หน้าแรก > การเมือง

นายกฯ ยอมรับไม่สบายใจ หลังไทยสอบตกดัชนีคอร์รัปชันต่ำสุดรอบ 19 ปี สั่งทุกหน่วยงานเร่งสังคายนา

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 21:11 น.


นายกฯ ตั้งโต๊ะแถลงยอมรับไม่สบายใจ หลังไทยสอบตกดัชนีคอร์รัปชันต่ำสุดรอบ 19 ปี สั่งทุกหน่วยงานเร่งสังคายนา คู่ปฏิรูประเบียบ-กฎหมาย พร้อมยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงเรื่องผลคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทย (CPI) หรือ ดัชนีคอร์รัปชัน ภายหลังองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ประกาศดัชนี CPI ประจำปี 2568 ผลปรากฏว่าประเทศไทยได้คะแนนเพียง 33 จาก 100 คะแนนเต็ม อยู่ที่อันดับ 116 จาก 182 ประเทศทั่วโลก ถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 19 ปี และเป็นอันดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดอันดับ

นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลไม่สบายใจหลังได้รับทราบการรายงานผลดัชนี CPI ล่าสุด ซึ่งประเทศไทยได้ 33 คะแนน ลงมาอยู่ลำดับที่ 116 ซึ่งลดลงจากปีที่ผ่านมา 1 คะแนน ถือว่าเป็นคะแนนที่ค่อนข้างต่ำ และอาจมีผลของการตีความความว่าเป็นเราอาจจะเป็นประเทศที่มีการทุจริตที่สูงและมีความโปร่งใสที่ต่ำ ซึ่งในประเด็นนี้รัฐบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้เชิญ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. มาสอบถามรายละเอียดทั้งหมดแล้ว

“รัฐบาลมีความไม่สบายใจเกี่ยวกับค่าคะแนนของ CPI ที่ต้องถือว่าเป็นเครื่องมือสะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศนั้น ๆ 33 คะแนนนี้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือสอบตก เพราะงั้นเราจะต้องเร่งดำเนินการในทุกวิถีทางโดยใช้มูลเหตุนี้เป็นตัวที่จะต้องผลักดันให้มีการปฏิรูปวิธีการต่อสู้กับปัญหาการทุจริตของประเทศไทยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” นายอนุทิน กล่าว

อย่างไรก็ตามเมื่อได้รับรับทราบการรายงานแล้ว รัฐบาลเห็นว่ายังมีวิธีการปรับปรุงแก้ไข จึงได้มีข้อสั่งการในฐานะรัฐบาลเดิมให้บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี และนายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการ ป.ป.ท. เร่งเตรียมการปรับปรุงวิธีการ ปรับปรุงกฎหมาย ขั้นตอน กฎระเบียบ ทั้งในรูปกฎหมาย ระเบียบ กฎกระทรวง พระราชกำหนด หรือตรากฎหมายขึ้นมาใหม่ เพื่อทำการปราบปรามต่อสู้กับเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศนี้ให้มีประสิทธิภาพที่สูงสุด

“เรื่องทุจริตคอร์รัปชันมันไม่ใช่เฉพาะเรื่องเอาเงินไปให้เพื่อซื้อความสะดวกอย่างเดียว แต่มันไปถึงในเรื่องของเราต้องปฏิรูปในเรื่องของระบบการอนุมัติอนุญาต เป็นสาระสำคัญเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน นักธุรกิจ ผู้ประกอบการต่าง ๆ และเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทย โดยเราจะต้องเร่งทำให้ พ.ร.บ. หรือกฎหมายอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจจะต้องถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง และต้องมอบหมายหน่วยงานให้รับผิดชอบเรื่องนี้โดยเฉพาะ”นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลยยังมอบหมายให้หน่วยงานต่าง ๆ เช่น ป.ป.ท. ป.ป.ง. สำนักงาน ก.พ.ร. หรือแม้กระทั่งสำนักงานบีโอไอ หารือร่วมกันและหาวิธีในการที่จะทำให้เรื่องเหล่านี้มีความโปร่งใสให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมทั้งมอบหมายหน่วยงานที่จะต้องบังคับใช้กฎหมายต้องดำเนินการกับผู้ที่มีพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชัน ช่อราษฎร์บังหลวงอย่างเด็ดขาด รวมทั้งสังคายนาเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐโดยด่วน

“หากกฎหมายที่เรามีอยู่ยังไม่พอ เราก็พร้อมที่จะแก้กฎหมาย โดยตั้งความหวังไว้ว่ารัฐบาลชุดต่อไปหลังจากนี้ก็น่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ประกอบกับการออกกฎหมายต่าง ๆ ก็ต้องให้การรับรองจากวุฒิสภาด้วย รัฐบาลก็มีความมั่นใจว่าถ้าเราได้ตรากฎหมายหรือว่าจะมีการแก้ไขกฎหมาย แก้ไขระเบียบอะไรต่าง ๆ ที่ต้องใช้การรับรองจากทางรัฐสภา ก็เชื่อว่าสมาชิกรัฐสภาทั้ง 2 สภา ก็น่าจะให้การสนับสนุน โดยเฉพาะเรื่องการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน”

นายกฯ กล่าว่วา วันนี้รัฐบาลก็ไม่ได้เพียงแต่นิ่งดูดายกับเรื่องนี้เท่านั้น ล่าสุดประเทศไทยก็เร่งดำเนินการในการเข้าไปเป็นสมาชิกของ OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานในเรื่องของความโปร่งใสในการทำธุรกรรมต่าง ๆ ถือเป็นการสร้างความน่าเชื่อถืออีกอย่างหนึ่งให้กับประเทศไทย

“เรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ต้องทำให้เป็นรูปธรรมให้เห็นว่าไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลในในชุดต่อไป ปัญหาการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันจะต้องถูกบรรจุอยู่ในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล และต่อจากนี้การปฏิบัติหน้าที่ของทุกส่วนราชการก็จะต้องเป็นไปด้วยความรวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ หากฝ่าฝืนจะต้องถูกลงโทษทางปกครอง หรือวินัย อย่างเด็ดขาด ซึ่งรัฐบาลที่มีความตั้งใจที่จะเป็นศัตรูกับการทุจริตคอร์รัปชัน และเราจะยกระดับเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นวาระแห่งชาติ” นายอนุทิน กล่าว

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม