หน้าแรก > สังคม

กระทรวงยุติธรรม โดยสำนักงานกิจการยุติธรรม จับมือ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ขับเคลื่อน “ความรู้คู่วัด เปิดประตูสู่หลักธรรมาภิบาล”

วันที่ 24 มกราคม 2569 เวลา 22:34 น.


กระทรวงยุติธรรม โดยสำนักงานกิจการยุติธรรม จับมือ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ขับเคลื่อน “ความรู้คู่วัด เปิดประตูสู่หลักธรรมาภิบาล” เสริมสร้างการบริหารจัดการวัดอย่างโปร่งใส

วันที่  23 มกราคม 2569 นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “ความรู้คู่วัด เปิดประตูสู่หลักธรรมาภิบาล” ภายใต้โครงการขับเคลื่อนการเผยแพร่สื่อให้ความรู้ด้านกฎหมาย เพื่อเสริมสร้างหลักธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการวัด ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ "บทบาทกระทรวงยุติธรรมในการส่งเสริมการจัดการวัดอย่างโปร่งใส"

โดยมี นางจิรภา สินธุนาวา รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นางสาวรวิวรรณ จตุรพิธพร รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นายไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ นายโกมล พรมเพ็ง อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน นายยอดฉัตร ตสาริกา ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม นางพัชรินทร์ พัดทอง ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และผู้แทนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ รวมถึงภาคีเครือข่าย เข้าร่วมฯ ณ ห้องประชุม 10 - 09 (Auditorium) อาคารกระทรวงยุติธรรม

โอกาสนี้ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ปาฐกถาพิเศษโดยมีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า ในทางกฎหมายมีธรรม ในทางกลับกันในธรรมก็มีกฎหมายอยู่ด้วยเช่นเดียวกัน โดยในมิติกฎหมายมีธรรม กฎหมายโดยทั่วไปในประเทศไทยต่างก็มีธรรมอยู่ในกฎหมายเช่นเดียวกัน ซึ่งขอนุญาตยกตัวอย่าง 3 หลัก โดยหลักเหล่านี้ใช้อยู่ในองคาพยพของกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการร่างหรือการใช้

หลักที่ 1 คือ พรหมวิหารสี่ ประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา โดยในการใช้กฎหมายต่างใช้ดุลยพินิจ โดยยึดหลักเมตตา กรุณา มุทิตา จะเห็นได้จากการปรากฎอยู่ในกฎหมายในเรื่องของการลดหย่อนผ่อนโทษเมื่อเขาทำดี สามารถที่จะลดโทษได้ พักโทษได้ หรือให้รอลงอาญาได้ แต่ยังคงไม่ละเลยในหลักของการวางตัวเป็นกลางในเรื่องของ อุเบกขา คือ ต้องไม่มีอคติ ใช้เหตุผล ใช้ตรรกะและข้อกฎหมายในการที่จะพิพากษา หลักพรหมวิหารสี่จึงปรากฎอยู่ในการใช้กฎหมาย และการเขียนกฎหมายทุกครั้ง

หลักที่ 2 ศีล 5 หรือเบญจศีล ศีล 5 นั้นล้วนแล้วปรากฎอยู่ในกฎหมายทั้งสิ้น ซึ่งไม่ฆ่าสัตว์ เป็นความผิดกับชีวิตและร่างกาย ไม่ลักทรัพย์ เป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม คือความผิดเกี่ยวกับเรื่องเพศ ความผิดเกี่ยวกับครอบครัว ไม่พูดเท็จ เป็นความผิดในเรื่องแจ้งความเท็จ เบิกความเท็จ สำหรับสุรา นักกฎหมายไม่ได้เขียนว่าการดื่มสุราเป็นความผิดยกเว้นผลิตสุราเถื่อน แต่การดื่มสุราเป็นเหตุในการเพิ่มโทษ ยกตัวอย่างเช่นกฎหมายจราจร ถ้าเมาแล้วขับศาลก็จะเพิ่มโทษ ในเบญจศีลหรือศีล 5 จึงปรากฎอยู่ในกฎหมายที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวันเช่นเดียวกัน

หลักที่ 3 ทางธรรมะบอกเจตนาเป็นเครื่องบ่งชี้กรรม ในภาษากฎหมายบอกกรรมเป็นตัวชี้เจตนา เราจึงเห็นได้ว่าเวลาที่เขียนบทกำหนดโทษจึงต้องคำนึงถึงในเรื่องของเจตนา ประมาท ถ้าไม่เจตนาก็เป็นประมาท ประมาทมากเกินไปก็เลินเล่ออย่างร้ายแรง แต่ถ้าตั้งใจฆ่า คือฆ่าคนโดยเจตนา สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ปรากฎอยู่ในกฎหมายแทบทั้งสิ้น
ในมิติของในธรรมก็มีกฎหมายก็เช่นเดียวกันนั้น ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ วัดถือเป็นนิติบุคคล สามารถถือครองทรัพย์สินได้ ให้เช่า กระทำผิดและถูกฟ้องคดีได้ด้วยเช่นเดียวกัน สำหรับเจ้าอาวาส และไวยาวัจกร ก็ถือเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นการบริหารจัดการวัด คงจะดูแต่เฉพาะหลักธรรมอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ดังนั้นกฎหมายที่เข้ามาในการบริหารจัดการวัดจึงมีอยู่มาก และแน่นอนว่าหลักหนึ่งที่วัดต้องใช้คือ “หลักธรรมาภิบาล” โดยหลักธรรมาภิบาลที่ภาครัฐยึดถือมาโดยตลอด ได้แก่หลักนิติธรรม คุณธรรม ความโปร่งใสตรวจสอบได้ ความรับผิดชอบ หลักการมีส่วนร่วม และหลักความคุ้มค่า ทั้ง 6 หลักนี้สามารถใช้กับวัดได้ด้วยเช่นเดียวกัน

สำหรับบทบาทของกระทรวงยุติธรรมในการบริหารจัดการวัด กระทรวงยุติธรรมมีหน่วยงานในการกำกับดูแลทั้งหมด 10 กรม วัดสามารถที่จะประสานกระทรวงยุติธรรมได้เสมอ แม้หน่วยงานหลักของการบริหารจัดการวัดจะเป็นมหาเถรสมาคมในการดูแลกฎมหาเถรสมาคม และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ดูแลในเรื่องของวัดทุกแห่งในประเทศไทย แต่กระทรวงยุติธรรมสามารถที่จะเป็นหน่วยสนับสนุนในการบริหารจัดการวัดในด้านกฎหมายได้ในทุก ๆ มิติ เช่น ถ้าวัดต้องการการพิสูจน์หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรมมีสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ที่จะช่วยเหลือในการทำงานของวัดได้ ในมิติของการไกล่เกลี่ยประนอมหนี้มีหน่วยงานที่ช่วยเหลือดูแลในเรื่องเหล่านี้ คือ กรมบังคับคดีในการไกล่เกลี่ยประนอมหนี้ในชั้นหลังคำพิพากษาหรือกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพที่ช่วยเหลือในการประนีประนอมไกล่เกลี่ยต่าง ๆ ในมิติของการจัดการคดี ถ้าไม่สามารถไกล่เกลี่ย หรือประนีประนอมได้ มีหน่วยงานที่อยู่ในกำกับดูแลที่จะสามารถช่วยเหลือในงานด้านคดีความ ซึ่งถ้าลักษณะไม่ต้องไปถึงชั้นศาล มีสถาบันอนุญาโตตุลาการในการที่จะช่วยในการใช้ยุติธรรมทางเลือกในการช่วยเหลืองานด้านคดี หรือจำเป็นต้องใช้การตรวจสอบในระดับสูงมีกรมสอบสวนคดีพิเศษในการเข้าไปช่วยสืบสวน สอบสวน

นอกจากนี้ กระทรวงยุติธรรมสามารถช่วยเหลือสนับสนุนในการบริหารจัดการวัดได้ คือ การให้องค์ความรู้ทางกฎหมาย ซึ่งหลายหน่วยงานได้ดำเนินการให้องค์ความรู้และช่วยเหลือทางกฎหมาย เช่น สำนักงานกองทุนยุติธรรม ที่ช่วยเหลือในด้านคดีความ การวางหลักประกัน การปล่อยตัวชั่วคราว รวมทั้งการให้ความรู้ทางกฎหมายผ่านศูนย์ยุติธรรมชุมชนที่จะเข้าถึงในระดับชุมชนในการให้ความรู้ในเรื่องเหล่านี้ และในภูมิภาคมีสำนักงานยุติธรรมจังหวัดในการเข้าไปช่วยเหลือดูแล และอีกหน่วยงานที่มีความสำคัญอย่างมาก คือ สำนักงานกิจการยุติธรรมที่ได้จัดกิจกรรมในวันนี้ ในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางธรรม และทางกฎหมายเข้าด้วยกัน ซี่งหน่วยงานเหล่านี้สามารถให้องค์ความรู้ทางกฎหมายเพื่อให้การบริหารจัดการวัดเป็นไปอย่างถูกต้องในหลักทุกด้านที่กล่าวมาในวันนี้ ปลัดกระทรวง​ยุติธรรม​ กล่าว

ทั้งนี้ กิจกรรม “ความรู้คู่วัด เปิดประตูสู่หลักธรรมาภิบาล” ในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีในการเผยแพร่สื่อความรู้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการวัด แลกเปลี่ยนมุมมองและสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการวัดอย่างโปร่งใส มีธรรมาภิบาล และถูกต้องตามกฎหมาย โดยมุ่งหวังว่าจะเป็นอีกก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนการสร้างการรับรู้กฎหมาย ให้แก่พระสงฆ์ ไวยาวัจกร และผู้ปฏิบัติงานในวัด ช่วยลดความเสี่ยงจากการกระทำผิดเพราะความไม่รู้กฎหมาย นำไปสู่การบริหารจัดการวัดที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และยังคงไว้ซึ่งศรัทธาของพุทธศาสนิกชนอย่างยั่งยืน โดยภายในงานมีการกล่าวปาฐกถานำ ในหัวข้อ “ความรู้กฎหมายใกล้ตัวกับหลักธรรมาภิบาล” โดยพระมหาอดิเดช สติวโร, ผศ.ดร., ป.ธ.๙, ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร และการเสวนาในหัวข้อ “เปิดประตูสู่หลักธรรมาภิบาลเพื่อการบริหารจัดการวัด” โดยพระมหาอดิเดช สติวโร, ผศ.ดร., ป.ธ.๙, ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร, นางพัชรินทร์ พัดทอง ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อุทัย สติมั่น อาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และไวยาวัจกร วัดใหม่ (ยายแป้น), นางสาวมยุริญ ผ่องผุดพันธ์ นักแสดง, และพันตำรวจโท มนตรี บุณยโยธิน รองผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวง​ยุติธรรม​

ข่าวยอดนิยม