หน้าแรก > อาชญากรรม

ศูนย์ต้านโกงออนไลน์ สัปดาห์เดียวช่วยเหยื่อสแกมเมอร์ 34 ราย สกัดโอนเงิน 12.8 ล้านบาท

วันที่ 19 มกราคม 2569 เวลา 15:48 น.


ศูนย์ต้านโกงออนไลน์ สัปดาห์เดียวช่วยเหยื่อสแกมเมอร์ 34 ราย สกัดโอนเงิน 12.8 ล้านบาท

19 ม.ค.69 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC)  เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวงภายใต้ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ตั้งแต่วันที่ 11-17 ม.ค. 69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 7,518 คดี มูลค่าความเสียหาย 381,533,955 บาท (เฉลี่ยประมาณ 54.50 ล้านบาทต่อวัน) ซึ่งคดีที่รับแจ้งรอบนี้ลดลงจากห้วงวันที่ 4 – 10 ม.ค.69 จำนวน 222 คดี และพบว่ามูลค่าความเสียหายลดลงกว่า 3,316,052 บาท แม้ว่าภาพรวมจำนวนคดีจะลดลงเกือบ 3% แต่มูลค่าความเสียหายกลับลดลงเพียงไม่ถึง 1%

ขณะที่ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC และสามารถประสานงานร่วมกันกับทุกภาคส่วน ประกอบกับประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที โดยเป็นการเข้าตรวจสอบทั้งหมด 20 เคส สามารถช่วยเหลือ รวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมดจำนวน 34 รายคิดเป็นจำนวนเงินกว่า 12,808,821 บาท สามารถจับกุมได้ 4 คดี สำหรับเคสการช่วยเหลือที่น่าสนใจและมีมูลค่าสูง ได้แก่

เคสที่ 1 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านลาด เข้าช่วยเหลือผู้เสียหาย เป็นชายวัย 40 ปี หลังตกเป็นเหยื่อขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ ในลักษณะชักชวนให้ร่วมลงทุนหุ้น เจ้าหน้าที่จึงรีบลงพื้นที่เข้าตรวจสอบที่พักอาศัย กลับไม่พบตัวผู้เสียหาย พบเพียงบิดาและมารดาให้ข้อมูลว่า ผู้เสียหายทำงานอยู่ที่ อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เจ้าหน้าที่จึงประสานพูดคุยผ่านทางโทรศัพท์และวิดีโอคอล จนทราบว่าผู้เสียหายได้โอนเงินจากบัญชีของตนเองไปยังบัญชีปลายทางของกลุ่มคนร้ายหลายครั้ง โดยแม้ธนาคารจะมีการแจ้งเตือนว่าบัญชีปลายทางอาจเข้าข่ายเป็นบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวง แต่ผู้เสียหายกลับไม่เชื่อ จนกระทั่งบัญขีของตนถูกอายัดไม่สามารถทำธุรกรรมได้ จึงเริ่มสงสัยและติดต่อธนาคารอีกครั้ง ก่อนเชื่อว่าถูกหลอกจริง และรีบแจ้งสายด่วน 1441 เพื่อดำเนินการอายัดบัญชีที่เกี่ยวข้อง จากการสอบสวนพบว่า ผู้เสียหายถูกหลอกให้ลงทุนหุ้นตั้งแต่ช่วงเดือน ก.ค. 68 หลังรู้จักคนร้ายผ่านทางออนไลน์และติดต่อกันผ่านแอปพลิเคชันชื่อ Binance โดยมีการโอนเงินไปยังบัญชีบริษัทต่างๆ รวม 12 ครั้ง รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 3,900,000 บาท จนล่าสุดผู้เสียหายเหลือเงินติดบัญชีเพียง 30,000 บาท เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแจ้งให้ผู้เสียหายหยุดติตต่อกับคนร้ายทุกช่องทาง หรือหากคนร้ายมีการติดต่อมาอีกให้รีบแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบทุกครั้ง และให้ผู้เสียหายดำเนินการอายัดบัญชีเกี่ยวข้องทั้งหมด จากนั้นรวบรวมพยานหลักฐานเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เคสที่2 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองหนองคาย เข้าช่วยเหลือผู้เสียหาย เป็นหญิงวัย 67 ปี อดีตข้าราชการครู หลังพบว่าถูกคนร้ายใช้กลอุบายหลอกลวงทางทางโทรศัพท์ โดยอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน แจ้งว่ามีเอกสารประวัติ กพ.7 ให้ดำเนินการกรอกข้อมูลและแจ้งบัญชีธนาคาร เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของทายาท จากนั้นคนร้ายได้หลอกลวงให้ผู้เสียหายติดต่อผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ และชักจูงให้เข้าใช้งานแอปพลิเคชันธนาคาร พร้อมสั่งการให้ดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ รวมถึงการเปลี่ยนภาษาของระบบ จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินจากบัญชีธนาคาร จำนวน 5 ครั้ง รวมมูลค่าความเสียหาย 2,213,000 บาท เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรีบไปพบผู้เสียหายพร้อมอธิบายเหตุการณ์ให้ผู้เสียหายรู้ตัวว่าถูกหลอก ให้หยุดโอนเงินทันที และให้คำแนะนำในการรวบรวมพยานหลักฐานเข้าแจ้งความ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เคสที่3 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนราธิวาส เข้าช่วยเหลือผู้เสียหาย เป็นหญิงวัย 61 ปี หลังตกเป็นเหยื่อขบวนการมิจฉาชีพซ่อนกลอุบายหลอกลวงซ้ำซ้อน รวมมูลค่าความเสียหายนับล้านบาท โดยเริ่มจากผู้เสียหายซื้อกำไลทองผ่านเพจเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นมิจฉาชีพ เสนอขายทองคำ พร้อมรับประกันว่าสินค้าตรงปก 100% จากนั้นคนร้ายใช้วิธีเร่งรัดให้โอนเงินให้ตัดสินใจซื้อ เสนอส่วนลด และอ้างเหตุเลี่ยงภาษีเพื่อหายผู้เสียหายโอนเงินแยกเป็น 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 73,000 บาท ภายหลังโอนเงินครบ เพจยืนยันการรับชำระและแจ้งว่าจะจัดส่งสินค้าในวันเดียวกัน แต่เมื่อผู้เสียหายติดตามสอบถามหมายเลขพัสดุ กลับได้รับการบ่ายเบี่ยง ก่อนที่เพจจะเงียบหายและไม่ส่งสินค้าตามที่ตกลงไว้ ต่อมาผู้เสียหายพยายามค้นหาช่องทางช่วยเหลือผ่านแอปพลิชันเฟซบุ๊ก ได้หลงเชื่อติดต่อเพจที่แอบอ้างชื่อ “ตำรวจไซเบอร์ (บช.สอท.)” ซึ่งคนร้ายอ้างว่าคดีได้ถูกส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ก่อนชักจูงให้ติดต่อบุคคลที่อ้างว่าเป็นทนายความผ่านแอปพลิเคชันไลน์ เพื่อดำเนินการขอเงินคืน โดยใช้กลอุบายอ้างว่าเงินจำนวน 73,000 บาท ถูกนำไปหมุนเวียนในตลาดหลักทรัพย์ และถูกเทรดจนมียอดเงินรวมผลกำไรสูงถึงประมาณ 800,000 บาท จากนั้นอ้างเงื่อนไขว่าผู้เสียหายต้องชำระค่าดำเนินการและค่าประกันความเสี่ยง จำนวน 160,000 บาท เพื่อหยุดระบบเทรดและถอนเงินออกมา ภายหลังการโอนเงิน คนร้ายยังคงสร้างสถานการณ์เท็จ อ้างเกิดข้อผิดพลาดในการถอนเงินและเรียกเก็บค่าภาษีหรือค่าปลดล็อกพอร์ตเพิ่มเติม เพื่อพยายามหลอกให้โอนเงินซ้ำอีกหลายครั้ง มูลค่าความเสียหายรวม 1,730,580 บาท เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรีบไปพบผู้เสียหายพร้อมอธิบายเหตุการณ์ให้ผู้เสียหายรู้ตัวว่าถูกหลอก ให้หยุดโอนเงินทันที และให้ผู้เสียหายรวบรวมพยานหลักฐานเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
 

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม