หน้าแรก > สังคม

24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 05:35 น.


24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569


>> “มาเลเซีย” เปิดตลาดนำเข้าหมูไทยปี 69 มูลค่า 4 พันล้านบาท

09.34 น. นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า มาเลเซียส่งหนังสืออนุมัติให้ผู้ประกอบการไทย 4 ราย ส่งเนื้อและชิ้นส่วนสุกรแช่เย็น–แช่แข็ง ไปมาเลเซียได้อย่างเป็นทางการแล้ว คาดมูลค่าส่งออกตลาดมาเลเซียประมาณ 4,000 ล้านบาทในปี 2569

สำหรับการเปิดตลาดนำเข้าหมูไทยของมาเลเซียครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากนายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ นำคณะเจรจาเปิดตลาดส่งออกเนื้อสุกรแช่เย็นและเนื้อสุกรแช่แข็งกับมาเลเซีย และได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับฝ่ายมาเลเซีย ทำให้ผู้ประกอบการไทยผ่านกระบวนการตรวจประเมินสถานประกอบการที่ฝ่ายมาเลเซีย ซึ่งได้เดินทางมาตรวจสอบในประเทศไทยเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของระบบการผลิตปศุสัตว์ไทยในด้านสุขอนามัย ความปลอดภัยอาหาร และการควบคุมคุณภาพที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล

โดยผลจากการเปิดตลาดส่งออกมาเลเซียครั้งนี้จะช่วยดูดซับผลผลิตส่วนเกิน จากที่ได้เคยมีการคาดการณ์ปริมาณการผลิตหมูในปี 2569 ของไทยว่าจะมีผลผลิต 24.29 ล้านตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2568 ซึ่งมี 23.49 ล้านตัว ซึ่งจะเป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยสร้างเสถียรภาพราคาหมูของไทยได้


>> กองทัพภาคที่ 2 พบทหารกัมพูชา ยิงลูกระเบิด 40 มม. ตกใกล้ฐานไทย

10.20 น. กองทัพภาคที่ 2 รายงานว่า พบการยิงลูกระเบิดขนาด 40 มม. ตกใกล้ฐานปฏิบัติการฝ่ายไทย ในพื้นที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดยไม่มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ ซึ่งหลังเกิดเหตุฝ่ายไทยได้เตรียมรับสถานการณ์ และเตรียมปฏิบัติตามกฎการใช้กำลัง

ทั้งนี้ ได้มีการประสานไปยังผู้บังคับบัญชาของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ เพื่อให้รับทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งทางฝ่ายกัมพูชาระบุว่าเป็นการเสียวินัยของกำลังพลชุดใหม่ ที่เข้ามาประจำการในพื้นที่ และได้มีการตักเตือนและกำชับกำลังพลในพื้นที่เรียบร้อยแล้ว


>> รถกระบะข้ามเลนชนประสานงากับรถโดยสารสองแถว กลางถนนสายยะลา - เบตง มีผู้บาดเจ็บ 4 รายและเสียชีวิต 1 ราย

12.28 น. รับแจ้งจาก สภ.ธารโต มีอุบัติเหตุรถกระบะชนกับรถโดยสารสองแถว และมีผู้บาดเจ็บอาการสาหัส ริมถนนหมายเลข 410 เส้นทางยะลา - เบตง บริเวณใกล้เคียง บ้านผู้ใหญ่บ่อหิน ม.11 ต.บ้านแหร อ.ธารโต จ.ยะลา

ที่เกิดหเตุ พบรถกระบะตู้ทึบ อีซูซุ สีขาว ป้ายทะเบียน กทม. ลักษณะพลิกตะแคงอยู่ริมถนน ใกล้กันพบรถกระบะโดยสารสองแถว เส้นทางยะลา - คอกช้าง ยี่ห้อมาสด้า สีแดง ป้ายทะเบียน ยะลา สภาพหน้ารถพังเสียหาย ตรวจสอบพบว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 ราย เป็นผู้ชาย 2 และผู้หญิง 2 ราย ทางอาสาสมัครกู้ชีพ - กู้ภัยให้การช่วยเหลือและนำส่ง รพ.ธารโต ส่วนในจุดเกิดเหตุพบว่ามีผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นชายไทย อายุ 65 ปี เป็นผู้ขับขี่รถกระบะตู้ทึบ

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ธารโต ตรวจสอบจากกล้องวงจรปิด พบว่า รถยนต์กระบะตู้ทึบ ได้ขับขี่รถล้ำเส้นกึ่งกลางเข้ามาชนกับรถยนต์โดยสารที่วิ่งสวนทางมาทำให้เกิดอุบัติเหตุดังกล่าว จะได้ดำเนินการในส่วนเกี่ยวข้องต่อไป


>> รถเทรลเลอร์พลิกตะแคงลงข้างทาง มีผู้เสียชีวิตติดค้างในซากรถ จ.ลำพูน

13.30 น. รับแจ้งจาก สมาคมกู้ภัยลำปาง มีอุบัติเหตุรถเทรลเลอร์พลิกคว่ำ และมีผู้เสียชีวิตติดอยู่ภายในยานพาหนะ ริมถนนสายลี้ - เถิน ช่วงทางโค้ง ในพื้นที่ บ้านห้วยหญ้าไซ ต.ดงดำ อ.ลี้ จ.ลำพูน

ที่เกิดเหตุ พบรถเทรลเลอร์ อีซูซุ สีขาว ป้ายทะเบียน ชลบุรี ลักษณะพลิกตะแคงอยู่ข้างทาง ตรวจสอบภายในยานพาหนะ พบร่างของผู้เสียชีวิตชาย 1 ราย ทางอาสาสมัครกู้ภัยลำปาง ร่วมกับหน่วยงานในจังหวัดลำปาง และจังหวัดลำพูนใช้อุปกรณ์ตัดถ่างเพื่องัดรถ และนำร่างผู้เสียชีวิตออกมาได้  เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ลี้ พร้อมแพทย์เวรร่วมตรวจสอบ ก่อนมอบให้อาสานำร่างผู้เสียชีวิตส่งโรงพยาบาลลำพูน เพื่อชันสูตรหาสาเหตุต่อไป


>> สพฐ. สั่งย้ายด่วน ปมครูลงโทษโหดลุกนั่ง 800 ครั้ง พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบ

13.45 น. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อสังคมออนไลน์กรณีนักเรียนชั้นมัธยมของโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดลพบุรี ถูกครูลงโทษให้ลุกนั่ง 800 ครั้ง นั้น สพฐ. ได้มอบหมายให้คณะทำงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยทันที

ล่าสุด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี (สพม.ลพบุรี) ต้นสังกัดของโรงเรียนดังกล่าว ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าได้มีการลงโทษจริง จึงได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง และมีคำสั่งให้ข้าราชการครูดังกล่าวมาปฏิบัติราชการที่สำนักงานเขตพื้นที่ฯ เป็นการชั่วคราวจนกว่ากระบวนการสืบสวนจะแล้วเสร็จ โดยจะรวบรวมข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านครบถ้วน และให้คณะกรรมการฯ รายงานมายัง สพฐ.โดยเร็ว เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สพฐ. ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้สั่งการให้ตรวจสอบอย่างเร่งด่วนให้ได้ข้อสรุปภายใน 7 วัน และจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยกำชับเขตพื้นที่ฯ ให้ดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงโดยให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม พร้อมทั้งกำชับโรงเรียนทุกแห่งว่าหากมีการลงโทษนักเรียนเกิดขึ้น ให้ครูปฏิบัติตามแนวปฏิบัติว่าด้วยการลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษาฯ อย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของนักเรียนทั้งทางด้านสภาพร่างกายและจิตใจเป็นสำคัญ


>> ไฟไหม้บ้านปูนชั้นเดียว เพลิงลุกไหม้ห้องพักและห้องเก็บของเสียหาย ไร้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต จ.ลำพูน

14.00 น. นายจรัล มณีจันสุข นายอำเภอบ้านโฮ่ง ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน ในพื้นที่บ้านเหล่ายาวเหนือ หมู่ที่ 7 ตำบลเหล่ายาว อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน

ที่เกิดเหตุ ลักษณะเป็นบ้านปูนชั้นเดียว เพลิงได้ลุกไหม้ห้องพักและห้องเก็บของ ทางเจ้าหน้าที่พร้อมด้วยรถดับเพลิงขององค์การบริหารส่วนตำบลเหล่า ได้เข้าไปใช้น้ำทำการดับเพลิงในบ้านหลังดังกล่าวเรียบร้อย ขณะเกิดเหตุ ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต 
เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรบ้านโฮ่ง ได้ประสานพิสูจน์หลักฐานจังหวัดลำพูน เข้าตรวจสอบหาสาเหตุของเพลิงไหม้ต่อไป


>> "ผบ.ตร." สั่งขยายผล โจ๋ 15 ชิงทอง 33 บาท ที่หาดใหญ่ สงสัยมีคนอยู่เบื้องหลังพาหลบหนี

14.45 น. ​พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เปิดเผยความคืบหน้าการสอบปากคำเยาวชนชายอายุ 15 ปี ที่ก่อเหตุบุกชิงทอง 33 บาท ภายในห้างสรรพสินค้าชื่อดังในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หลังตามไปจับกุมได้ที่สถานีขนส่งผู้โดยสาร จังหวัดอุบลราชธานี โดยยังอยู่ระหว่างการขยายผล ว่ามีบุคคลใดให้การช่วยเหลือ หรืออยู่เบื้องหลังหรือไม่

เนื่องจากผู้ก่อเหตุยังเป็นเยาวชน ตอนก่อเหตุทำคนเดียว แต่หลังก่อเหตุที่จังหวัดสงขลา ก็ได้หลบหนีไปถึงจังหวัดอุบลราชธานี คาดว่าอาจตั้งใจจะหลบหนีออกนอกประเทศ ซึ่งตำรวจก็สันนิษฐานว่า อาจมีผู้ช่วยเหลืออยู่เบื้องหลังหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน หรือคนที่ยุยงส่งเสริมให้ก่อเหตุ แต่เบื้องต้นยังไม่พบผู้ช่วยเหลือในการหลบหนี โดยตัวผู้ก่อเหตุอ้างว่ามีเพื่อนอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี จึงหนีไปที่นั่น

ส่วนทองของกลาง ตรวจยึดกลับมาได้น้ำหนักรวม 30 บาท ขาดไป 3 บาท ที่เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผลว่าผู้ก่อเหตุนำทอง 3 บาทไปทำอะไร หรือขายให้ใคร และปลายทางของทองทั้งหมด ตั้งใจจะนำไปทำอะไร ที่ไหน และหลังจากนี้ก็จะนำตัวเยาวชนที่ก่อเหตุส่งกลับไปดำเนินคดีที่จังหวัดสงขลา

นอกจากนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยังกล่าวต่อว่า ตั้งแต่ช่วงที่ราคาทองมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็คาดการณ์ไว้แล้วว่าจะมีคดีชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์เพิ่มมากขึ้น ซึ่งทางตำรวจก็พยายามออกมาตรการ เพิ่มขีดความสามารถเรื่องการเฝ้าระวัง และการตรวจตราให้เข้มข้นขึ้น จนกระทั่งมาเกิดเหตุ 2 คดีติดกัน แต่เรื่องนี้ตำรวจแก้ปัญหาฝ่ายเดียวไม่ได้ ผู้ประกอบการร้านทองเอง ควรจะมีระบบการป้องกันร้าน การเข้าถึงตัวพนักงานและทรัพย์สินให้มั่นคงแข็งแรงมากขึ้น


>> ผบ.ตร.เผย ยังไม่ได้รับรายงาน "ซื้อสิทธิ์ - ขายเสียง" มีเพียงทำลายป้ายหาเสียง

15.09 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เปิดเผยถึงความพร้อมในการดูแลความเรียบร้อยการเลือกตั้ง ในวันที่ 8 ก.พ.2569 โดยระบุว่า วันนี้ตำรวจ ได้ประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากทุกหน่วยสถานีตำรวจ พร้อมกำชับในการดูแลความปลอดภัยในแต่ละสถานที่มีการจัดการเลือกตั้ง โดยใช้กำลังตำรวจทั่วประเทศ กว่า 120,000 นาย ในการกระจายแต่ละพื้นที่ดูแลความปลอดภัย ส่วนการข่าวการแข่งขันในการลงสมัครการเลือกตั้งสูงในพื้นที่ต่าง ๆ ทางตำรวจได้กำชับในทุกพื้นที่ ตั้งแต่ภาค 1 ถึงภาค 9 ให้เฝ้าระวังรวมถึงข้อมูลด้านการข่าว อย่างเต็มที่

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ระบุว่า ขณะนี้มีการแจ้งความเรื่องการทุจริตบ้าง ส่วนใหญ่เป็นการทำลายป้ายหาเสียงประมาณ 500 กว่าป้าย ในกว่า 200 พื้นที่ บางพื้นที่มีการลงพฤติกรรมประจำวัน และไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดี ส่วนที่ประสงค์ดำเนินคดีมีประมาณ 20 คดี ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวน

ส่วนการซื้อสิทธิ์ขายเสียงเบื้องต้นยังไม่ได้รับรายงาน ซึ่งการประชุมวันนี้มีการหารือในการประสานกับ กกต.จังหวัด ให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล และให้ตำรวจเข้าไปปฏิบัติงาน ในการอำนวยความสะดวกดูแลความปลอดภัยโดยรอบในพื้นที่ที่มีการจัดการเลือกตั้ง ยืนยันจะทำตามหน้าที่อย่างเต็มที่ ทั้งการดูแลความปลอดภัยในการเก็บรักษาบัตรการเลือกตั้ง การเดินทางของหีบให้เรียบร้อย


>> กกต. ขอนแก่น เห็นแล้ว คลิปซื้อเสียง ในจังหวัดขอนแก่น เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง

15.19 น. นายวัชระ สีสาร ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดขอนแก่น กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปซื้อเสียง หัวละ 1,000 ในจังหวัดขอนแก่น ว่า ขณะนี้ทาง กกต.ได้ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว และอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง

โดยมีการมอบหมายให้ชุดสืบสวนสอบสวนของสำนักงาน กกต.จังหวัด ได้ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างจริงแล้ว โดยทราบในเบื้องต้น คลิปดังกล่าวเกิดขึ้นในเขตเลือกตั้งที่ 9 อ.พล จ.ขอนแก่น ขณะนี้ยังไม่มีผู้เสียหายเข้ามาร้องฯ

ทั้งนี้ต้องมีการตรวจสอบในเบื้องต้นก่อน ถึงที่มาที่ไปของคลิปดังกล่าวว่าใครเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และมีจุดประสงค์อย่างไร ซึ่งขอเวลาตรวจสอบข้อมูลให้ละเอียดอีกครั้ง ซึ่งเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสืบสวนไต่สวน

“อย่างไรก็ตามถึงจะไม่มีผู้ร้อง แต่จากหลักฐานที่พบทั้งภาพและเสียง ก็เป็นหน้าที่ของ กกต.อยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีบุคคลผู้ร้องหรือไม่ก็ตาม เพราะการซื้อเสียงเป็น มีความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง มีโทษทางจำคุกและปรับ จึงขอฝากแจ้งเตือนถึงผู้ที่คิดจะกระทำการความผิด โดยเฉพาะทางผู้สมัครทุกคน ให้พึงระมัดระวังในเรื่องการกระทำที่เข้าข่ายในเรื่องการให้ ทั้งเงิน และสิ่งของ รวมถึงพี่น้องประชาชน ไม่ควรเรียกรับเงินทอง หรือผลประโยชน์ใดๆที่เป็นการกระทำฝ่าฝืนกฏหมายเลือกตั้ง เพราะการให้ การรับ จะมีความผิดทั้งผู้ให้และผู้รับ ขณะนี้ กกต. จ.ขอนแก่น มีเรื่องร้องเรียนที่รับเรื่องไว้ มีที่เขต 5 หนึ่งเรื่อง เป็นเรื่องของการกระทำความผิดในเรื่องของการให้ ซึ่งอยู่ระหว่างการเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงเช่นกัน”


>> ผู้ว่าฯ "ชัชชาติ" ย้ำเลือกตั้ง 8 ก.พ. ต้องโปร่งใส เป็นกลาง

15.56 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมหัวหน้าหน่วยงานของกรุงเทพมหานคร โดยมี คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร หัวหน้าหน่วยงาน และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม

นายชัชชาติ กล่าวขอบคุณผู้อำนวยการเขตทุกท่านสำหรับการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ผ่านมา พร้อมเน้นย้ำว่า การเลือกตั้งจริงในวันที่ 8 ก.พ. นี้ จะมีความเหนื่อยกว่า เนื่องจากมีหน่วยเลือกตั้งจำนวนมากกว่า 6,000 หน่วย และมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเป็นแสนคน หลักการสำคัญคือต้องพยายามคาดการณ์สถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น เช่น การดูแลกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ คนท้อง คนชรา และคนพิการ ต้องคำนึงถึงความสะดวกในการเดินทางและจุดจอดรถสำหรับคนพิการหรือผู้ที่มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว และช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน

“การเลือกตั้งวันอาทิตย์นี้ ต้องให้ความสำคัญกับความโปร่งใสสุจริตเป็นที่สุด เพราะประชาชนเชื่อมั่นใน กทม. ขอให้เจ้าหน้าที่ทุกท่านวางตัวเป็นกลาง หากมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น ผู้อำนวยการเขตต้องอยู่หน้างานและรองปลัดกรุงเทพมหานครต้องลงพื้นที่ รีบแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้น อย่าปล่อยให้บานปลาย ดูแลให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และรายงานตามลำดับขั้นตอน ทั้งนี้ ผู้บริหารฝ่ายการเมืองจะรักษาระยะห่างอย่างเหมาะสม แต่พร้อมสแตนด์บายให้ความช่วยเหลือหากมีกรณีจำเป็น”


>> รวบหนุ่มแสบเปิดบัญชีม้า ให้แก๊งปล่อยสินเชื่อเงินกู้ หลอกผู้เสียหายโอนเงิน เสียหายเกือบแสนบาท

16.53 น. กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ร่วมกันจับกุมตัว นายพอ (นามสมมุติ) อายุ 26 ปี ฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน,พรบ.คอมพิวเตอร์ฯลฯ” โดยจับกุมได้บริเวณริม ถ.โชติเวช อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี

พฤติกรรมคือ ก่อนหน้านี้ มีผู้เสียหายต้องการกู้เงินจึงเสิร์ชหาในอินเทอร์เน็ตพบบริษัทหนึ่งโพสต์โฆษณาปล่อยสินเชื่อเงินกู้ จึงสนใจติดต่อขอกู้เงินออนไลน์ โดยผู้แจ้งต้องการกู้เงินจำนวน 1,500,000 บาท โดยผู้แจ้งได้กรอกข้อมูลส่วนตัวและบัญชีธนาคารให้กับผู้ให้กู้ และถูกหลอกให้โอนเงินไปเป็นค่างวดแรก ค่าแก้ไขข้อมูลที่ส่งผิด ผู้แจ้งหลงเชื่อ จึงโอนเงินไปให้กับคนร้าย ซึ่งนายเพ คือ 1 ในบัญชีที่ผู้เสียหายโอนเงินไป แต่ไม่ได้รับเงินที่ขอกู้ ทำให้ได้รับความเสียหายรวมเป็นเงิน 93,514 บาท

หลังถูกจับกุมนายเพ ให้การรับสารภาพ จากนั้นนำตัวส่งพนักงานสอบสวนท้องที่ที่ถูกจับกุม และนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ธัญบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


>> พ่อค้าน้ำท่อมย่านสายไหม ถูกอริเก่า แทงเสียชีวิต ตร.เร่งล่าตัวมือมีด

17.00 น. พ.ต.ต.ภาณุพงษ์ ทอนศรี สว. (สอบสวน)สน.สายไหม รับแจ้งเหตุแทงกันเสียชีวิต ที่หน้าร้านเสริมสวยย่านสายไหม กทม.

ที่เกิดเหตุบริเวณหน้าร้านริมถนนพบศพของ ชาย อายุ 35 ปี เสียชีวิตในสภาพมีบาดแผลถูกอาวุธแทงที่ใต้ราวนมซ้าย 1 แผล และกลางหน้าอก 1 แผล จากการสอบสวนทราบว่า ผู้เสียชีวิตลักลอบขายน้ำกระท่อม มีที่พักอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ

โดยก่อนหน้านี้ประมาณ 1 ปี เคยมีปัญหาทะเลาะกับ นายเอ (นามสมมุติ) อายุ 25 ปี ทั้งคู่เคยเป็นคดี ที่ สน.สายไหมกัน ไปครั้งหนึ่งเมื่อปี 2568 เนื่องจาก นายเอ (นามสมมุติ) กล่าวหาผู้ตาย ขโมยของไป มีการท้ายิงกันเกิดขึ้น

ก่อนเกิดเหตุ ผู้เสียชีวิต ออกมาจากร้านสะดวกซื้อ ส่วนนายเอ ขี่รถจักรยานยนต์ ผ่านมาพบกัน และมีปัญหากันอีกครั้งทะเลาะชกต่อยกันใกล้จุดเกิดเหตุ ผู้ตายถูกแทงวิ่งหนีไปล้มลงเสียชีวิตที่หน้าร้านเสริมสวยดังกล่าว ส่วนผู้ก่อเหตุขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไปพร้อมอาวุธมีด

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดเหตุเพื่อเป็นหลักฐาน ก่อนจะติดตามตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


>> เพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน ย่านอนามัยงามเจริญซอย 33 เสียหายหมดทั้งชั้น

17.31 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน สถานที่เกิดเหตุ ชุมชนทรัพย์นุกูล ซอยอนามัยงามเจริญ 33 แยก 5 ถนนอนามัยงามเจริญ แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร

ลักษณะที่เกิดเหตุเป็น บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ 2 ชั้น ใช้สำหรับพักอาศัย ต้นเพลิงเกิดขึ้นที่ชั้นล่าง ภายในห้องนอน เพลิงลุกไหม้เสียหายหมดทั้งชั้น พื้นที่เพลิงไหม้เสียหายประมาณ 10 ตารางเมตร ประชาชนใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ ก่อนรถดับเพลิงถึงที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงใช้น้ำทำการดับถ่านและระบายควัน

ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้เกิดจาก ไฟฟ้าลัดวงจรที่ปลั๊กไฟติดผนัง ที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางขุนเทียน


>> ตำรวจทางหลวง ไล่ล่ารถขนแรงงานเถื่อน คนขับทิ้งรถหนี พบแรงงานต่างด้าวอัดแน่น 13 ชีวิต

19.08 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน ตำรวจทางหลวงกาญจนบุรี ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง เข้าสกัดจับขบวนการลักลอบนำพาแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย พบรถยนต์บรรทุกหนักและใช้ความเร็ว

เมื่อเจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณเรียกตรวจ คนขับได้เร่งเครื่องหลบหนี ต่อมารถคันดังกล่าวได้ไปจอดทิ้งไว้บริเวณริมชายป่า จังหวัดกาญจนบุรี ก่อนที่คนขับจะอาศัยความชำนาญพื้นที่หลบหนีไป ทิ้งแรงงานต่างด้าว 13 คน ถูกอัดแน่นอยู่ภายใน โดยรถมีการดัดแปลงถอดเบาะที่นั่งผู้โดยสารออก เพื่อใช้บรรทุกบุคคลได้จำนวนมาก

จากการสอบถามผ่านล่าม แรงงานทั้งหมด ถูกนำพาเข้ามาเพื่อไปทำงานในบ่อกุ้ง โดยไม่ทราบแน่ชัดว่าอยู่จังหวัดใด ขณะที่บางส่วนมีปลายทางจะเดินทางต่อไปยังประเทศมาเลเซีย และเสียค่าเดินทางให้นายหน้าคนละ 40,000 บาท

เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาแรงงานต่างด้าวทั้งหมด ฐานหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองกาญจนบุรี และอยู่ระหว่างติดตามตัวผู้ขับขี่มาดำเนินคดี


>> เก็บกู้สำเร็จ “วัตถุต้องสงสัย” ถูกซุกอยู่ในห้องน้ำหญิง ภายในขนส่งกลางเมืองปัตตานี

19.23 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน คืบหน้ากรณีพบวัตถุต้องสงสัยตามที่ได้รับแจ้งจาก พี่น้องประชาชน ที่สังเกตเห็นความผิดปกติภายในห้องน้ำหญิง สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดปัตตานี และได้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ในทันทีนั้น

ชุดปฏิบัติการ มว.ปล.ที่ 9213 ร่วมกับ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่ตามรับแจ้งและตรวจพบวัตถุต้องสงสัยซุกซ่อนอยู่ในถังพักน้ำชักโครก จึงได้เร่งปิดกั้นพื้นที่เพื่อความปลอดภัยจากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด (EOD) ได้เข้าดำเนินการเก็บกู้และตรวจสอบวัตถุดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


>> รถจักรยานยนต์ชนกับรถโม่ปูน กลางสะพานข้ามถนนวงแหวนกาญจนาภิเษก หนุ่มไรเดอร์เสียชีวิตที่ท้ายรถ

20.15 น. รับแจ้งจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มีอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ ชนกับรถโม่ปูน มีผู้บาดเจ็บสาหัส ถนนศรีนครินทร์ - ร่มเกล้า ช่วงบนสะพานข้ามถนนวงแหวนกาญจนาภิเษก

ที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ สีเทา ป้ายทะเบียน กทม. ลักษณะชนเข้าท้าย รถโม่ปูน สีขาว - เขียว ป้ายทะเบียน สมุทรปราการ จากการตรวจสอบ พบว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นผู้หญิง 1 ราย ทางอาสาสมัครช่วยเหลือและนำส่ง รพ.ใกล้เคียง ส่วนอีก 1 รายนั้น เป็นผู้ชาย มีอาการสาหัสและหมดสติ ทางอาสาสมัครช่วยเหลือด้วยการปั๊มหัวใจ แต่ไม่เป็นผล เสียชีวิตในเวลาต่อมา ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ประเวศ


>> รถจักรยานยนต์ชนกองดินข้างทางล้ม ผู้ขับขี่เป็นสาวไรเดอร์ ถูกล้อรถบรรทุกทับศีรษะเสียชีวิต

21.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ท่าข้าม รับแจ้งว่า มีอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนกับรถบรรทุก 6 ล้อและมีผู้เสียชีวิต ถนนกาญจนาภิเษก ฝั่งขาออก บริเวณใต้ต่างระดับพระราม 2 ในช่องทางคู่ขนาน พื้นที่ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร

ที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่า ฟิลาโน สีเทา ป้ายทะเบียน กทม. ล้มตะแคงอยู่ภายในหลุมข้างทาง ใกล้กันพบร่างผู้เสียชีวิต 1 ราย ตรวจสอบเอกสาร เป็นหญิงไทย อายุ 33 ปี สวมเสื้อคลุมสีเขียวไรเดอร์ ลักษณะถูกล้อรถทับศีรษะ และห่างออกไป พบรถบรรทุก 6 ล้อ สีขาว ยี่ห้อฮีโน่ สีขาว ป้ายทะบียน สมุทรปราการ จอดอยู่ข้างทาง โดยคนขับรถยืนรอให้การกับเจ้าหน้าที่

คนขับรถ เล่าว่า คนขับรถบรรทุก มาบนถนนกาญจนาภิเษก จะมุ่งหน้าแสมดำ ระหว่างนั้นไม่ทราบว่าผู้เสียชีวิตขับรถมายังไง สังเกตอีกทีคือกล้องหลังรถจับภาพตอนพบผู้เสียชีวิตอยู่ข้างทาง

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิด ซึ่งเป็นกล้องหลังรถบรรทุก 6 ล้อ พบว่า ผู้เสียชีวิตขี่จักรยานยนต์ตามหลังรถ 6 ล้อ ก่อนจะพยายามแซง จังหวะนั้นพบว่าด้านหน้ารถจักรยานยนต์มีเศษกองดินอยู่ข้างทาง ทำให้ผู้เสียชีวิตเบรกจนรถจักรยานยนต์เสียหลักล้ม ก่อนที่ร่างผู้เสียชีวิตจะกระเด็นเข้าไปใต้รถ 6 ล้อ ก่อนล้อหลังจะทับศีรษะจนเสียชีวิต 
 

 

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม