้จริงนั้น อยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสตูล

ต่อมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายฮารูน พึ่งชนะการเลือกตั้งได้เป็น นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะสาหร่าย และเข้ารับตำแหน่งได้ไม่นาน ขับรถเดินทางไปร่วมประชุมราชการ แต่มาเกิดอุบัติเหตุเสียก่อน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป


>> เพลิงไหม้ภายในชุมชนซอยจรัญสนิทวงศ์ 44 ได้รับผลกระทบเสียหายหลายหลังคาเรือน

12.24 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน สถานที่เกิดเหตุ ชุมชนวัดบวรมงคลราชวรวิหาร ซอยจรัญสนิทวงศ์ 44 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร

ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ 2 ชั้น ใช้เป็นที่พักอาศัย ต้นเพลิงเกิดขึ้นที่ชั้นล่าง เพลิงลุกไหม้บ้านต้นเพลิงเสียหายทั้งหมด ลุกลามข้างเคียงเสียหายทั้งหมด จำนวน 3 หลัง และ บ้านที่เสียหายเฉพาะชายคาบ้าน จำนวน 2 หลัง พื้นที่เพลิงไหม้เสียหายโดยประมาณ 400 ตารางวา รถดับเพลิงใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ

ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้ ไม่สามารถตรวจสอบได้ เนื่องจากเพลิงลุกไหม้บ้านต้นเพลิงเสียหายทั้งหมด ขณะที่เกิดเหตุมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 1 ราย เป็นเพศชาย อายุ 60 ปี มีอาการถูกไฟลวกบริเวณลำตัว อาสาสมัครนำส่งโรงพยาบาลวชิรพยาบาล 
ในที่เกิดเหตุมีผู้ประสบภัยจำนวน 6 ครัวเรือน มีผู้ประสบภัยจำนวน 20 ราย จัดตั้งศูนย์พักพิงผู้ประสบภัยอยู่ที่วัดบวรมงคลราชวรวิหาร พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยบวรมงคล


>> ตร.ทล.อยุธยา ไล่จับระทึกแรงงานต่างด้าว เมียนมาหลบหนีเข้าเมือง

13.42 น. ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการตำรวจทางหลวง จับกุมผู้ต้องหา 8 ราย สัญชาติเมียนมา เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา รู้ว่าคนต่างด้าวคนใดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม และเป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมของกลาง รถบรรทุกส่วนบุคคล 2 คัน โดยไล่ล่าจับกุมได้ บริเวณ กม.38-39 ถนนพหลโยธิน(ขาเข้า)อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

โดย บก.ทล. สืบสวนเฝ้าระวังในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี หลังได้รับข้อมูลว่าจะมีการลักลอบลำเลียงแรงงานต่างด้าวเข้ากรุงเทพมหานคร จนต่อมาเจ้าหน้าที่พบรถกระบะ ลักษณะติดฟิล์มมืดทึบ ขับผ่านบริเวณถนนพหลโยธิน เจ้าหน้าที่จึงส่งสัญญาณไฟกระพริบสีแดง พร้อมใช้สัญญาณเสียงและประกาศคำสั่งผ่านไมโครโฟนให้หยุดรถ กระทั่งสามารถเรียกตรวจได้ที่กิโลเมตรที่ 38–39

จากการสอบสวน ผู้ขับขี่ยอมรับว่า ได้รับการว่าจ้างจากชายไม่ทราบชื่อให้ไปรับแรงงานต่างด้าว 7 คน จากจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อนำส่งกรุงเทพมหานคร โดยเรียกเก็บค่าโดยสารคนละ 1,000 บาท ทั้งที่ทราบดีว่าบุคคลดังกล่าวไม่มีเอกสารถูกต้องตามกฎหมาย และเคยกระทำลักษณะนี้มาแล้วประมาณ 2 ครั้ง ส่วนผู้โดยสารทั้ง 7 คน ให้การผ่านล่ามภาษาเมียนมาว่า ได้ลักลอบเดินทางโดยเรือข้ามแดนจากฝั่งประเทศเมียนมา เข้าทางอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อมาหางานทำในประเทศไทย และได้จ่ายเงินให้นายหน้า แต่ไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารอนุญาตแต่อย่างใด จากนั้นควบคุมตัวพร้อมของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรคลองหลวง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


>> ”กรมราชทัณฑ์“ ยืนยันการปล่อยตัว “ทักษิณ” โดยไม่ต้องใส่กำไล EM เป็นไปตามขั้นตอน

15.00 น. นายยุทธนา นาคเรืองศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และในฐานะโฆษกกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยถึงไทม์ไลน์การพักโทษกรณีทั่วไปของ นายทักษิณ ชินวัตร และขั้นตอนการพิจารณาพักการลงโทษ โดยระบุว่า

กรรมการในระดับเรือนจำ จะรวบรวมรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าเกณฑ์ได้รับการลงโทษเป็นการทั่วไป ว่ามีจำนวนกี่ราย จากนั้น เรือนจำจะนำเสนอรายชื่อผู้ต้องขังทั้งหมด มายังคณะกรรมการระดับกรมราชทัณฑ์เพื่อพิจารณากลั่นกรอง และจากนั้นจะส่งต่อไปยังคณะกรรมการระดับกระทรวงยุติธรรม ซึ่งตอนนี้ทางคณะกรรมการเรือนจำกลางคลองเปรม ยังไม่ได้มีการสรุปจำนวนรายชื่อผู้ต้องขังคนใดมีสิทธิ์ได้รับการพิจารณาพักการลงโทษกรณีทั่วไป ซึ่งตนเข้าใจว่าจำนวนผู้ต้องขังภายในเรือนจำกลางคลองเปรมที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ได้รับการพิจารณาพักการลงโทษอาจมีไม่ถึง 500 ราย

ส่วนกรณี นายทักษิณ มีโทษ 1 ปี (12 เดือน) ดังนั้น เกณฑ์ 2 ใน 3 ของอัตราโทษดังกล่าว หากจะได้รับการพักโทษคุมประพฤติก็คือต้องคุมขังมาแล้ว 8 เดือน และอดีตนายกรัฐมนตรีได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเมื่อวันที่ 9 ก.ย. 68 เมื่อคำนวณดูแล้วก็จะได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติในวันที่ 9 พ.ค. 69 ถึงแม้ว่าวันที่ 9 พ.ค. 69 จะตรงกับวันเสาร์ แต่การรักษาสิทธิของผู้ต้องขัง ทางเรือนจำ ก็มีหน้าที่ต้องปล่อยตัวไปตามขั้นตอน โดยในตอนเช้าประมาณ 07.00-08.00 น. เจ้าหน้าที่จะเริ่มตรวจสอบเรื่องเอกสารต่างๆ ของผู้ต้องขัง ก่อนที่ญาติและครอบครัวจะมารับตัวไปพักโทษคุมประพฤติยังสถานที่ที่ผู้อุปการะแจ้งไว้

และในระหว่างการไปพักโทษคุมประพฤติ หากมีการกระทำผิดเงื่อนไขการพักโทษ ก็จะต้องถูกนำตัวกลับมาคุมขังในเรือนจำตามกำหนดโทษที่เหลือทันที โดยในกรณีของอดีตนายกรัฐมนตรี ด้วยความที่มีโทษน้อยกว่า 1 ปี ดังนั้น ในเรื่องของการใส่กำไล EM ก็ไม่มีความจำเป็น แต่จะต้องมีการไปรายงานตัวตามกำหนดนัดกับทางสำนักงานคุมประพฤติ อีกทั้งอดีตนายกรัฐมนตรี ด้วยความที่ในเดือน พ.ค. นี้ ก็จะรับโทษมาแล้ว 2 ใน 3 หรือ 8 เดือน ก็จะได้ไปพักโทษคุมประพฤติอีกเพียง 4 เดือน ก็จะครบตามกำหนดโทษ 1 ปี (9 ก.ย. 69) ส่วนเมื่ออดีตนายกรัฐมนตรีพักโทษคุมประพฤติครบถ้วนแล้ว จึงจะได้รับใบบริสุทธิ์พ้นโทษจากเรือนจำฯ


>> 'ผึ้งหลวงแตกรัง' รุมต่อยนักเรียนบาดเจ็บหลายราย ขณะทำกิจกรรมอยู่ลานอเนกประสงค์ ภายในโรงเรียนพื้นที่ อ.สันทราย เจ้าหน้าที่รุดช่วยเหลือจ้าละหวั่น

15.40 น. ทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยแม่โจ้ ได้รับแจ้งประสานขอความช่วยเหลือจากทางโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ ตำบลหนองแหย่ง อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ จากการที่มีนักเรียนในโรงเรียน ได้รับบาดเจ็บถูกผึ้งหลวงต่อย ขณะทำกิจกรรมบริเวณลานอเนกประสงค์ในโรงเรียนหลายราย

ขณะที่ในเวลาต่อมา หลังจากเข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุ พบเด็กนักเรียนหลายราย ลักษณะถูกผึ้งหลวงรุมต่อยได้รับบาดเจ็บ โดยจากรายงานเบื้องต้นส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียน อายุ 8-9 ปี และมีเด็กนักเรียนอายุ 15 ปี 2 คน ทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยและทีมแพทย์ฉุกเฉิน ต้องทำการจัดรถพยาบาลลำเลียงนักเรียนทั้งหมดส่งไปรักษาอาการต่อที่โรงพยาบาล โดยแบ่งเป็นโรงพยาบาลดอยสะเก็ด จำนวน 7 ราย (สีแดง 2 ราย) และโรงพยาบลสันทรายอีก 8 ราย รวมเป็น 15 ราย

ทั้งนี้จากการสอบถามสาเหตุเบื้องต้นทราบว่า ช่วงเวลาดังกล่าว เป็นช่วงที่นักเรียนใกล้เลิกเรียน และได้มาทำกิจกรรมกันที่บริเวณลานเอนกประสงค์ของโรงเรียน ซึ่งบริเวณจุดนั้นมีต้นไม้ขนาดใหญ่อยู่ใกล้ๆ และมีผึ้งหลวงทำรังอยู่บนต้นไม้จำนวน 2 รัง โดยเป็นรังขนาดใหญ่ และในตอนนั้นมีลมพัดแรงกิ่งไม้ได้ไปกระทบกับรังของผึ้งทำให้เกิดผึ้งแตกรัง บินมาต่อยเด็กนักเรียนที่ทำกิจกรรมอยู่บริเวณนั้น ทำให้พากันรีบวิ่งหนี และมีหลายคนได้รับบาดเจ็บดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่กู้ภัย ได้เร่งดำเนินการส่งตัวนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการและเฝ้าดูอาการข้างเคียง เนื่องจากมี 2 ราย ที่มีรายงานว่าบาดเจ็บอาการหนัก


>> เร่งหาเบาะแสศพ ด.ญ. 5 ขวบ พบข้อมูลถุงเท้ามีขายที่เดียว เปิดผลชันสูตร กะโหลกศีรษะมีรอยร้าว

16.31 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน พ.ต.อ.ศิริมงคล สุขะปารมี ผกก.สภ.หนองโดน เผยความคืบหน้าคดีพบศพเด็กหญิง อายุ 5 ขวบ ถูกทิ้งในป่าข้างทางริมถนนคันคลองชลประทาน ชัยนาท-ป่าสัก อ.หนองโดน จ.สระบุรี ว่า ข้อมูลการตรวจจากสถาบันนิติเวช ด.ญ.เสียชีวิตมาแล้วประมาณ 1 เดือน พบร่องรอยของฟันสัตว์ และเล็บสัตว์บนร่างกาย แต่ไม่พบเส้นผมบนศีรษะ เนื่องจากเวลานานเป็นเดือนแล้ว กระโหลกศีรษะแตกร้าว ซึ่งไม่สามารถระบุได้ว่าถูกทำร้ายหรือไม่ เนื่องจากสภาพศพเด็กนอนคว่ำหน้า

ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ได้ประสานไปยังศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั้งในพื้นที่ และทั้งจังหวัด แต่ก็ยังไม่พบข้อมูลว่ามีเด็กสูญหายไป และได้มีการประสานไปยัง ศพฐ.ของจังหวัดสระบุรีเขต 1 และเขต 2 โดยประสานไปยังผู้อำนวยการเขตทั้ง 2 ท่าน ให้ประสานข้อมูลสถานศึกษาและก็ทั้งจังหวัด และภาคเอกชน เพื่อตรวจสอบข้อมูลว่ามีเด็กหายไปจากพื้นที่หรือไม่ ซึ่งก็ยังไม่พบข้อมูล ซึ่งทางชุดสืบสวนภาค 1 ชุดสืบสวนจังหวัดสระบุรี และชุดสืบสวน สภ.หนองโดน ประสานไปยังพื้นที่ จ.ลพบุรี จ.อ่างทอง จ.สิงห์บุรี จ.พระนครศรีอยุธยา และพื้นที่ข้างเคียงก็ยังไม่พบข้อมูล ทั้งวิเคราะห์ว่าอาจจะเป็นต่างด้าว ก็ได้แบ่งกำลังออกตรวจสอบที่พักต่างด้าวในพื้นที่และพื้นที่ข้างเคียง ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่มีผู้แสดงตนเข้ามาว่าเป็นผู้ปกครองหรือญาติของเด็กแต่อย่างใด ซึ่งได้ประสานไปยังมูลนิธิกระจกเงา ก็ยังไม่มีข้อมูล

พ.ต.อ.ศิริมงคล กล่าวเพิ่มเติมถึงประเด็นเรื่องถุงเท้ากันลื่นสีฟ้าคาดชมพู ที่เด็กสวมใส่ในขณะพบศพด้วยว่า จากการตรวจสอบแล้ว ยืนยันได้ว่าเป็นถุงเท้าที่ใส่เข้าเล่นบ้านบอลในสวนสนุกที่อยู่ในห้างพื้นที่จังหวัดสระบุรีจริง โดยเด็กที่จะมาใช้บริการสามารถซื้อได้ในราคาคู่ละ 39 บาท แต่อุปสรรคการสืบสวนคือ ที่สวนสนุกในห้างนี้มีถึง 9 สาขา และในแต่ละวันจะมีผู้มาใช้บริการประมาณ 100 คน ทำให้ยากแก่การตรวจสอบ

อย่างไรก็ตาม ตนได้รับการประสานจากฝ่ายสืบสวนให้ช่วยดูภาพจากกล้องวงจรปิดย้อนหลัง ซึ่งตอนนี้ตนพยายามไล่ดูไปแล้วประมาณ 5 วัน ก็ยังไม่พบอะไรผิดปกติ รวมไปถึงยังไม่พบบุคคลที่มีรูปพรรณสัณฐานหรือแต่งกายตรงกับน้องที่เสียชีวิตแต่อย่างใด


>> รวบแก๊งแสบ อ้าง"แจกซิมฟรี" หลอกนักเรียนสแกนหน้า แต่ลงทะเบียนซิมผี ส่งให้สแกมเมอร์

16.43 น. ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ACSC) ร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปราม พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. ร่วมแถลงข่าว หลังปฏิบัติการตรวจค้น 8 เป้าหมาย พื้นที่จังหวัดเชียงราย, เชียงใหม่, สมุทรปราการ, ประจวบคีรีขันธ์ และ จับกุมผู้ต้องหา 3 คน พร้อมตรวจยึดของกลาง ซิมโทรศัพท์มือถือ รวม 2,160 ซิม, โทรศัพท์มือถือ จำนวน 2 เครื่อง, เอกสารเกี่ยวกับสัญญาคู่ค้าตัวแทนจำหน่าย 1 ฉบับ และอุปกรณ์และเอกสารการโฆษณาขายซิม 10 ชุด

หลังจากที่ช่วงเดือนธันวาคม 2568 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ ตรวจพบการรับแจ้งการหลอกลวงฉ้อโกงออนไลน์ 8 เคสไอดี หมายเลขโทรศัพท์คนร้าย 7 หมายเลข ที่มีความผิดปกติเป็นพิเศษ โดยตรวจพบความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน คือหมายเลขโทรศัพท์ของคนร้าย ถูกลงทะเบียนผู้ใช้งาน ด้วยเด็กและเยาวชนอายุไม่เกิน 15 ปี ที่มีภูมิลำเนาอยู่ใน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่

จากการสืบสวนตรวจสอบพบว่า มีกลุ่มบุคคลอ้างตัวเป็นพนักงานบริษัทเครือข่ายบริษัทมือถือรายใหญ่ เข้ามาขอความร่วมมือจากโรงเรียนใน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ อ้างว่าเป็นการจัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องสแกมเมอร์ และแจกซิมฟรีเพื่อการศึกษา และมีการสแกน บัตรประชาชนและใบหน้าเด็กนักเรียน คนละหลายครั้ง โดยในเคสไอดี จำนวน 8 เคสไอดี ซึ่งมีเบอร์โทรศัพท์คนร้ายที่ใช้ก่อเหตุ 7 หมายเลข ตรวจพบภาพการลงทะเบียนเป็นของเด็ก ถูกนำไปก่อเหตุถึง 2 เคสไอดี รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 3 แสนบาท

จากการสืบสวนของตำรวจเบื้องต้น กลุ่มคนร้ายจะเลือกใช้พื้นที่ก่อเหตุ เป็นโรงเรียนในพื้นที่ชายแดน ห่างไกล บนภูเขาสูง การคมนาคมลำบาก ซึ่งการกระทำนี้เลวร้ายมาก หากเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ดำเนินการตรวจสอบอย่างจริงจัง เด็กนักเรียนที่มีชื่อเป็นผู้ลงทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์ จะกลายเป็นผู้ต้องหาในคดีคอลเซ็นเตอร์โดยไม่รู้ตัว หรือจะถูกออกหมายเรียกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศให้ไปชี้แจง ทั้งนี้ ผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ยังคงให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา​ เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวส่งดำเนินคดีต่อไป


>> คุณตา ขับรถสามล้อเครื่องเฉี่ยวชนกับรถกระบะ ร่างกระเด็นตกรถ ถูกรถพ่วงตามหลังทับซ้ำ เสียชีวิตกลางถนนกาญจนาภิเษก

21.20 น. รับแจ้งจาก สน.ตลิ่งชัน มีอุบัติเหตุรถกระบะ, รถสามล้อเครื่อง และรถบรรทุก และมีผู้เสียชีวิต บนถนนกาญจนาภิเษก ฝั่งขาเข้า มาจากทางต่างระดับฉิมพลี มุ่งหน้าบางแค ในช่องทางหลัก ก่อนถึงคลองบางระมาด ประมาณ 400 เมตร ในพื้นที่ เขตตลิ่งชัน กทม.

ที่เกิดเหตุ พบรถสามล้อเครื่อง ป้ายทะเบียน กทม. สภาพมีความเสียหายที่หน้ารถ ท้ายรถฝั่งซ้ายมีร่องรอยการชน ใกล้กันพบร่างของผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นชายไทย อายุ 80 ปี ซึ่งเป็นคนขับ สภาพศีรษะฉีกขาด ห่างออกไปพบรถกระบะ โตโยต้า ป้ายทะเบียน กทม. จอดอยู่สภาพกันชนฝั่งขวามีร่องรอยการชนเสียหาย และ พบรถพ่วง ฮีโน่ ป้ายทะเบียน กทม. พบที่ล้อหลังฝั่งขวาที่ลูกพ่วง มีคราบเลือดและชิ้นเนื้อมนุษย์

จากการสอบถามพยาน เบื้องต้นทราบว่า ผู้เสียชีวิตขับขี่รถสามล้อเครื่อง ลักษณะเฉี่ยวชนกับรถกระบะ แล้วร่างกระเด็นออกจากตัวรถ ถูกรถพ่วงที่ขับตามหลังทับซ้ำ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงนั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะดำเนินการสอบสวนอีกครั้ง


>> แผ่นดินไหว ขนาด 4.8 ภายในพื้นที่ของประเทศเมียนมา

23.51 น. กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเหตุ แผ่นดินไหว ขนาด 4.8 ความลึก 165 กม. ภายในพื้นที่ของประเทศเมียนมา ศูนย์กลางห่างออกไป ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 532 กม. ยังไม่มีรายงานผลกระทบต่อประเทศไทย


>> แผ่นดินไหว ที่เวียดนาม    

00.34 น. กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเหตุ แผ่นดินไหว ขนาด 3.0 ความลึก 10 กม. ภายในพื้นที่ของประเทศเวียดนาม ศูนย์กลางห่างออกไป ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ประมาณ 319 กม.ยังไม่มีรายงานผลกระทบต่อประเทศไทย 

 

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม