24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 27 มกราคม 2569
>> “ทนายปราบโกง” พานักลงทุนจีนร้อง DSI ถูกจัดฉากฟ้องยึดฟาร์มสตรอว์เบอร์รี เสียหายกว่า 20 ล้าน
09.30 น. นายกฤษฎา อินทามระ หรือ “ทนายปราบโกง” พา ผู้ชาย อายุ 36 ปี และ ผู้หญิง อายุ 60 ปี 2 นักลงทุนชาวจีน เข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์ต่ออธิบดี DSI ขอให้รับคดีเป็นคดีพิเศษ หลังอ้างว่าถูกกลุ่มนักธุรกิจไทยและผู้มีอิทธิพลวางแผนฉ้อโกง “จัดฉากฟ้อง” เพื่อยึดกิจการฟาร์มสตรอว์เบอร์รีและเทคโนโลยีการเกษตร มูลค่าความเสียหายกว่า 20 ล้านบาท กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ
ผู้เสียหายระบุว่า เหตุเกิดปี 2567 นายธอ (นามสมมุติ) นักธุรกิจไทย ชักชวนลงทุนตั้งฟาร์มบนที่ดินกว่า 100 ไร่ในจังหวัดชายทะเล ก่อนบังคับเงื่อนไขถือหุ้น 51% และจำกัดอำนาจการเงิน ต่อมาเมื่อโครงการเริ่มมีผลผลิตในปี 2568 ได้สมคบกับเจ้าของที่ดิน “แกล้งฟ้อง” ข้อหาบุกรุก ใช้บันทึกยุติคดีอ้างปิดกิจการ ขับไล่นักลงทุน และยึดเครื่องจักรทั้งหมด
ทนายกฤษฎา ย้ำเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจแบบเป็นขบวนการ เข้าข่ายฟอกเงิน จำเป็นต้องให้ DSI รับเป็นคดีพิเศษ โดยมีนายสมเกียรติ เพชรประดับ ผอ.ส่วนพิจารณาสำนวนร้องทุกข์ เป็นผู้รับเรื่องเสนอผู้บังคับบัญชาต่อไป
>> ไล่ล่านักโทษชายคดียาเสพติด แหกคุกจากเรือนจำชั่วคราวดอยฮาง จ.เชียงราย
09.40 น. กรณีนักโทษหลบหนีจากสถานกักขัง ล่าสุดเจ้าหน้าที่เรือนจำกลางเชียงราย เปิดเผยข้อมูลและรูปพรรณสัณฐานของนักโทษรายดังกล่าว เพื่อประสานขอความร่วมมือจากประชาชนช่วยแจ้งเบาะแส
ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ม.ค. 69 เวลาประมาณ 18.30 น. เจ้าหน้าที่เรือนจำชั่วคราวดอยฮาง จ.เชียงราย ได้ตรวจพบว่านักโทษชายรายนึง อายุ 37 ปี นักโทษในคดียาเสพติด ได้อาศัยจังหวะช่วงเย็นหลบหนีออกจากที่คุมขัง
ซึ่งจากการตรวจสอบประวัติพบว่านักโทษชายรายนี้ เพิ่งถูกย้ายมาจากเรือนจำอำเภอฝาง เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 69 เพื่อเข้ารับการอบรมใน "โครงการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย" (หลักสูตร 5 เดือน) ก่อนจะมาก่อเหตุหลบหนีหลังจากย้ายมาได้เพียง 4 วันเท่านั้น
สำหรับลักษณะของนักโทษชายรายนี้ อายุ 37 ปี (ชาติพันธุ์ลาหู่) สูงประมาณ 150-160 เซนติเมตร ผิวคล้ำ รูปร่างสันทัด ผมสั้นเกรียน ภูมิลำเนา อยู่ที่ หมู่ 5 ต.แม่นาวาง อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ มีภรรยาอยู่ที่ ต.แม่นาวาง และมีญาติพี่น้องในพื้นที่ อ.แม่อาย และ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่
ด้านเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คาดการณ์ว่านักโทษซึ่งมีความคุ้นเคยกับภูมิประเทศพื้นที่สูงและแนวชายแดนในเขต อ.ฝาง และ อ.แม่อาย เป็นอย่างดี อาจกำลังพยายามเดินทางกลับไปหาญาติหรือหลบหนีออกนอกประเทศผ่านช่องทางธรรมชาติ โดยทันทีที่ทราบเหตุ เจ้าหน้าที่เรือนจำได้ระดมกำลังออกติดตามอย่างเร่งด่วน พร้อมประสานงานร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย และฝ่ายปกครอง เพื่อตั้งจุดตรวจจุดสกัดตามเส้นทางหลักและเส้นทางรองที่มุ่งหน้าสู่ จ.เชียงใหม่ พร้อมกับฝากไปถึงประชาชนว่า การให้ที่พักพิงหรือช่วยเหลือผู้ต้องขังหลบหนี มีโทษหนักทั้งจำคุกและปรับ
>> สมช. แจง สถานการณ์ปัจจุบัน พื้นที่ชายแดนยังจัดการเลือกตั้งได้ แต่ยังต้องประเมินเป็นรายวัน
11.24 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีรายงานเรื่องของการก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ได้มีการติดตามสถานการณ์อยู่ ส่วนที่นายกรัฐมนตรีออกมาตำหนิเรื่องการข่าว ตนคิดว่าเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม และทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยข่าว ทั้งตำรวจและทหารร่วมทำงานกันอย่างใกล้ชิด
โดยยืนยันว่าจากการตรวจสอบพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ณ ปัจจุบัน สามารถจัดการเลือกตั้งได้ ไม่น่ามีปัญหา แต่ยังคงต้องติดตามสถานการณ์และประเมินเป็นรายวัน เนื่องจากมีความเปราะบางและสุ่มเสี่ยง ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวในโซเชียลมีเดียเรื่องการปะทะรอบสามจนชาวบ้านเตรียมอพยพนั้น เลขาฯ สมช. ย้ำว่าจะต้องติดตามปัจจัยรอบด้านในอนาคตต่อไป จะต้องประเมินเป็นรายวันไป ต้องติดตามในอนาคตว่ามีปัจจัยรอบด้านอะไรบ้าง เนื่องจากมีความเปราะบางและสุ่มเสี่ยง
เมื่อถามว่า ในช่วงเลือกตั้งจะต้องเตรียมการอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า จริงๆ แล้วในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาและพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พื้นที่ด้านในเป็นเรื่องของตำรวจซึ่งดำเนินการอยู่แล้ว
"กรณีที่กัมพูชาขุดคูเลตใกล้แนว มีนัยยะทางความมั่นคงอะไรหรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า ขอให้ฝ่ายทหารเป็นผู้ชี้แจงดีกว่า จะได้ตรงกับแนวทางที่ได้เตรียมแนวทางไว้ ตนและอัยการได้เดินทางไปพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อฟ้องร้องฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในฐานะผู้สั่งการในเหตุปะทะชายแดน"
>> นายกฯ นำทีมไทยแลนด์ แถลงผลเข้าร่วมประชุม WEF 2026 ชูบทบาทไทยในฐานะพันธมิตรที่ทุกฝ่ายไว้วางใจ ดึงเงินลงทุนกว่า 5 แสนล้านบาท
12.50 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการแถลงข่าวสรุปผลการเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026 (WEF 2026) ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ร่วมกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
นายกฯ ระบุว่า รัฐบาลได้มอบหมายให้ทีมไทยแลนด์เข้าร่วมเวทีหารือระดับโลก เพื่อติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด รวมทั้งแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้นำจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคมทั่วโลก เพื่อกำหนดทิศทางนโยบายด้านเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาในระดับนานาชาติ ควบคู่กับการแสวงหาโอกาสใหม่และเสริมบทบาทของประเทศในห่วงโซ่อุปทานโลก
โดยจากการร่วมประชุมฯ ประเทศไทยได้ยกระดับภาพลักษณ์และจุดยืนที่มีความเป็นกลางบนเวทีโลก เป็นพันธมิตรที่ทุกฝ่ายไว้วางใจ รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย และสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ผ่านการลงทุนทั้งโครงการเดิมและโครงการใหม่ โดยเฉพาะในสาขาดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมมูลค่าประมาณ 5 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ ผลจากการประชุมสะท้อนถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมด้านพลังงานสะอาดให้เพียงพอ เพื่อรองรับการลงทุนในอนาคต รวมถึงต้องค้นหาอัตลักษณ์ของตนเองให้ชัดเจน และใช้ความไว้วางใจเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการค้าและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
>> เพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน ย่านเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ซอย 18 คาดสาเหตุจุดธูปเทียนทิ้งไว้
13.01 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้ สถานที่เกิดเหตุ ซอยเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ซอย 18 ถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร
ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ 2 ชั้น ใช้เป็นที่พักอาศัย ต้นเพลิงเกิดขึ้นที่ชั้นล่าง เพลิงลุกไหม้เสียหายโต๊ะไม้ และลุกลามพื้นไม้ พื้นที่เพลิงไหม้เสียหายโดยประมาณ 4 ตารางเมตร รถดับเพลิงใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ
ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้เกิดจาก การจุดธูปเทียนทิ้งไว้ ที่เกิดเหตุมีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 1 ราย เป็นเพศชาย อายุประมาณ 65 ปี ได้รับบาดเจ็บถูกไฟลวกบริเวณขาขวาเล็กน้อย อาสาสมัครปฐมพยาบาลในที่เกิดเหตุ ไม่ประสงค์ไปโรงพยาบาล พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยเฉลิมพระเกียรติ
>> ภาค 1 ทลายโกดังยา รวบเครือข่าย 5 ราย ยึดยาบ้ากว่า 2.5 ล้านเม็ด
13.45 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 1 บุกทลายเครือข่ายทีมลำเลียงยาเสพติดพร้อมทลายโกดังยาเสพติดจับผู้ต้องหาชายสัญชาติไทย 4 คน และสัญชาติลาว 1 คน
พร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) ประมาณ 2,514,000 เม็ด , รถยนต์ จำนวน 4 คัน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ใช้ในการติดต่อเรื่องยาเสพติด จำนวน 5 เครื่อง ตรวจยึดทรัพย์สินรถยนต์ จำนวน 1 คันและ รถจักรยานยนต์ยี่ห้อคาวาซากิ จำนวน 2 คัน
โดยการจับในครั้งนี้ เป็นการยับยั้งการแพร่กระจายของยาเสพติดไปสู่ประชาชนได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งยาเสพติดของกลาง หากถูกนำออกขายสู่ท้องตลาดจะมีมูลค่ากว่า 80,000,000 บาท เจ้าหน้าที่ชุดจับจะได้ขยายผลถึงกลุ่มลูกค้า ผู้สั่งการ และบุคคลในเครือข่ายยาเสพติด รวมถึงทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด โดยจะนำมาตรการสมคบ สนับสนุนช่วยเหลือ ฟอกเงิน และยึดทรัพย์สิน มาใช้ดำเนินการกับบุคคลในเครือข่ายยาเสพติดต่อไป
>> ฝากขัง "อดีตเทศกิจ" ยิงวินจยย. เสียชีวิต ทนายความเตรียมยื่น 2.1 ล้าน ประกันตัว
14.45 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน จากกรณีชาย อายุ 63 ปี ซึ่งเป็นอดีตเจ้าหน้าที่เทศกิจ ก่อเหตุยิง ผู้ขับขี่วินรถจักรยานยนต์รับจ้าง เสียชีวิต จากการมีปากเสียงกัน เหตุเกิดบริเวณซอยรัชดาภิเษก 10 แยก 11-2 ก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะยอมเข้ามอบตัวที่ สน.ห้วยขวาง เมื่อวันที่ 26 ม.ค. ที่ผ่านมา
ล่าสุดวันนี้ พนักงานสอบสวน สน.ห้วยขวาง ควบคุมผู้ก่อเหตุ ออกจาก ที่ สน.ห้วยขวาง เพื่อนำตัวไปขออำนาจศาลอาญารัชดาภิเษก เพื่อฝากขังผัดแรก ในข้อหา “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา , พกพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต” โดยพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์ มีอัตราโทษสูง
เบื้องต้นทางทนายความของฝ่ายผู้ก่อเหตุ ได้เตรียมยื่นหลักทรัพย์เป็นที่ดินมูลค่า 2.1 ล้านบาท เพื่อขอประกันตัว และระหว่างที่ตํารวจคุมตัวผู้ก่อเหตุเพื่อนําไปขึ้นรถ ผู้ก่อเหตุ ได้กล่าวสั้นๆว่า “ผมให้ปากคํากับตํารวจไปหมดแล้ว ผมเชื่อเจ้าหน้าที่ตํารวจ"
>> รวบ 1 ในขบวนการครอบครองรถแลมโบกินี่เถื่อน หลังหมายจับ ใกล้หมดอายุความ
15.29 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยกองบังคับการปราบปราม พร้อมข้าราชการตำรวจชุดปฏิบัติการ 4 กองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม ร่วมกันจับกุมนายสา (นามสมมุติ) อายุ 41 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพิมาย ฐาน “ร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับ จำนำ หรือรับไว้ด้วยประการใด ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่ยังไม่ได้เสียค่าภาษี หรือของต้องจำกัด หรือของต้องห้า หรือที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง หรือเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อจำกัด หรือข้อห้ามอันเกี่ยวแก่ของนั้น” โดยจับกุม ได้บริเวณหน้าบ้านในพื้นที่ ต.ลาดสวาย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่คืนรถให้กับผู้ครอบครอง เนื่องจากเห็นว่าผู้ครอบครองมีความน่าเชื่อถือ และมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง แต่ต่อมานายสา ผู้ครอบครองไม่สามารถนำหลักฐานเกี่ยวกับรถมาแสดงให้ครบ จึงได้ถูกเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีตามกฎหมาย และถูกออกหมายจับซึ่งอีกไม่เกิน 2 เดือน หมายจับดังกล่าวจะขาดอายุความ
ต่อมา ตำรวจกองปราบปราม ได้ทำข้อมูลสืบสวนและติดตามผู้ต้องหา จนทราบว่านายสา ผู้ต้องหานี้ได้หลบหนีมา อยู่ในพื้นที่ อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี จึงได้ไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงพบผู้ต้องหาอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวจริง จึงควบคุมตัวนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.พิมาย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยเบื้องต้นสอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ให้การปฎิเสธทุกข้อกล่าวหา
>> สตช.สั่งตรวจเข้ม เรือที่เข้ามาในน่านน้ำไทย ย้ำประเทศไทยจะไม่ยอมให้ท่าเรือไทยหรือผืนน้ำไทย เป็นเซฟโซนของผู้กระทำผิดกฎหมาย
15.39 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ความสำคัญกับการยกระดับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ครอบคลุมทั้งด้านการบังคับใช้กฎหมาย การป้องกัน การคุ้มครองและช่วยเหลือผู้เสียหาย ตลอดจนการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและระดับสากล
ล่าสุดวานนี้ (26 มกราคม 2569) ได้มีการบูรณาการระหว่างหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ประกอบด้วย กองบังคับการตำรวจน้ำ และ กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์, กระทรวงแรงงาน, กรมเจ้าท่า รวมถึงภาคีภาคประชาสังคม ได้แก่ สเตลล่ามาริส สังฆมณฑลจันทบุรี ซึ่งร่วมสนับสนุนการคุ้มครองแรงงานด้วยมิติด้านมนุษยธรรมและการเข้าถึงแรงงานอย่างใกล้ชิด โดยได้ดำเนินการตรวจเรือสัญชาติปานามา จำนวน 2 ลำ
พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวว่า การตรวจคุ้มครองแรงงานทางทะเลครั้งนี้ ดำเนินการภายใต้พระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการทำงานและการดำรงชีวิตของแรงงานทางทะเล ให้สอดคล้องกับอนุสัญญาแรงงานทางทะเล ค.ศ. 2006 (MLC, 2006) ครอบคลุมสิทธิขั้นพื้นฐาน อาทิ สภาพการจ้างที่เป็นธรรมและโปร่งใส สภาพความเป็นอยู่บนเรือที่เหมาะสมกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความปลอดภัยและอาชีวอนามัย การเข้าถึงการดูแลรักษาพยาบาล การจ่ายค่าจ้างอย่างเป็นธรรม และช่องทางร้องเรียนที่เข้าถึงได้และมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการคุ้มครองแรงงานตามกรอบขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และเป้าหมายของสหประชาชาติ (UN) โดยเฉพาะการยืนยันว่าแรงงานทุกคนต้องได้รับการคุ้มครองจากการแสวงประโยชน์ การเลือกปฏิบัติ การบังคับใช้แรงงาน และการค้ามนุษย์ ไม่ว่าจะมีสัญชาติใดหรืออยู่ในสถานะใดก็ตาม
>> รถจักรยานยนต์ชนกับรถบรรทุก หนุ่มวัย 35 ปีเสียชีวิตกลางสะพานภูมิพล 2
16.00 น. รับแจ้งจาก มูลนิธิร่วมกตัญญู มีอุบัติเหตุ รถจักรยานยนต์ชนกับรถบรรทุก ถนนวงแหวนอุตสาหกรรม มาจากฝั่งถนนปู่เจ้าสมิงพราย มุ่งหน้าถนนสุขสวัสดิ์ ช่วงบนสะพานภูมิพล 2 ในพื้นที่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ
รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า สีเทา ป้ายทะเบียน กทม. ลักษณะชนกับรถบรรทุก อีซูซุ สีเขียว ป้ายทะเบียน สมุทรปราการ ตรวจสอบพบว่ามีผู้เสียชีวิต 1 ราย ตรวจสอบเอกสาร เป็นผู้ชายไทย อายุ 35 ปี ในส่วนของสาเหตุอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สำโรงใต้
>> รวบชายชาวต่างชาติ ยิงเมียคนไทยดับ อ้างทะเลาะกัน แล้วปืนลั่น
16.00 น. กรณีเกิดเหตุยิงกันเสียชีวิต ที่บริเวณลานหน้าโฮมสเตย์แห่งหนึ่ง ในพื้นที่ หมู่ 4 ตำบลโคกก่อ อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม จนทำให้ หญิงไทย อายุ 44 ปี เสียชีวิต ส่วนผู้ก่อเหตุคือ ผู้ชาย อายุ 58 ปี สัญชาติอังกฤษ ซึ่งเป็นสามี ได้ขับรถกระบะหลบหนีนั้น
ล่าสุด พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ผู้บังคับการสืบสวนภาค 4 พร้อมเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น หลังมีเบาะแสว่า ผู้ก่อเหตุ กบดานอยู่ กระทั่งพบตัวในที่สุด
เบื้องต้น ชายต่างชาติยอมรับว่า มีภรรยาเป็นชาวไทย อยู่ที่ อ.เมือง จ.มหาสารคาม ส่วนสาเหตุที่ภรรยาเสียชีวิตนั้น เกิดจากการทะเลาะกัน ไม่เข้าใจกัน จึงเอาปืนออกมาขู่ แล้วปืนลั่นถูกภรรยาเสียชีวิต ตนตกใจจึงขับรถมาหาเพื่อนที่ในเมืองขอนแก่น ส่วนอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจค้นในรถยนต์กระบะอีซูซุสีขาว พบปืนซุกซ่อนไว้ในห้องเครื่อง เป็นปืนสั้นขนาด 9 มม. ยี่ห้อ ซิกซาวเออร์ จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลาง
โดยขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น ได้เชิญตัวผู้ก่อเหตุมาที่งานสืบสวน สภ.เมืองขอนแก่น รอเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ดอนหว่าน จ.มหาสารคาม มารับตัวไปสอบสวน และแจ้งข้อกล่าวหา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
>> ศาลฎีกาพิพากษาคุก 46 ปี จำเลยคดีระเบิดแสวงเครื่องซุกซ่อนไว้ในรถยนต์กระบะ แฟลตตำรวจนราธิวาส สั่งชดใช้ค่าเสียหายกว่า 12 ล้านบาท
20.14 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลจังหวัดนราธิวาส อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีหมายเลขดำที่ อ.343/2566 กรณีเหตุคนร้ายลอบวาง ระเบิดแสวงเครื่องซุกซ่อนไว้ในรถยนต์กระบะ บริเวณแฟลตที่พักข้าราชการตำรวจ สถานีตำรวจภูธรเมืองนราธิวาส เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2565 ซึ่งส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 1 นาย และได้รับบาดเจ็บ 35 ราย
โดยศาลฎีกาได้มีคำพิพากษา "ยืนตามศาลอุทธรณ์" ให้ลงโทษ จำคุก 46 ปี นายออ (นามสมมุติ) จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้าย ส่วนจำเลยที่ 2 ศาลพิพากษายกฟ้องพยานหลักฐานสำคัญที่ศาลเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัย คือคำให้การในชั้นดำเนินกรรมวิธีซักถามและชั้นสอบสวนที่สอดคล้องกัน ประกอบกับวัตถุพยานที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดได้จากบ้านพัก ได้แก่ รถจักรยานยนต์และเครื่องแต่งกาย ซึ่งตรงกับภาพจากกล้องวงจรปิดที่ปรากฏพฤติการณ์ของจำเลยในการขับรถสำรวจและดูต้นทางในวันเกิดเหตุ
นอกจากนี้ ศาลยังพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ได้รับความเสียหาย คือ ครอบครัวของ ร้อยตำรวจเอก สุทธิรักษ์ (ผู้เสียชีวิต) เป็นเงินจำนวน 4,325,713 บาท และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ: เป็นเงินจำนวน 8,277,743.29 บาท
ปัจจุบันคดีนี้ถึงที่สุดแล้ว โดยจำเลยที่ 1 ถูกควบคุมตัวเพื่อรับโทษตามคำพิพากษา ผลของคดีนี้เป็นเครื่องยืนยันว่า "ความยุติธรรมอาจใช้เวลา แต่ไม่เคยละเว้นผู้กระทำผิด" และเป็นความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่รัฐในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้สูญเสียอย่างถึงที่สุด
>> เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ หลังรับร้องเรียนคนเร่ร่อนนอนฟุตปาธ กระทบภาพลักษณ์การท่องเที่ยว จ.ชลบุรี
20.49 น. นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา และนายดำรงค์เกียรติ พินิจการ รองนายกเมืองพัทยา สั่งการให้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายกิจการพิเศษ ส่วนรักษาความสงบ สำนักปลัดเมืองพัทยา ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณชายหาดพัทยา หน้าห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่ง ถนนเลียบชายหาดพัทยา หลังได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า มักมีกลุ่มคนเร่ร่อนหรือคนจรจัดมานอนบริเวณชายหาดและฟุตปาธ สร้างความรำคาญให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
ภายหลังรับเรื่องร้องเรียน เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่ พบหลายคนนำเสื่อมาปูนอนบนฟุตปาธติดถนนเลียบชายหาด บางรายนอนอยู่ใกล้แนวชายหาดในจุดที่นักท่องเที่ยวสัญจรผ่านไปมา
เจ้าหน้าที่ได้เข้าไปสอบถามหญิงรายหนึ่งที่นอนอยู่บริเวณฟุตปาธริมชายหาด โดยหญิงคนดังกล่าวอ้างว่า มานอนรอลูกชายซึ่งมาขายของให้นักท่องเที่ยวบริเวณชายหาด อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เห็นว่าไม่เหมาะสมกับพื้นที่สาธารณะและภาพลักษณ์การท่องเที่ยว จึงขอความร่วมมือให้เดินทางกลับที่พัก และไม่ให้นอนพักบริเวณฟุตบาทริมชายหาด พร้อมทั้งบันทึกภาพและข้อมูลไว้เป็นหลักฐานเพื่อตรวจสอบในครั้งต่อไป
>> เหตุยิงกันมีผู้เสียชีวิต ภายในซอยรามคำแหง 58/3 เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมกำลัง อยู่ระหว่างปิดล้อมจับกุมมือปืน
23.30 น. รับแจ้งจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มีเหตุคนถูกยิงได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส ภายในซอยรามคำแหง 58/3 ทางเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถเข้าดำเนินการได้ เนื่องจาก ล่าสุด รับแจ้งว่าผู้ก่อเหตุพร้อมอาวุธปืน ยังอยู่บริเวณแถวที่เกิดหเตุ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.หัวหมาก อยู่ระหว่างดำเนินการ
ที่เกิดเหตุอยู่กลางซอย บริเวณหน้าตึกแถว 3 ชัั้น เปิดร้านขายของชำทุกอย่าง พบร่างผู้เสียชีวิต คือ ชายไทย อายุ 52 ปี สภาพศพสวมเสื้อยืดคอกลม แขนสั้นสีน้ำเงิน นุ่งกางเกงขาสั้นสีขี้ม้า ตามร่างกายมีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืน 2 นัดเข้าหน้าอกและหัวไหล่ขวา นอนหงายจมกองเลือด ส่วนผู้ก่อเหตุคือ ชายไทย อายุ 60 ปียังหลบซ่อนอยู่ภายในร้านฯ ก่อนมอบตัวพร้อมของกลางอาวุธปืนลูกโม่ .38 มม.กับเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าจับกุมตัวไว้
จากการสอบสวนผู้ก่อเหตุให้การว่า ตนเปิดร้านชำขายของทุกอย่างมานานหลายปี ส่วนผู้ตายก็เปิดร้านขายเหมือนกันมาประมาณ 6 เดือน ซึ่งร้านตนและร้านของผู้ตายอยู่ใกล้กัน จะมีปัญหาทะเลาะบาดหมางกับผู้ตายเรื่องการค้าขายอยู่ตลอด กระทั่งก่อนเหตุเกิดตนทะเลาะกับผู้ตายมีการพูดด่าท้าทายอยู่หน้าร้านของตน ด้วยความโมโหจึงใช้อาวุธปืนยิงใส่ 2 นัด ทำให้ผู้ตายล้มลงกองพื้น โดยหลังก่อเหตุไม่ได้หลบหนีไปไหน ก่อนมอบตัวกับตำรวจ
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงนำตัวผู้ก่อเหตุส่งให้พนักงานสอบสวน สน.หัวหมาก ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
>> แผ่นดินไหว ที่เมืองแม่ฮ่องสอน
01.31 น. กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเหตุ แผ่นดินไหว ขนาด1.9 ความลึก 3 กม. ภายในพื้นที่ของ ต.ห้วยโป่ง อ.เมืองแม่ฮ่องสอน จ.แม่ฮ่องสอน ยังไม่มีรายงานผลกระทบจากแรงสั่นสะเทือน
14 เมษายน 2569
14 เมษายน 2569