วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 11:12 น.
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เร่งรับมือวิกฤตโรค NCDs หลังพบผู้ป่วยเบาหวาน-ความดันอายุน้อยลง พร้อมเปิดตัวหลักสูตรปั้นแกนนำสุขภาพระดับอำเภอทั่วประเทศ โดยเน้นใช้ “Lifestyle Medicine” หรือ เวชศาสตร์วิถีชีวิต เพื่อเปลี่ยนกลุ่มเสี่ยง ไม่ให้ป่วย นำร่อง 12 เขตสุขภาพ
แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์โรค NCDs ในการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 ปี 2568 ที่พบกลุ่มคนรุ่นใหม่ (อายุ 18-34 ปี) ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับปี 2563 จากร้อยละ 25.4 เป็น ร้อยละ 29.5 และเบาหวาน จากร้อยละ 9.5 เป็นร้อยละ 10.6 สาเหตุสำคัญ คือ พฤติกรรม “กินเกิน-นอนน้อย-เนือยนิ่ง” และยังพบว่าคนไทยกว่าร้อยละ 83.4 กินโซเดียมเกินมาตรฐาน และพบภาวะอ้วนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 45 ปัญหาเหล่านี้ นอกจากจะส่งผลต่อทำลายสุขภาพประชาชนเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน กรมอนามัยจึงนำหลัก“Lifestyle Medicine” หรือ เวชศาสตร์วิถีชีวิต มาเป็นเครื่องมือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อป้องกัน NCDs โดยเชื่อมโยงกับศูนย์ป้องกันโรคไม่ติดต่อ (NCDs Prevention Center) ที่มีอยู่ทั่วประเทศ
แพทย์หญิงนงนุช ภัทรอนันตนพ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวเพิ่มเติมว่า กลไกการขับเคลื่อนที่เข้มแข็ง ในระดับพื้นที่ คือ การสร้าง “แกนนำสุขภาพระดับอำเภอ” ที่จะเป็น Health Coach นอกจากการเพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพ หรือ Health Literacy ให้กับประชาชนในชุมชน การนำหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต หรือ Lifestyle Medicine จะช่วยเป็นแนวทางให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่ดีขึ้น ภายใต้ 6 เสาหลัก ประกอบด้วย 1) ด้านโภชนาการ การเลือกอาหารเพื่อลดความเสี่ยง NCDs เพิ่มผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี เลือกโปรตีนคุณภาพดี เช่น ปลา ถั่ว ลดน้ำตาล เครื่องดื่มหวาน และโซเดียม 2) การมีกิจกรรมทางกาย ออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เสริมสร้างกล้ามเนื้ออย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ เพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาล ความดัน และเสริมสุขภาพหัวใจ 3) การนอนหลับที่เพียงพอ วัยทำงานควรนอน 7–9 ชั่วโมงต่อคืน เข้านอนและตื่นเวลาใกล้เคียงกันทุกวัน ลดการใช้หน้าจอก่อนนอน 4) การจัดการความเครียด ฝึกหายใจลึก ๆ ทำสมาธิ โยคะ หรือกิจกรรมผ่อนคลาย 5) ความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดี มีเครือข่ายครอบครัว เพื่อน หรือชุมชน 6) หลีกเลี่ยงสารเสพติดและพฤติกรรมเสี่ยง งดสูบบุหรี่ จำกัดหรือหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ ลดการสัมผัสสารพิษ เช่น ฝุ่น PM 2.5
นายแพทย์อัครวัฒน์ เพียวพงภควัต ผู้อำนวยการส่งเสริมความรอบรู้และสื่อสารสุขภาพ กล่าวเพิ่มเติมว่าจากผลการสำรวจความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชนเรื่องโรค NCDs พบว่า ประชาชนมีความรอบรู้ด้านสุขภาพเพียงพอสูงถึง ร้อยละ 93.18 แต่ผลการสำรวจด้านพฤติกรรม กลับพบว่า มากกว่าร้อยละ 50 ยังมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรค NCDs เช่น การกินอาหารไขมันสูง การกินหวาน การกินอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น น้ำจิ้ม น้ำพริก น้ำแกง อาหารเมนูน้ำ ส้มตำ และการเติมเครื่องปรุงรสเค็มเป็นประจำ ในขณะที่การกินผักและผลไม้สดที่หลากหลาย อย่างน้อยวันละครึ่งกิโล (4-6 กำมือ) มีเพียงร้อยละ 48.70 ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง จนรู้สึกเหนื่อยหรือมีเหงื่ออก สะสมครบ 150 นาที/สัปดาห์ มีเพียงร้อยละ 48.90 เท่านั้น ดังนั้น การจัดอบรมพัฒนาแกนนำส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพตามแนวทางเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) ในการดูแลตนเองและป้องกันโรค NCDs เป็นการสร้างพี่เลี้ยงสุขภาพ นำกลุ่มเสี่ยงโรค NCDs เข้าสู่ศูนย์ป้องกันโรคไม่ติดต่อ (NCDs Prevention Center) พร้อมทั้งติดตามประเมินผลจนกลับมามีสุขภาพดี โดยมีเป้าหมาย คือ การช่วยลดผู้ป่วยโรค NCDs ในอนาคต
