หน้าแรก > บันเทิง

แฟนคลับส่งกำลังใจ "จา พนม" ตรวจเจอเชื้อมะเร็งในถุงน้ำดี ระยะที่ 3 เกือบ 4 ผ่าตัดแล้ว - รับคีโมต่อเนื่อง

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10:03 น.


5 กุมภาพันธ์ 2569 แฟนคลับแห่ส่งกำลังใจ เมื่อ "จา พนม" หรือ "โทนี่ จา" นักแสดงชื่อดังระดับโลก มีร่างกายดูซูบผอม จนหลายคนเป็นห่วง ก่อนที่ คนใกล้ชิด จา พนม จะเปิดเผยว่า "ที่เห็นพี่จาดูผอม ๆ ในช่วงที่ผ่านมา เพราะพี่จาตรวจเจอว่าป่วยโรคมะเร็งในถุงน้ำดี ระยะที่ 3 เกือบ 4 ซึ่งในเดือนมิถุนายน 2569 นี้ จะครบ 2 ปีแล้ว ตอนแรกเริ่มมาจากพี่จาปวดท้องหนัก รวมถึงมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง จึงได้พาไปตรวจที่โรงพยาบาลแล้วเจอเชื้อมะเร็งในถุงน้ำดี ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีการเข้ารับการผ่าตัดเนื้อร้ายในถุงน้ำดีออกไปแล้ว และได้มีการรักษาด้วยการทำคีโมมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนสุขภาพโดยรวมตอนนี้ดีขึ้นมาก พี่จาแข็งแรงขึ้น เพราะออกกำลังกายทุกวัน แต่ก็ต้องอยู่ในการดูแลของหมออย่างใกล้ชิด ตอนนี้ครอบครัวก็ดูแลเป็นอย่างดี ส่วนรายละเอียดทั้งหมดรอให้พี่จาและครอบครัวออกมาตอบเอง ขอบคุณแฟน ๆ ทุกคนที่เป็นกำลังใจให้พี่จา"

ขณะที่ เพจ "หมอแล็บแพนด้า" ได้โพสต์ข้อความที่เป็นความรู้เรื่องโรคดังกล่าว ระบุ " ได้อ่านข่าว จา พนม เป็นมะเร็งในถุงน้ำดี ระยะที่ 3 ไป 4 ก็ขอเป็นกำลังใจให้ครับ เป็นภัยเงียบจริงๆ

1. รู้จัก "ถุงน้ำดี" และหน้าที่ของมัน
ลองจินตนาการว่า ตับของเราคือโรงงานผลิต "สบู่จากธรรมชาติ" (น้ำดี) 
หน้าที่ของมันสำคัญมาก ลองนึกภาพเวลาเราไปจับน้ำมัน จนมือมันแผล็บ ถ้าเราล้างน้ำเปล่าเฉยๆ คราบมันจะไม่ออกใช่มั้ยครับ? ต้องถูสบู่ คราบมันถึงจะหลุด

ในท้องเราก็เหมือนกันครับ ร่างกายต้องใช้ "น้ำดี" นี่แหละ ไปช่วยตีไขมันก้อนใหญ่ๆ ให้แตกตัวเป็นเม็ดเล็กๆ ร่างกายถึงจะดูดซึมไปใช้ได้
แต่โรงงานตับนี่ขยันจัด ทำงานไม่พัก ผลิตน้ำดีตลอด 24 ชม. เลยต้องมี "ถังพัก" เอาไว้เก็บสต็อกน้ำดีไว้ใช้ตอนเราจัดหนักมื้อใหญ่... ไอ้ถังพักนี่แหละคือ "ถุงน้ำดี" ครับ
โดยปกติมันจะทำงานเงียบๆ บีบตัวส่งน้ำดีเมื่อเรากินอาหาร แต่เมื่อไหร่ที่ "ส่วนผสม" ในน้ำดีผิดปกติ มันจะเริ่มตกตะกอนไปเรื่อยๆ จนกลายเป็น "นิ่ว" (Gallstones) เหมือนก้อนหิน

2. จาก "ก้อนหิน" กลายเป็น "มะเร็ง" ได้ยังไง?
มะเร็งถุงน้ำดี ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นปุบปับ แต่มักเกิดจาก "การระคายเคืองเรื้อรัง" (Chronic Irritation)

ลองนึกถึงก้อนหินที่กลิ้งไปมา ขูดขีดผนังถุงน้ำดีทุกวัน เป็นเวลา 10-20 ปี แผลถลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า เซลล์บริเวณนั้นมันก็พยายามซ่อมแซมตัวเอง จนเกิดความผิดพลาด (Mutation) และกลายร่างเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด

คนที่มีนิ่วจะไม่เป็นมะเร็งทุกคน แต่ "ผู้ป่วยมะเร็งถุงน้ำดีส่วนใหญ่จะตรวจพบว่ามีนิ่วด้วย" โดยเฉพาะนิ่วที่มีขนาดใหญ่กว่า 3 ซม.

3. สัญญาณเตือน ที่เตือนช้ามาก
ความน่ากลัวของโรคนี้คือ ในระยะเริ่มต้น "แทบไม่มีอาการ" หรือมีอาการที่เรานึกว่าเป็นโรคอื่น เช่น
* ท้องอืด แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย 
* ปวดหน่วงๆ บริเวณชายโครงขวา
* ตัวเหลือง ตาเหลือง เกิดจากก้อนมะเร็งไปอุดตันท่อน้ำดี 
* คลำเจอก้อนแถวๆใต้ชายโครงขวา
* น้ำหนักลดผิดปกติ โดยไม่รู้สาเหตุ

4. กลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งในถุงน้ำดี คือ
* มีนิ่วในถุงน้ำดี
* มีติ่งเนื้อในถุงน้ำดีที่มีขนาดใหญ่กว่า 1 ซม.
* ผนังถุงน้ำดีมีแคลเซียมมาเกาะจนแข็งทึบ (เห็นได้จากการ X-ray) 
* วัย 50-60 ปีขึ้นไป

5. หัวใจสำคัญคือ การเจอให้ไว 
ถ้าลุกลามแล้วการรักษาจะซับซ้อนขึ้น อาจต้องตัดตับบางส่วนออก หรือใช้เคมีบำบัดร่วมด้วย ซึ่งผลการรักษาจะลดหลั่นลงไปตามระยะโรค
ดีที่สุดคือกันไว้ดีกว่าแก้ ต้องหมั่นสังเกตและตรวจเช็กสุขภาพเป็นประจำนะคร้าบ"

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม