วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 05:33 น.
24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569
>> หนุ่มเมายาคลั่ง จุดไฟเผารถไหม้ แล้วลุกลามบ้านเสียหายวอด 2 หลัง
08.30 น รับแจ้งว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน ในพื้นที่บ้านนารายณ์ ต.จอมศรี อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี และทางชาวบ้านและจิตอาสาช่วยกันควบคุมเพลิงไว้ได้
จากการสอบถามผู้อยู่ในเหตุการณ์ทราบว่า ผู้ก่อเหตุ คือ ชายไทย โดยพักอาศัยอยู่บ้านหลังเกิดเหตุ จึงจับกุมตัวควบคุมตัวผู้ก่อเหตุไปดำเนินคดีตามกฎหมาย
มีผู้ให้ข้อมูลเบื้องต้นว่า ผู้ก่อเหตุเสพยาบ้า แล้วคลุ้มคลั่งเผารถมอเตอร์ไซค์ในบ้านและทรัพย์สินในบ้านของมารดา เป็นเหตุให้ไฟได้ลุกลามไหม้บ้านทั้งหลัง และยังลามไปไหม้บ้านข้างเคียง
ทางเจ้าหน้าที่ตํารวจ สภ.เพ็ญ ควบคุมตัวชายดังกล่าวไว้เพื่อทำการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงและจะดำเนินการตามกฏหมายต่อไป
>> รถบรรทุกชนกับรถกระบะ มีผู้เสียชีวิต 2 รายที่ จ.สิงห์บุรี
08.38 น. รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุ รถบรรทุกชนกับรถกระบะ มีผู้เสียชีวิต บนถนนทางหลวงหมายเลข 32 ในพื้นที่ ต.บางน้ำเชี่ยว อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี
ที่เกิดเหตุ พบรถบรรทุก อีซูซุ สีขาว ป้ายทะเบียน สมุทรปราการ ลักษณะชนกับรถกระบะ โตโยต้า ป้ายทะเบียน สิงห์บุรี ตรวจสอบ มีผู้เสียชีวิต 2 ราย เป็นชายและหญิง ในส่วนของสาเหตุที่อยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พรหมบุรี
>> ผบ.ตร.เยี่ยมให้กำลังใจตำรวจ EOD บาดเจ็บจากการเข้าเก็บกู้ระเบิดภายในปั๊มน้ำมัน เมืองปัตตานี ย้ำ สตช.ดูแลเต็มที่ ไม่ทอดทิ้ง
10.50 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจ “ด.ต.พิชิตพาล เวชชาชีวี” เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) ตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี ซึ่งได้รับบาดเจ็บบริเวณแขนและมือทั้งสองข้าง จากเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดแสวงเครื่องแบบตั้งเวลา จำนวน 2 ลูก ซุกซ่อนไว้ภายในห้องน้ำคนพิการ ภายในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ริมถนนสาย 410 ปัตตานี–ยะลา ตำบลตะลุโบะ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ระหว่างเข้าดำเนินการเก็บกู้ได้เกิดระเบิดขึ้น เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ปัจจุบันรักษาตัวที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และคณะ ได้เข้าเยี่ยม มอบเงินและสิ่งของช่วยเหลือ ด.ต.พิชิตพาลฯ ณ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ปัจจุบันผู้บาดเจ็บรู้สึกตัวดีและอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ผบ.ตร. ได้สอบถามภรรยาของ ด.ต.พิชิตพาลฯ ผู้บาดเจ็บ กล่าวว่า ถือว่ายังโชคดีที่นับว่าได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย และเข้าใจการทำงานของสามีว่าการดูแลความปลอดภัยพี่น้องประชาชนเป็นสิ่งที่ตำรวจต้องปฏิบัติตามหน้าที่อย่างเต็มที่อยู่แล้ว
ซึ่ง ผบ.ตร. ได้กล่าวขอบคุณและชื่นชมภรรยานายตำรวจรายนี้ว่ามีจิตใจที่เข้มแข็ง ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติภูมิใจในการปฏิบัติหน้าที่ของ ด.ต.พิชิตพาลฯ ขอให้กำลังใจ และขอให้แข็งแรงในเร็ววัน ยืนยันว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ทอดทิ้ง จะดูแลรักษาและสวัสดิการให้อย่างเต็มที่
ในโอกาสเดียวกันนี้ ผบ.ตร.ได้พบ “จ.ส.ต.วรวิทย์ ณะรัตนะ” หรือ “จ่าปืน” เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด กองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ ตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ซึ่งบาดเจ็บขาขาดทั้ง 2 ข้าง หลังเกิดเหตุลอบวางระเบิด เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2567 โดยวันนี้ จ.ส.ต.วรวิทย์ฯ ได้เดินทางมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ผบ.ตร.จึงได้มอบเงินช่วยเหลือ ให้กำลังใจ และขอบคุณที่ได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชน
>> รองนายกฯ "สุชาติ" มอบหมาย ปลัด ทส. สั่งทบทวนมาตรการจัดการช้างป่า
11.40 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ได้มอบหมายให้ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัด ทส. ติดตามและกำกับการแก้ไขปัญหาช้างป่าในพื้นที่อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ภายหลังเกิดเหตุช้างป่า “สีดอหูพับ” เสียชีวิตระหว่างการเคลื่อนย้ายจากจังหวัดขอนแก่น ไปยังพื้นที่โครงการฟื้นฟูอาหารช้างป่าภูหลวง จังหวัดเลย เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
กระบวนการเคลื่อนย้ายช้างในครั้งนี้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ชี้เเจงว่าได้ดำเนินการภายใต้หลักวิชาการและมาตรฐานสากลโดยบูรณาการการทำงานร่วมกับหลายหน่วยงาน มีทีมสัตวแพทย์และสัตวบาลผู้เชี่ยวชาญ ร่วมกันดำเนินการ เเละติดตามสัญญาณชีพตลอดกระบวนการ ทั้งนี้กรมอุทยานเเห่งชาติ สัตว์ป่าเเละพันธุ์พืช อยู่ระหว่างรอผลการตรวจพิสูจน์จากห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันสาเหตุอย่างละเอียด
ภายหลังเกิดเหตุ ปลัด ทส. ได้สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและทบทวนกระบวนการปฏิบัติงานในทุกมิติทันที โดยให้ความเป็นธรรม เเก่เจ้าหน้าที่ทุกคนพร้อมเปิดให้ผู้เชี่ยวชาญ และนักวิชาการจากภายนอกเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อถอดบทเรียน ปรับปรุงแนวทางการจัดการช้างป่า และจัดทำมาตรฐานปฏิบัติที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม และสามารถนำไปใช้ได้จริงในทุกพื้นที่
>> อุทยานแห่งชาติสาละวิน เข้มมาตรการปิดป่า-ควบคุมไฟป่า จับกุมผู้ลักลอบล่าสัตว์ป่าพร้อมซากสัตว์
12.25 น. อุทยานแห่งชาติสาละวินจับกุมผู้ลักลอบล่าสัตว์ป่า 2 ราย พร้อมซากสัตว์ป่าคุ้มครองและอาวุธปืน ระหว่างการตรวจตราเฝ้าระวังไฟป่าในพื้นที่ห้วยแม่ละมอง ตำบลแม่คง อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
นายชัยชาญ ศรียงค์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 สาขาแม่สะเรียง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 19.30 น. เจ้าหน้าที่ฝ่ายอนุรักษ์และป้องกันของอุทยานแห่งชาติสาละวิน ได้ออกตรวจลาดตระเวนเชิงรุกในพื้นที่เฝ้าระวังช่วงควบคุมไฟป่า ตรวจพบผู้ต้องหา 2 ราย (อายุ 57 ปี และ 27 ปี) ลักลอบเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติพร้อมอาวุธปืนและอุปกรณ์ส่องสว่าง
จากการตรวจค้นพบของกลาง ได้แก่ อาวุธปืนลูกกรด 1 กระบอก ปืนไทยประดิษฐ์ 1 กระบอก ไฟฉายคาดหัว และซากสัตว์ป่าหลายรายการภายในเป้สะพายหลัง ประกอบด้วย ซากชะนีมือขาว 1 ซาก (สัตว์ป่าคุ้มครอง) นกป่าหลายชนิด ได้แก่ นกเขาเปล้าธรรมดา นกขมิ้นท้ายทอยดำ นกแซงแซวหางบ่วงใหญ่ รวมถึงซากกระรอกดินข้างลายและกระรอกปลายหางดำ
ทั้งนี้ ผู้ต้องหาทั้งสองราย ให้การรับสารภาพว่า ได้นำอาวุธปืนเข้าไปล่าสัตว์ป่าเพื่อนำมาบริโภค เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหาตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562, พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562, พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธ พ.ศ. 2490 และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 จากนั้นได้ส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางให้พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรแม่สะเรียง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป"
>> เพลิงไหม้ร้านขายของเก่าบริเวณริมแม่น้ำชี เสียหายวอดทั้งหลัง จ.ขอนแก่น
12.30 น. ศูนย์วิทยุหน่วยกู้ภัยทางหลวงขอนแก่น รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ร้านขายของเก่าบริเวณริมแม่น้ำชี บ้านท่าพระเนาว์ ต.ท่าพระ อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น
นายนิรันดร์ อุดมแก้ว นายกสมาคมกู้ภัยทางหลวงขอนแก่น สั่งการให้อาสาสมัครพื้นที่ใกล้เคียง ออกตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบว่าเพลิงกำลังลุกไหม้ของเก่าและรถบรรทุกหกล้อ ประสานเจ้าหน้าที่พร้อมด้วยรถดับเพลิงระดมใช้น้ำสกัดเพลิง จนสามารถควบคุมและเพลิงสงบลงในเวลาต่อมา ขณะเกิดเหตุ ไม่พบเสียชีวิต ขณะเกิดเหตุมีผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นชาย 1 ราย อาสาปฐมพยาบาลเบื้องต้นพร้อมประสานกู้ชีพในพื้นที่ดำเนินการช่วยเหลือและนำส่งรักษาที่ รพ.ใกล้เคียง
คาดสาเหตุเบื้องต้น มาจาก แบตเตอรี่รถมอเตอร์ไซค์ระเบิด แล้วประกายไฟหล่นเข้าของเก่าลุกลาม ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น
>> วธ. ยืนยันปราสาทตาควาย กลุ่มปราสาทตาเมือน รวมทั้งโบราณสถานตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา เป็นโบราณสถานของไทย
13.00 น. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม แถลงข่าวการบูรณะปราสาทตาควาย กลุ่มปราสาทตาเมือนและโบราณสถานตามแนวชายแดน ไทย – กัมพูชา
นางสาวซาบีดา กล่าวว่า สืบเนื่องจากกรณีกัมพูชายื่นหนังสือประท้วง ขอให้กระทรวงวัฒนธรรมของไทยหยุดดำเนินการเกี่ยวกับการบูรณะปราสาทตาควาย และกลุ่มปราสาทตาเมือน โดยอ้างว่าเป็นของกัมพูชานั้น กระทรวงวัฒนธรรมขอชี้แจงว่า ปราสาทตาควาย และกลุ่มปราสาทตาเมือน เป็นโบราณสถานของไทย ทั้งนี้ ปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาเมือนโต๊ด ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษาตั้งแต่ พ.ศ. 2478 และรัฐบาลไทยได้อนุมัติงบประมาณในการบูรณะ ระหว่างปี พ.ศ. 2533 - 2539 จนสามารถบูรณะปราสาทประธานแล้วเสร็จสมบูรณ์ โดยปราศจากการทักท้วง หรือคัดค้านจากฝ่ายกัมพูชา
เหตุการณ์การปะทะของทหารไทยและกัมพูชาในช่วงเวลาที่ผ่านมา ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า กัมพูชาได้ใช้ปราสาทตาควายเป็นฐานที่มั่นทางการทหาร ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างหนักต่อโบราณสถาน ซึ่งการกระทำดังกล่าว ถือว่าผิดต่อหลักการสากล ที่ห้ามใช้โบราณสถานเป็นที่มั่นหรือฐานปฏิบัติการทางทหาร ต่อมาภายหลังการหยุดยิง และประเทศไทยสามารถสถาปนาพื้นที่เหนือดินแดนปราสาทตาควายและกลุ่มปราสาทตาเมือนไว้ได้
สภาพที่ปรากฏคือ ความเสียหายอย่างมากของปราสาทตาควาย และร่องรอยความเสียหายของกลุ่มปราสาทตาเมือน กระทรวงวัฒนธรรมจึงมอบหมายให้กรมศิลปากรทำการสำรวจเพื่อเตรียมการบูรณะโดยทันที ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกองทัพภาคที่ 2 เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาได้วางทุ่นระเบิดจำนวนมาก ภายในตัวปราสาทและบริเวณโดยรอบ อันเป็นอุปสรรคอย่างยิ่ง ในการทำงานสำรวจและบูรณะโบราณสถาน ทั้งนี้ ผลจากการสำรวจพบว่า ปราสาทตาควายจำเป็นต้องรีบดำเนินการบูรณะโดยด่วน เนื่องจากโครงสร้างของตัวปราสาท ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง
“กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันความเสียหายของโบราณสถาน ซึ่งมีผลจากการที่ฝ่ายกัมพูชาเข้าไปใช้เป็นฐานปฏิบัติการทหาร โดยไม่คำนึงถึงหลักการที่นานาอารยประเทศยอมรับร่วมกัน ทำให้โบราณสถานซึ่งเป็นสมบัติทางวัฒนธรรม ที่สำคัญของมวลมนุษยชาติต้องถูกทำลายลง ทั้งนี้ ฝ่ายไทยยังคงยืนยันถึงความจำเป็นและความชอบธรรม ในการบูรณปฏิสังขรณ์ปราสาทตาควายและกลุ่มปราสาทตาเมือน รวมทั้งโบราณสถานที่ตั้งอยู่ตามแนวชายแดน ที่มีสถานะเป็นโบราณสถานของไทย และตั้งอยู่บนดินแดนของประเทศไทย” นางสาวซาบีดา กล่าว
>> เพลิงไหม้บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ 2 ชั้น ซอยเจริญรัถ 18 ประชาชนช่วยกันใช้ถังดับเพลิงทำการดับเพลิงสงบ
14.21 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้ สถานที่เกิดเหตุ ซอยเจริญรัถ 18 ถนนเจริญรัถ แขวงคลองต้นไทร เขตคลองสานกรุงเทพมหานคร
ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ 2 ชั้น ใช้สำหรับพักอาศัย ต้นเพลิงเกิดขึ้นที่ชั้นบน บริเวณระเบียงนั่งเล่น เพลิงลุกไหม้เสียหายพัดลมตั้งโต๊ะ โซฟา ลุกลามฝาผนังและหลังคา พื้นที่เพลิงไหม้เสียหายประมาณ 3 ตารางเมตร ประชาชนใช้ถังดับเพลิงทำการดับเพลิงสงบ ก่อนรถดับเพลิงถึงที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงใช้น้ำทำการดับถ่านและระบายควัน
ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้เกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรที่พัดลมตั้งโต๊ะ ที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยปากคลองสาน
>> CIB เปิดปฏิบัติการ ‘Zero Shadow’ ลั่น!คะแนนเสียงต้องไม่เปื้อนเลือด
15.25 น. พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ร่วมกันแถลงผลการปฏิบัติ “Zero shadow : ล่า ล้าง เงา” ระดมกวาดล้างผู้มีอิทธิพลและกลุ่มมือปืนรับจ้าง ก่อนการเลือกตั้ง 8 ก.พ.69
จากการวางกำลังเชิงรุกตั้งแต่วันที่ 25 ธ.ค.68 ถึง 1 ก.พ. 69 เพื่อลงพื้นที่ป้องกันและปราบปรามก่อนที่จะเกิดเหตุความรุนแรง โดยเน้นการกวาดล้างเป้าหมายที่เป็นเครือข่ายมือปืนและผู้มีอิทธิพลทั่วประเทศตรวจค้นเป้าหมายรวมทั้งสิ้น 130 จุด แบ่งเป็นการเข้าตรวจค้นจับกุมผู้มีอิทธิพล ผู้มีหมายจับในคดีสำคัญ เครือข่ายค้าอาวุธที่เจ้าหน้าที่ติดตามความเคลื่อนไหว 2 เครือข่ายใหญ่ ซึ่งจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 92 ราย เป็นหมายจับคดีค้าอาวุธทั้งหมด 3 ราย หมายจับที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลและชอบใช้ความรุนแรง 33 ราย จับกุมอาวุธปืนที่อยู่ในเครือข่ายค้าอาวุธปืน 58 ราย เป็นการจับกุมซึ่งหน้า อีกทั้งยังตรวจยึดของกลางเป็นอาวุธปืน 86 กระบอก และเครื่องกระสุนมากถึง 8,184 นัด เงินสดรวม 6,858,760 บาท พร้อมโทรศัพท์มือถือและสมุดบัญชีธนาคารจำนวนมาก
โดยผลการปฏิบัติที่สำคัญ อาทิ คดีสังหารกำนันยอง (พัทลุง-สงขลา) จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับครบทั้ง 4 ราย พร้อมยึดปืน 13 กระบอก และยึดกระสุนอาวุธสงคราม (5.56) ถึง 360 นัด และ คดีอุ้มเรียกค่าไถ่เขาจิงโจ้ ปิดล้อมตรวจค้น 11 จุด ในพื้นที่จ.ตรัง, จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.กระบี่ จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับครบทั้ง 5 ราย พร้อมยึดอาวุธปืนต่างๆ
สำหรับการปฏิบัติการ Zero Shadow คือการส่ง สัญญาณชัดเจนไปยังกลุ่มอิทธิพลว่า พื้นที่สำหรับการกระทำเหนือกฎหมายไม่มีอยู่อีกต่อไป และการยึดอาวุธและเครื่องกระสุนจำนวนมหาศาลในครั้งนี้ คือการหยุดยั้งเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตประชาชน ล่วงหน้า เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามอุดมการณ์ "คะแนนเสียงต้องไม่เปื้อนเลือด" อย่างแท้จริง
>> ไล่ล่าระทึก จับหนุ่มเอารถบริษัทขนจยย. ที่ถูกขโมย ส่งขายประเทศเพื่อนบ้าน
15.42 น. ผูัสื่อข่าวรายงาน เจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายสืบสวน สน.สุวินทวงศ์ , ฝ่ายสืบสวน สน.ลำผักชี ,ฝ่ายสืบสวน สภ.บางพลี ร่วมกันจับกุมนายชอ (นามสมมุติ) อายุ 27 ปี พร้อมด้วยของกลาง รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮอนด้า ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน จำนวน 1 คัน, รถกระบะตู้ทึบ จำนวน 1 คัน โดยจับกุมได้บริเวณหน้าปั้มน้ำมันแห่งหนึ่ง ถนนสุวินทวงศ์ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร
การจับกุมในครั้งนี้สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.สุวินทวงศ์ และ สน.ลำผักชี ได้รับประสานข้อมูลจาก สภ.บางพลี ว่ามีรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายได้หายไป จากการสืบสวนหาข่าวทราบว่ารถจักรยานยนต์คันดังกล่าว ถูกพบภายในซอยร่วมพัฒนา 8 เขตหนองจอก
จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม จึงได้เฝ้าติดตามเข้าไปภายในชอยดังกล่าว จนกระทั่งมีรถกะบะตู้ทึบ ขับจากซอยดังกล่าว มีท่าทางเป็นพิรุธน่าจะมีสิ่งของผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้ติดตาม เรียกให้หยุดเพื่อตรวจ และพบรถจักรยานยนต์ที่ได้แจ้งหายไว้ที่ สภ.บางพลี อยู่ในรถ
จากการสอบถามนายชอ รับว่ารถดังกล่าวตนได้เอามาจากภายในซอยร่วมพัฒนา 8 จริง และจะนำไปเก็บไว้บ้านเช่าของตน และจะนำรถจักรยานยนต์ไปส่งต่อที่คลอง 7 ปกติทำงานบริษัทส่งของ เสร็จแล้วมารับจ้างขนรถจักรยานยนต์หารายได้เสริม ได้ค่าจ้างคันละ 1,300 บาท
จากการขยายผลการสืบสวนคาดว่าจะนำส่งไปขายต่อประเทศเพื่อนบ้าน เบื้องต้นแจ้งข้อหาลักทรัพย์ หรือรับของโจร ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.บางพลี ต่อไป
>> ไฟไหม้โรงเก็บฟางก้อนและยุ้งฉางเก็บข้าววอดทั้งหลัง ลุกลามรถแทรกเตอร์ เสียหาย ที่บ้านโนนศรีสวัสดิ์ จ.กาฬสินธุ์
16.00 น. หน่วยกู้ภัยอโสกร่องคำ ได้รับแจ้งว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงเก็บฟางก้อนและยุ้งฉางเก็บข้าว สถานที่เกิดเหตุ บ้านโนนศรีสวัสดิ์ หมู่ 8 ตำบลสามัคคี อำเภอร่องคำ จังหวัดกาฬสินธุ์
เจ้าหน้าที่ พร้อมอาสาสมัคร รถดับเพลิงเข้าตรวจสอบและให้ดำเนินการฉีดน้ำ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ ขณะเกิดเหตุไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ ส่วนสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ สภ.ร่องคำ
>> กองกำลังบูรพา และ กสทช. ตรวจค้นโกดังตลาดโรงเกลือ พบลอบส่งสัญญาณเน็ตข้ามไปกัมพูชา
16.58 น. พล.ต.ต.ถาวร ดุลวิทย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว พร้อมด้วย พ.ต.อ.จตุรภัทร์ สิงหษฐิต รอง ผบก.ภ.จว.สระแก้ว พ.อ.บัญชา ชาญฉลาด รองผู้บังคับกองกำลังบูรพา เจ้าหน้าที่ กสทช. ตำรวจ สภ.คลองลึก และเจ้าหน้าที่ AIS 3BB FIBRE3 สนับสนุนการปฏิบัติการของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เข้าตรวจค้นโกดังต้องสงสัย หลังได้รับเบาะแสจากประชาชน และตรวจพบรูปแบบการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เข้าข่ายผิดปกติ
จากการตรวจค้น พบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์กระจายสัญญาณที่ถูกดัดแปลง เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตข้ามประเทศ รวมถึงการติดตั้งระบบ VPN และอุปกรณ์เชื่อมต่อไปต่างประเทศ เข้าข่ายลักลอบใช้บริการอินเทอร์เน็ตผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงสั่งระงับสัญญาณและตรวจยึดอุปกรณ์ทั้งหมดไว้เป็นของกลาง
พล.ต.ต.ถาวร เปิดเผยว่า การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นความร่วมมือหลายหน่วยงาน เพื่อสกรีนเข้มการส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตจากฝั่งไทยไปยังกัมพูชา เบื้องต้นพบจุดต้องสงสัยรวม 7 จุด โดยจุดแรกอยู่ที่โกดังห้อง 8A/10 ห่างชายแดนประมาณ 50 เมตร พบอุปกรณ์ส่งสัญญาณไร้สายระยะไกลหันหน้าไปยังฝั่งกัมพูชา ส่วนจุดที่ 2–7 อยู่ห่างชายแดนประมาณ 2–3 กิโลเมตร พบอุปกรณ์ส่งสัญญาณระยะไกลรวม 6 ชุด ซึ่งไม่มีการขออนุญาตใช้งานอย่างถูกต้อง
ขณะนี้ CIB อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบผู้เกี่ยวข้อง และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ขณะที่ AIS 3BB FIBRE3 ยืนยันเดินหน้าร่วมมือหน่วยงานความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการนำโครงข่ายไปใช้ในกิจกรรมผิดกฎหมาย และสกัดแก๊งอาชญากรรมออนไลน์ในพื้นที่ชายแดน
>> รวบคู่รักบัญชีม้า รับจ้างเปิดบัญชี ป้อนเครือข่ายสแกมเมอร์
17.11 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดย กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย มีหมายจับถึง 6 หมาย เกี่ยวกับข้อหา “การฉ้อโกงประชาชน, พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์, บัญชีม้า” โดยจับกุมได้ บริเวณหน้าบ้านพัก ในพื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี
จากการสอบปากคำเบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งสองราย ให้การรับสารภาพว่าได้เปิดบัญชีให้กลุ่ม Scammer จริง โดยเมื่อช่วงประมาณปี 2567 ผู้ต้องหาทั้งสองรายได้รับการว่าจ้างจากกลุ่ม Scammer ให้เปิดบัญชีธนาคารในประเทศไทย โดยให้ผู้ต้องหาทั้งสองรายเปิดบัญชีธนาคารคนละ 8-10 บัญชี และลักลอบข้ามชายแดนผ่านช่องทางธรรมชาติไปยังประเทศกัมพูชา ต่อมาเมื่อบัญชีทั้งหมดถูกอายัด ผู้ต้องหาทั้งสองจึงถูกส่งกลับประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ ผู้ต้องหาทั้งสองรายทราบภายหลังว่าบัญชีของตนถูกใช้ในการกระทำความผิด ซึ่งพบมูลค่าความเสียหายมากกว่าสองล้านบาท จนมีผู้เสียหายหลายรายเดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์นำมาซึ่งการถูกออกหมายจับ และได้หลบหนีมาอยู่ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี กระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงจับกุม
จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงชลบุรี จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.2 บก.สอท.2 เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
>> เพลิงไหม้รถโฟล์คลิฟท์ ถนนมหาเศรษฐ์ เพลิงลุกไหม้เสียหายหมดทั้งคัน
17.28 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้ สถานที่เกิดเหตุ ถนนมหาเศรษฐ์ แขวงสี่พระยา เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร
ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นเพลิงลุกไหม้รถโฟล์คลิฟท์ รถใช้น้ำมันเบนซินเป็นเชื้อเพลิง เพลิงลุกไหม้เสียหายหมดทั้งคัน เจ้าหน้าที่ใช้โฟมทำการดับเพลิงสงบ
ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้เกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรที่ห้องเครื่องรถยนต์ ที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางรัก
>> รถจักรยานยนต์ชนกันตรงทางสามแยก เสียชีวิต 1 และเจ็บสาหัส 1 ราย จ.นนทบุรี
21.45 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางศรีเมือง จ.นนทบุรี พร้อมเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินทางเข้าตรวจสอบหลังจากได้รับแจ้งมีรถจักรยานยนต์ชนกัน มีทั้งผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต เหตุเกิดแยกพิกุล ถนนสุขาภิบาล ต.บางศรีเมือง อ.เมืองนนทบุรี
ที่เกิดเหตุ พบร่างของ ชายไทย อายุ 50 ปีเสียชีวิตข้างรถจักรยานยนต์ของตัวเอง ยี่ห้อ ฮอนด้า รุ่น เวฟ สีแดง-ขาว ทะเบียน กทม. สภาพหน้ารถพังเสียหาย ใกล้กันพบรถคู่กรณีเป็นรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮอนด้ารุ่น เวฟ สีน้ำเงิน-ดำ ทะเบียน กทม. สภาพรถพังเสียหายเช่นกัน ส่วนผู้ขับขี่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ไม่ทราบชื่ออายุประมาณ 50 ปี
หลังเกิดเหตุทางภรรยาและลูกชายวัย 12 ปีได้เดินทางมาที่เกิดเหตุโดยทางลูกชายให้ข้อมูลว่าพ่อออกจากบ้านเพื่อจะไปร้านสะดวกซื้อ แต่หายไปนานจนกระทั่งมาทราบภายหลังว่าพ่อเกิดอุบัติเหตุ โดยพ่อมีอาชีพเป็นช่างตกแต่งภายใน
ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวว่าเบื้องต้นได้ทำการบันทึกภาพที่เกิดเหตุพร้อมกับเก็บคลิปกล้องวงจรปิดไว้เป็นหลักฐาน ส่วนผู้เสียชีวิตได้มอบหมายทางเจ้าหน้าที่มูนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพื่อชันหลักสูตรต่อไป
>> คนร้ายขี่ รถ จยย.ก่อเหตุกระชากกระเป๋าผู้เสียหาย หน้าซอยงามวงศ์วาน 54 แล้วหลบหนีไป
>> 02.00 น. ศูนย์วิทยุผ่านฟ้า ตำรวจ 191 แจ้งเหตุ คนร้ายเป็นชาย 1 ราย สวมเสื้อสีน้ำเงินเข้ม หมวกนิรภัย ขับขี่รถจักรยานยนต์ ยามาฮ่า ฟีโน่ สีดำ ไม่ทราบทะเบียน ก่อเหตุวิ่งราวทรัพย์ของผู้เสียหาย ได้ทรัพย์สินเป็นกระเป๋าสะพาย ภายในมีเอกสารสำคัญ และเงินสด หลังก่อเหตุหลบหนีไปไม่ทราบเส้นทาง
ผู้เสียหาย เป็นผู้หญิง เล่าว่า ตนเองยืนอยู่บนทางเท้า ริมถนนงามวงศ์วาน ช่วงหน้าซอยงามวงศ์วาน 54 ฝั่งตรงข้าม ม.เกษตรฯ คนร้ายเป็นชาย 1 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ดังกล่าว เข้ามาใกล้แล้วกระชากระเป๋าไป ภายในมีแต่บัตรและเอกสารสำคัญ ไม่มีเงินสด หลังก่อเหตุคนร้ายขับขี่หนีเข้าไปในซอยงามวงศ์วาน 54 ผู้เสียหายพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พหลโยธิน
>> รถนั่งส่วนบุคคลเสียหลักชนขอบทาง ถนนมอเตอร์เวย์ (ทล.7) มีทั้งผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต
03.35 น. รับแจ้งจากมูลนิธิร่วมกตํญญู มีอุบัติเหตุ รถนั่งส่วนบุคคล ชนขอบทาง มีผู้ได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส ถนนมอเตอร์เวย์ (ทล.7) ฝั่งขาเข้า กทม. ช่วงหลัก กม.ที่ 10
ที่เกิดเหตุ พบรถนั่งส่วนบุคคล ฮอนด้า ซีวิค สีน้ำเงิน ป้ายทะเบียน กทม. ลักษณะเสียหลักชนขอบทาง ตรวจสอบพบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย โดยเป็นหญิงไทย อายุ 37 ปี ทางอาสาสมัครช่วยเหลือและนำส่ง รพ.ใกล้เคียง
ส่วนอีก 1 รายนั้นเป็นชายไทย อายุ 39 ปี มีอาการสาหัสและหมดสติ เจ้าหน้าที่ต้องใช้เครื่องมืองีดรถและนำตัวออกมาทำการปั๊มหัวใจ แต่ไม่เป็นผล เสียชีวิตในเวลาต่อมา ในส่วนของสาเหตุอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สทล.สาย 7
7 กุมภาพันธ์ 2569
7 กุมภาพันธ์ 2569