หน้าแรก > สังคม

24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 14 มกราคม 2569

วันที่ 15 มกราคม 2569 เวลา 05:36 น.


24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 14 มกราคม 2569


>> ไฟไหม้โกดังปลูกกัญชา เขตบางขุนเทียน คาดไฟฟ้าลัดวงจร โชคดีไร้คนเจ็บ

06.56 น. พ.ต.ต.วีระชัย สังข์ศรี สวป.สภ.แสมดำ รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้โกดังปลูกกัญชา ภายในซอยบางกระดี่ 43 ถนนบางกระดี่ แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร จึงประสานรถดับเพลิงจากสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. เข้าระงับเหตุ พบเป็นโกดังขนาดใหญ่ประกอบกิจการปลูกกัญชาและผลิตอุปกรณ์พลาสติก ต้นเพลิงเกิดด้านหลังอาคารก่อนลุกลามทั่วโรงงาน ใช้เวลาประมาณ 50 นาทีจึงควบคุมเพลิงได้

ทางเจ้าของกิจการ ให้การว่าได้รับแจ้งจากวินจักรยานยนต์ที่เห็นไฟไหม้ช่วงเช้า เมื่อมาถึงพบเพลิงลุกไหม้ด้านหลังจึงช่วยดับเบื้องต้นและแจ้งรถดับเพลิง คาดสาเหตุอาจเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร เนื่องจากไม่มีคนงานทำงานในขณะเกิดเหตุ เบื้องต้นตำรวจ สน.แสมดำ จะประสานกองพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบหาสาเหตุ เพลิงไหม้ต่อไป


>> จับแล้ว โจรบุกเดี่ยวชิงทอง ร้านทองดังภายในห้างสรรพสินค้า ย่านรามอินทรา

08.49 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน ตำรวจชุดสืบสวน บก.น.2 และ สน.บางเขน ร่วมกันจับกุม นายชอ (นามสมมุติ) อายุ 25 ปี พร้อมของกลาง สร้อยคอทองคำ 4 เส้น น้ำหนัก 4 บาท แหวนทอง 2 สลึง 1 วง โดยจับตัวได้บริเวณทางเข้าสำนักสงฆ์ ซอยมิตรไมตรี ย่านนิมิตรใหม่ เขตคลองสามวา เมื่อเวลา 05.30 น.ที่ผ่านมา

หลังก่อเหตุวิ่งราวสร้อยคอทองคำ 5 เส้น น้ำหนักรวม 5 บาท และแหวนทอง 2 สลึง 1 วง จากร้านทองในห้างย่านรามอินทรา เขตบางเขน ช่วงเวลา 18.30 น. วันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา

ผู้ต้องหาให้การว่าลงมือก่อเหตุวิ่งราวสร้อยและแหวนทองจริง โดยหลังก่อเหตุได้ขี่รถจักรยานยนต์นำสร้อยคอทองคำ 1 เส้นไปจำนำที่ร้านทองย่านลำลูกกา คลอง 2 ปทุมธานี ได้เงินมา 63,000 บาท ก่อนนำรถ จยย.ไปจอดทิ้งไว้ ขณะที่กำลังเรียกรถผ่านแอปให้มาส่งที่บ้านพักซอยรามอินทรา 8 จึงถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุม

สาเหตุเพราะต้องการเงินไปใช้หนี้พนันฟุตบอล เนื่องจากโดนเจ้าหนี้ทวงตลอด และพบประวัติเคยก่อเหตุวิ่งราวสร้อยคอทองคำที่ร้านทองย่านโชคชัย 4 เมื่อปี 2566 ถูกศาลตัดสินจำคุกกว่า 2 ปี พ้นโทษออกมาเมื่อเดือนมีนาคม 2568 หลังจากนั้นประกอบอาชีพขับรถผ่านแอป แต่รายได้ไม่ดีและมีหนี้สินจากพนันฟุตบอล เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่ง สน.บางเขน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


>> แม่จูงมือพาลูกสาวที่ป่วยออทิสติก ข้ามทางรถไฟ ลูกกลับปล่อยมือแล้ววิ่งตัดราง ถูกรถไฟชนเสียชีวิต แม่ครวญ พยายามคว้าเสื้อแล้ว แต่ไม่ทัน จ.ราชบุรี

09.45 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองราชบุรี ได้รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุ รถไฟวิ่งชนร่างหญิงเสียชีวิต บริเวณฝั่งตรงใต้สะพานข้ามทางรถไฟ ม.5 ต.ท่าราบ อ.เมือง จ.ราชบุรี จึงเดินทางไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่ มูลนิธิประชานุกูล และแพทย์นิติเวชโรงพยาบาลราชบุรี

ในที่เกิดเหตุ พบร่างของผู้เสียชีวิต 1 รายเป็นผู้หญิง สภาพศพนอนคว่ำหน้า สวมกางเกงขายาวสีน้ำเงิน เสื้อยืดสีน้ำตาลลาย ลักษณะถูกรถไฟขบวนที่ 255 ธนบุรี - หลังสวน ล่องใต้ ชนร่างกระเด็นไปเกือบ 50 เมตร เป็นหญิงไทย อายุ 45 ปี ซึ่งพบว่าเป็นผู้ป่วยออทิสติก

จากการตรวจสอบทราบว่า ขบวนรถไฟกำลังมุ่งหน้าไปยังสถานีราชบุรี ผ่านมาถึงบริเวณจุดเกิดเหตุ หญิงไทย อายุ 70 ปีผู้เป็นแม่ได้เดินจูงมือพาลูกสาวคนดังกล่าว ข้ามทางรถไฟเพื่อจะไปกินข้าวฝั่งตรงข้าม แต่จู่ๆ ลูกสาว ก็วิ่งออกไป ตนพยายามคว้ามือแล้วแต่ไม่ทันเนื่องจากเป็นเสื้อยืด ทำให้หลุดมือ ก่อนจะถูกรถไฟชนเสียชีวิตจึงเกิดเหตุสลดขึ้น

เบื้องต้น พนักงานสอบสวนได้มอบศพให้มูลนิธิ นำส่งนิติเวช รพ.ราชบุรี เพื่อตรวจชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิต ก่อนมอบให้ญาตินำกลับไปบำเพ็ญกุศลทางศาสนาต่อไป พร้อมจะสอบปากคำแม่ของผู้เสียชีวิตอีกครั้ง


>> ผบ.ตร.ติดตามความคืบหน้าสถานการณ์ความรุนแรงชายแดนใต้ วางแผนยกระดับการข่าวและการป้องกัน

10.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้าสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และระบบการประชุมทางไกล

ผบช.ภ.9 รายงานว่า จากเหตุ กลุ่มคนร้ายก่อเหตุลอบเผาและวางระเบิดปั๊มน้ำมัน 11 จุด ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเก็บพยานหลักฐาน พิสูจน์ทราบทางนิติวิทยาศาสตร์ ล่าสุดสามารถควบคุมตัวผู้ก่อเหตุได้แล้ว 2 คน และสามารถทราบตัวผู้ก่อเหตุแล้วจำนวนมาก เตรียมออกหมายจับและติดตามจับกุม

สำหรับแนวทางการป้องกัน ให้พิจารณากำหนดมาตรการ วิธีปฏิบัติใหม่ และนำระบบเทคโนโลยีมาใช้ในการเฝ้าระวัง นอกจากนี้ ให้พิจารณาจัดชุดปฏิบัติการพิเศษที่ผ่านการฝึกระดับชำนาญการ เป็นชุดเคลื่อนที่เร็วพร้อมเข้าควบคุมเหตุการณ์ รวมทั้งปรับปรุงแผนพิักษ์ป้องกันชายแดนร่วมกับทหาร ในการป้องกันคน อาวุธ และอุปกรณ์ระเบิด ข้ามผ่านแดน


>> กวาดล้างทุ่นระเบิด ชายแดนไทย-กัมพูชา บ้านชำราก จ.ตราด พบ UXO ลูกระเบิด 120 มม. ยังไม่บึ้ม 1 นัด เร่งเก็บกู้ทำลาย

10.39 น. กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) โดยศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 2 จัดกำลังเข้าตรวจค้นและทำลายทุ่นระเบิดในพื้นที่จังหวัดตราด เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

โดย ชุดปฏิบัติการที่ 1 เข้าสนับสนุน หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด ในพื้นที่บ้านท่าเส้น ตำบลแหลมกลัด อำเภอเมืองตราด สามารถดำเนินการเคลียร์พื้นที่ให้มีความปลอดภัยได้จำนวน 648 ตารางเมตร

ขณะที่ ชุดปฏิบัติการที่ 2 ปฏิบัติภารกิจสนับสนุนหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด ในพื้นที่บ้านชำราก ตำบลชำราก อำเภอเมืองตราด สามารถเคลียร์พื้นที่ปลอดภัยได้จำนวน 233 ตารางเมตร และตรวจพบสรรพาวุธระเบิด ที่ยังไม่ระเบิด (UXO) เป็นลูกระเบิดยิงจากเครื่องยิงลูกระเบิด ขนาด 120 มิลลิเมตร จำนวน 1 นัด ซึ่งได้ดำเนินการตามขั้นตอนด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด

ซึ่งภารกิจดังกล่าว สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองบัญชาการกองทัพไทย และศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ในการขจัดภัยคุกคามจากทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตกค้างจากความขัดแย้งในอดีต เพื่อสร้างความปลอดภัยและเสริมสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา


>> เหตุกระเบื้องผนังหลุดร่วง อาคารริมถนนมหรรณพ มีรถยนต์จอดอยู่ได้รับความเสียหายเล็กน้อย

12.35 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธาณภัย แจ้งเหตุกระเบื้องผนังหลุดร่วง สถานที่เกิดเหตุ ถนนมหรรณพ แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์ สูง 6 ชั้น ปลูกติดกัน 8 คูหา เหตุเกิดจากกระเบื้องบุผนังด้านนอกชั้นที่ 6 หลุดร่วงลงมา ทำให้เกิดความเสียหายกับรถยนต์ที่จอดอยู่ด้านล่างจำนวน 1 คัน เป็นรอยถลอกและรอยบุบ บริเวณกระโปรงหน้าและหลังคารถเพียงเล็กน้อย

สถานีดับเพลิงและกู้ภัยภูเขาทอง ร่วมกับสถานีดับเพลิงและกู้ภัยพญาไท สำนักงานเขตพระนคร ดำเนินการนำแผ่นกระเบื้องออกจากผนังอาคารบริเวณชั้นที่ 5 - 6 เป็นที่เรียบร้อย และทำกันปิดกั้นพื้นที่หน้าอาคารป้องกันอันตรายให้แก่ประชาชนที่สัญจรบนถนน และสำนักงานเขตพระนครจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเกิดจากโครงสร้างอาคารเสื่อมสภาพทำให้กระเบื้องหลุดออกมา พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยภูเขาทอง


>> ตม.นนท์บุกจับหญิงชาวเมียนมา แอบเปิดโรงเรียนสอนทำผมให้ชาวเมียนมา สารภาพเปิดสอนมานานกว่า 3 เดือน

13.30 น. พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผู้บัญชาการ สตม. ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.พัดธงทิว ดามาพงศ์ ผู้กำกับการ ตม. จังหวัดนนทบุรี และเจ้าหน้าที่ตม.ชุดสืบสวน พร้อมด้วย น.ส.อารยา ชัญถาวร จัดหางานจังหวัดนนทบุรี นายสุรชัย โคตรบุตรดี นายอำเภอบางใหญ่ นายอภิชาติ สุขรัตน์ ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง เดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบยังบ้านหลังหนึ่ง ในพื้นที่ ต.บางรักพัฒนา อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี หลังปรากฎคลิป หลักฐานว่า บ้านหลังดังกล่าวซึ่งมีหญิงสาวชาวเมียนมาอาศัยอยู่ ลักลอบเปิดเป็นร้านเสริมสวยสอนทำผมให้กับชาวเมียนมาด้วยกันเอง

จากการบูรณาการเข้าตรวจสอบ พบหญิง อายุ 36 ปี สัญชาติเมียนมา ซึ่งกำลังสอนทำผมให้กับหญิงสาวชาวเมียนมาอยู่ในบ้านอีกจำนวน 4 คน โดยทั้งหมดกำลังเรียนฝึกหัดวิธีการตัดผมและฝึกการยืดผม ซึ่งมีลูกค้าหญิงเมียนมาเข้ามาใช้บริการอยู่พอดี อีก 1 ราย ซึ่งลักษณะดังกล่าวเป็นการทำงานในตำแหน่งช่างเสริมสวย ซึ่งเป็นอาชีพต้องห้ามสำหรับคนต่างด้าว จึงได้แสดงตัวเข้าควบคุมตัว หญิง อายุ 36 ปี รายดังกล่าว ซึ่งทำหน้าที่เป็นครูผู้สอนไว้ โดยตั้งข้อกล่าวหาว่า เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้

สอบถาม หญิงชาวเมียนมารายนี้ กล่าวว่า ตนไม่ได้เปิดเป็นร้านเสริมสวยเพื่อทำการสอนทำผมแต่อย่างใด เพียงแต่ตนเองว่างงาน จึงเปิดสอนทำผมให้ชาวเมียนมาที่สนใจมาเรียนเท่านั้นและตนก็ไม่ได้คิดเงินค่าสอนด้วย

แต่จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม. ทราบว่า หญิงชาวเมียนมา รายนี้ ซึ่งถูกจับกุมในครั้งนี้ได้ลักลอบมาทำงานเป็นช่างเสริมสวย ช่างทำผมที่ร้านดังกล่าว โดยเริ่มทำงานมาได้ประมาณ 3 - 4 เดือน และมีรายได้จากการสอนทำผมให้กับลูกค้าชาวเมียนมารายเดือนอีก เดือนละ 8,000 บาท ส่วนหญิงที่มาทำผมอยู่ในร้านและหญิงสาวชาวเมียนมาที่มาเรียนทำผมในร้าน ในเบื้องต้นตรวจสอบแล้วยังไม่พบความผิดจึงได้ปล่อยตัวไป ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัว หญิง อายุ 36 ปี สัญชาติเมียนมารายนี้ มาทำการสอบปากคำที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดนนทบุรี ก่อนนำตัวส่งดำเนินคดีที่ สภ.บางบัวทอง เพื่อผลักดันกลับประเทศต่อไป


>> ชายวัย 58 ปี ถูกกิ่งไม้ล้มทับเสียชีวิต ขณะตัดต้นสักในสวน อ.บ้านหลวง จ.น่าน

14.08 น. พ.ต.ต.สมชาย สีโน พนักงานสอบสวน สภ.บ้านหลวง จ.น่าน ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุนครน่าน 191 ว่ามีผู้เสียชีวิตภายในสวนต้นสัก บริเวณบ้านเจริญราษฎร์ หมู่ 8 ต.สวด อ.บ้านหลวง จ.น่าน จึงรายงานผู้บังคับบัญชา และรุดไปตรวจสอบพร้อมแพทย์โรงพยาบาลบ้านหลวง หน่วยกู้ภัย และชุดสืบสวน

ที่เกิดเหตุ พบร่งผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นชายไทย อายุ 58 ปี ชาวบ้าน ต.สวด นอนอยู่บริเวณสวนต้นสัก ใกล้กับเลื่อยยนต์และอุปกรณ์ตัดไม้ จากการตรวจสอบเบื้องต้นคาดว่า ผู้เสียชีวิตได้เข้ามาตัดต้นสักในช่วงเช้า และถูกต้นไม้หรือกิ่งไม้ที่ตัดล้มลงมาทับ ทำให้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

สอบถามญาติและชาวบ้านใกล้เคียง ทราบว่าเห็นผู้เสียชีวิตมาตัดไม้ตั้งแต่ช่วงเช้า กระทั่งต่อมามีผู้ไปพบจึงแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ แพทย์ชันสูตรเบื้องต้นไม่ติดใจสาเหตุการเสียชีวิต เจ้าหน้าที่ตำรวจได้บันทึกสถานที่เกิดเหตุและจัดทำแผนที่ไว้เป็นหลักฐาน พร้อมนำร่างผู้เสียชีวิตส่งโรงพยาบาลบ้านหลวงเพื่อชันสูตรอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป


>> โฆษก ตม.2 ชี้แจงเครื่องบินตกหลุมอากาศที่ภูเก็ต ย้ำผู้โดยสารปลอดภัย เหตุการณ์ปกติ

15.09 น. จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวผ่านสื่อออนไลน์ ระบุว่าเกิดเหตุเครื่องบินตกหลุมอากาศขณะลงจอดที่ ท่าอากาศยานภูเก็ต ส่งผลให้มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก และมีการเร่งประสานความช่วยเหลือจากภาคพื้นดินนั้น

ล่าสุด พ.ต.อ.พงศ์ธร พงศ์รัชตนันทน์ รองผู้บังคับการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง 2/โฆษกกองบังคับการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง 2 เปิดเผยว่า ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับ พ.ต.อ.หญิง รัสรินทร์ ธีรพัฒน์ธารากูล ผู้กำกับการด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานภูเก็ต ซึ่งได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์และผู้โดยสารที่เดินทางมากับเที่ยวบิน EY416 ด้วยตนเอง ผลการตรวจสอบพบว่า เหตุการณ์เป็นไปตามปกติ ผู้โดยสารทุกคนสามารถลงจากอากาศยานได้อย่างปลอดภัย โดยใช้ประตูทางออกแบบรถรับส่ง (Bus Gate) เข้าสู่อาคารผู้โดยสาร ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

นอกจากนี้ จากการประสานข้อมูลกับสายการบินและหอบังคับการบิน ยืนยันตรงกันว่า ไม่ปรากฏเหตุการณ์เครื่องบินตกหลุมอากาศ และไม่มีการแจ้งเตือนหรือรายงานจากอากาศยานลำใดที่ทำการบินเข้าสู่ท่าอากาศยานภูเก็ตเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ จึงขอชี้แจงให้พี่น้องสื่อมวลชนและประชาชนได้รับทราบโดยทั่วกันว่า ข่าวที่เผยแพร่ออกมาก่อนหน้านี้ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง


>> ขสมก.ออกแถลงการณ์ ขอแสดงความเสียใจ ขออภัยผู้บาดเจ็บ รถเมล์สาย 137(3-48) พุ่งชนรถดับเพลิงกู้ภัย เนื่องจากเครื่องยนต์ขัดข้อง

16.23 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน แถลงการณ์องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ เรื่อง ขอแสดงความเสียใจและขออภัยกับผู้ได้รับบาดเจ็บ และทรัพย์สินเสียหาย จากกรณีรถโดยสารปรับอากาศ สาย 137(3-48) (วนซ้าย : รัชดาภิเษก - รามคำแหง) หมายเลข 8-67026 ประสบอุบัติเหตุอันเนื่องมาจากเครื่องยนต์ขัดข้อง ส่งผลให้ไม่สามารถควบคุมรถได้และพุ่งชนรถดับเพลิงกู้ภัย บริเวณอาคารจอดแล้วจร สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) สถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 เวลา 19.20 น. เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 11 ราย

องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขออภัยต่อผู้ที่ได้รับบาดเจ็บรวมถึงผู้ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์นี้ ภายหลังเกิดเหตุ ขสมก. ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่อุบัติเหตุไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุ ดำเนินการนำส่งผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดเข้ารับการรักษายังโรงพยาบาลใกล้เคียงทันที โดยผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 9 ราย แพทย์พิจารณาให้สามารถพักรักษาตัวที่บ้านได้ และผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 2 ราย อยู่ระหว่างการติดตามอาการภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้ง ประสาน บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) จัดส่งเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการชดเชยค่าเสียหายและเยียวยาแก่ผู้บาดเจ็บและทรัพย์สินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ทั้งในส่วนของความคุ้มครอง จาก พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ และประกันภัยรถยนต์ที่คุ้มครองผู้ประสบภัยที่ ขสมก. ได้จัดทำไว้

ทั้งนี้ ขสมก. จะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสภาพรถโดยสารทุกคันให้พร้อมใช้งาน คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ และจะเข้มงวดกับบุคลากรที่เกี่ยวข้องในการเดินรถให้มีความระมัดระวังต่อการปฏิบัติงานให้มากขึ้น เพื่อลดความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นและป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก


>> ผู้ว่าฯ โคราช แถลงสรุป เหตุเครนก่อสร้างหล่นทับขบวนรถไฟ "กรุงเทพอภิวัฒน์-อุบลฯ" เสียชีวิต 30 เจ็บ 67 สูญหายระหว่างค้นหา 4 ราย

16.30 น. นายอนุพงษ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา แถลงข่าวร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สรุปสถานการณ์และแนวทางการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ กรณีเครนก่อสร้างก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงหล่นทับขบวนรถไฟสายกรุงเทพอภิวัฒน์–อุบลราชธานี โดยเหตุเกิดกับโบกี้ 3 ตู้ด้านท้าย ขณะเกิดเหตุมีผู้โดยสารรวม 208 คน ก่อนถึงจุดเกิดเหตุมีผู้ลงสถานีแล้ว 37 คน คงเหลือผู้โดยสารในโบกี้ที่ประสบเหตุ 171 คน

จากการตรวจสอบพบว่า โบกี้ที่ 1 มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ขณะที่โบกี้ที่ 2 และ 3 มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิต 30 ราย บาดเจ็บ 67 คน สูญหายอยู่ระหว่างค้นหา 4 ราย และไม่บาดเจ็บ 70 คน

สำหรับการดำเนินการต่อไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะติดตามจัดส่งผู้บาดเจ็บเข้ารับการรักษาและนำร่างผู้เสียชีวิตกลับภูมิลำเนา โดยมูลนิธิได้จัดเตรียมรถพยาบาลและรถช่วยเหลือรวม 20 คัน สำหรับส่งผู้บาดเจ็บไปโรงพยาบาล และรถยนต์ 30 คัน สำหรับนำร่างผู้เสียชีวิตกลับไปประกอบพิธีทางศาสนา ส่วนการนำร่างผู้เสียชีวิตที่ยังติดอยู่ในโบกี้ จะใช้เครื่องตัดถ่างเข้าดำเนินการโดยเน้นย้ำถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานค้นหาด้วย

ด้านโครงสร้างที่เกิดเหตุ การรถไฟแห่งประเทศไทย จะนำเครนขนาด 500 ตัน จำนวน 2 คัน เข้าถอดโครงสร้างเครนด้านบน คาดใช้เวลาไม่เกิน 7 วัน


>> ชายวัย 37 ปีขับรถเก๋งคู่ใจ ชนเข้าท้ายรถบรรทุก เสียชีวิตร่างติดค้างภายในยานพาหนะ จ.นครธิวาส

16.57 น. รับแจ้งจาก อาสากู้ชีพ - กู้ภัยเมตตาธรรม จ.นราธิวาส ตรวจสอบอุบัติเหตุ รถนั่งส่วนบุคคลชนกับรถบรรทุกเครน และมีผู้บาดเจ็บสาหัส บนถนนหมายเลข 42 ในพื้นที่ บ้านบือราแง ต.ลุโบะสาวอ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส

ที่เกิดเหตุ พบรถนั่งส่วนบุคคล ฮอนด้า แจ๊ส สีเทา ลักษณะชนเข้าท้าย รถบรรทุก อีซูซุ สีเหลือง ตรวจสอบพบว่า มีผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นชายไทย อายุ 37 ปี ภูมิลำเนาชาว อ.ธารโต จ.ยะลา สภาพร่างติดอยู่ภายในรถ ทางเจ้าหน้าที่จึงดำเนินการใช้อุปกรณ์ตัดถ่างงัดรถ และนำร่างออกมา ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บาเจาะ พร้อมแพทย์เวรร่วมตรวจสอบ ก่อนมอบให้อาสาฯ นำร่างส่ง รพ.บาเจาะ เพื่อชันสูตรหาสาเหตุ


>> แก๊งมิจฉาชีพต่างชาติแฝงตัวตีสนิท ล้วงกระเป๋าฉกเงินหลายหมื่น ก่อนเชิดหนี

17.30 น. ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากผู้เสียหายซึ่งเป็นชาวต่างชาติ หลังตกเป็นเหยื่อของ กลุ่มมิจฉาชีพชาวต่างชาติ ที่ใช้กลอุบายเข้ามาตีสนิท พูดคุยหยอกล้อเพื่อสร้างความไว้วางใจ ก่อนอาศัยจังหวะเผลอ ล้วงกระเป๋าขโมยเงินสด แล้วหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว 
ผู้เสียหายระบุว่า คนร้ายได้ขโมยเงินสดสกุลต่างประเทศจำนวน 1,500 (AHD) พร้อมเงินสดไทยอีก 1,500 บาท รวมมูลค่าความเสียหายหลายหมื่นบาท สร้างความเดือดร้อนและความไม่ปลอดภัยแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 07.00 น. วันที่ 13 มกราคม 2569 บริเวณ ซอยข้างโรงแรมมารีน พัทยาใต้ โดยผู้เสียหายได้นำ ภาพจากกล้องวงจรปิดหลายมุม ซึ่งสามารถบันทึกพฤติกรรมของผู้ก่อเหตุไว้ได้อย่างชัดเจนมาให้ผู้สื่อข่าวตรวจสอบ พบว่า ผู้ก่อเหตุเป็นชาวต่างชาติ 2 คน เดินมาด้วยกัน แต่งกายดี ดูน่าเชื่อถือ ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะเข้ามาพูดคุยสร้างความสนิทสนมกับผู้เสียหาย ทำให้เกิดความประมาท และถูกล้วงกระเป๋าเอาเงินไปโดยไม่รู้ตัว

จากการตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดเพิ่มเติม ยังพบว่า ผู้ก่อเหตุทั้งสองคน ขับขี่รถจักรยานยนต์มารับกัน และหลบหนีออกจากพื้นที่ หลังลงมือก่อเหตุ ภายหลังทราบว่าเงินสดสูญหาย ผู้เสียหายจึงรีบเข้าแจ้งความไว้ที่ สถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมาย


>> รถจักรยานยนต์ 2 คันชนกันอย่างจังกลางถนน มีผู้เสียชีวิต 2 ราย จ.กาญจนบุรี

17.40 น. ได้รับแจ้งจาก อาสาสมัครมูลนิธิขุนรัตนาวุธ มีอุบัติเหตุ รถจักรยานยนต์ 2 คันชนกัน และมีผู้บาดเจ็บสาหัส กลางถนนหมายเลข 3580 บริเวณใกล้เคียงโรงเรียนท่ามะกาปุณสิริวิทยา ม.5 ต.เขาสามสิบหาบ อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี

ที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เอ็มเอสเอ็กซ์ สีแดง - ดำ ลักษณะชนกับ รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ สีน้ำเงิน - ดำ ใกล้กันพบร่างของผู้บาดเจ็บ 2 ราย มีอาการสาหัส ทางอาสาสมัครตรวจสอบพบว่า เสียชีวิตแล้วด้วยกันทั้งคู่ ตรวจสอบเอกสาร เป็นชายไทย อายุ 44 ปี และ อายุ 22 ปี ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่ามะกา


>> รถกระบะชนกับรถบรรทุก กลางถนนสายชัยภูมิ - หนองบัวแดง มีผู้เสียชีวิตติดค้างในซากรถ

17.45 น. รับแจ้งจากศูนย์กู้ชีพ จ.ชัยภูมิ มีอุบัติเหตุรถกระบะชนกับรถบรรทุก และมีผู้เสียชีวิต บนถนนเส้นทางชัยภูมิ - หนองบัวแดง บริเวณใกล้เคียงแยกยางบ่า ในพื้นที่ ตำบลนาฝาย อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ

ที่เกิดเหตุ พบรถกระบะ โตโยต้า สีทอง ป้ายทะเบียน ชัยภูมิ ลักษณะชนกับรถบรรทุก สีขาว-ส้ม ป้ายทะเบียน ชัยภูมิ ตรวจสอบพบร่างของผู้เสียชีวิต เป็นผู้ชาย 1 รายติดค้างอยู่ภายในตัวรถกระบะ เจ้าหน้าที่ดำเนินการใช้เครื่องมือตัดถ่างเพื่อนำร่างออกมา ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขัยภูมิ


>> “อนุทิน - พิพัฒน์” ลงพื้นที่หลังเกิดเหตุเครนก่อสร้างหล่นทับขบวนรถด่วนพิเศษที่ 21 แสดงความเสียใจต่อการสูญเสีย

18.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง และนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อให้ความช่วยเหลือและติดตามการดูแลผู้ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุกรณีเครนก่อสร้างของบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งดำเนินงานในโครงการรถไฟความเร็วสูง สัญญาที่ 3-4 งานโยธาช่วงลำตะคอง – สีคิ้ว และช่วงกุดจิก – โคกกรวด หล่นทับขบวนรถด่วนพิเศษที่ 21 เส้นทางสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – อุบลราชธานี

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้สั่งการให้การรถไฟแห่งประเทศไทยและผู้รับจ้าง เร่งดำเนินการเยียวยาผู้โดยสารและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างดีที่สุด โดยให้พิจารณาเงินค่าตอบแทนและเงินช่วยเหลือเพิ่มเติม พร้อมมอบหมายให้การรถไฟฯ หารือร่วมกับบอร์ด รฟท. ทบทวนมาตรการและวงเงินเยียวยาให้มีความเหมาะสมและมากกว่าปัจจุบัน รวมถึงให้บริษัทผู้รับจ้างร่วมรับผิดชอบในการเยียวยาอย่างดีที่สุด

ขณะเดียวกัน ได้สั่งการให้เร่งดำเนินการเปิดทางการเดินรถในเส้นทางที่ได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุด โดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ เพื่อให้สามารถกลับมาให้บริการและลดผลกระทบต่อการเดินทางของพี่น้องประชาชนให้ได้โดยเร็ว พร้อมมอบหมายให้กรมทางหลวงอำนวยความสะดวกในการนำเครื่องจักรและอุปกรณ์เข้าพื้นที่อย่างเต็มที่ รวมทั้งยังได้สั่งการให้จัดรถยนต์อำนวยความสะดวกในการนำส่งผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้เสียชีวิตกลับภูมิลำเนา รวมถึงดูแลอำนวยความสะดวกแก่ญาติผู้ประสบเหตุอย่างใกล้ชิดในทุกมิติ


>> อุบัติเหตุหมู่ รถกระบะชนกันซ้ำซ้อน กลางถนนพหลโยธิน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จ.พะเยา

18.45 น. รับแจ้งจาก เทศบาลตำบลเจริญราษฎร์ มีอุบัติเหตุ รถกระบะชนท้ายกัน จำนวน 6 คัน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ กลางถนนพหลโยธิน บริเวณบ้านพิจิตรพัฒนา ในพื้นที่ ตำบลเจริญราษฎร์ อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา

ที่เกิดเหตุ พบรถกระบะ สีเขียว ลักษณะพลิกตะแคงชนกับต้นไม้ข้างทาง มีผู้บาดเจ็บชาย 1 ราย ส่วนบนถนนพหลโยธิน พบว่ามีอุบัติเหตุ รถกระบะชนกันซ้ำซ้อนอีก 5 คัน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 รายนำส่ง รพ.แล้ว ในส่วนของอุบัติเหตุครั้งนี้มีรถเสียหาย 6 คัน บาดเจ็บรวม 2 ราย เป็นผู้ชายและผู้หญิง ทางอาสาสมัครช่วยเหลือและนำส่ง รพ.แม่ใจ ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่ใจ


>> ผู้ว่าฯ จ.นครราชสีมา รุดเยี่ยมผู้บาดเจ็บเหตุเครนถล่มทับรถไฟ กำชับดูแลเต็มที่-เร่งเยียวยา

20.30 น นายอนุพงษ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ได้เดินทางมาเยี่ยมให้กำลังใจผู้บาดเจ็บ พร้อมยืนยันความช่วยเหลือจากภาครัฐว่า ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ทางราชการจะดูแลค่ารักษาพยาบาลให้ทั้งหมด และเมื่ออาการดีขึ้นจนหายดีแล้ว จะมีเจ้าหน้าที่ดูแลส่งกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย โดยสรุปตัวเลขผู้โดยสารในขบวนรถไฟที่เกิดเหตุ มีผู้โดยสารทั้งหมด 208 คน ลงไประหว่างทางก่อนถึงจุดเกิดเหตุ 37 คน เหลือที่อยู่ในโบกี้ที่เกิดเหตุ 171 คน ความเสียหายหนักที่สุดอยู่ที่โบกี้ที่ 2 และ 3 ซึ่งเป็นจุดที่เครนตกลงมาทับพอดี ทำให้ขณะนี้ พบผู้เสียชีวิตรวม 32 ราย บาดเจ็บ 64 คน และยังคงสูญหายอยู่ 3 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องใช้เครื่องตัดถ่างปฏิบัติการอย่างระมัดระวังตลอดทั้งคืน

ในส่วนของการจัดการร่างผู้เสียชีวิต 32 ราย นพ.วิชาญ คิดเห็น นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ตอนนี้สามารถพิสูจน์ตัวบุคคลได้แล้ว 12 ราย ส่วนอีก 20 ราย ร่างถูกไฟไหม้เสียหายหนัก ซึ่งต้องใช้กระบวนการพิสูจน์ขั้นสูง ซึ่งร่างผู้เสียชีวิตทุกรายจะส่งต่อไปยังโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา และดำเนินการติดต่อญาติต่อไป


>> ไฟฟ้าลัดวงจรที่สายไฟฟ้า ลุกลามเข้าตัวอาคาร ระหว่างซอยราษฎร์บูรณะ 25-27

20.47 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้ สถานที่เกิดเหตุ ไม่มีเลขที่ ระหว่างซอยราษฎร์บูรณะ 25-27 ถนนราษฎร์บูรณะ แขวงราษฎร์บูรณะ เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร

ป็นไฟฟ้าลัดวงจรที่สายไฟฟ้าลุกลามเข้าตัวอาคาร ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นอาคารคอนกรีตชั้นเดียว ต้นเพลิงเกิดขึ้นที่หม้อแปลงไฟฟ้าด้านข้างตัวอาคาร เพลิงลุกไหม้เสียหายตู้ควบคุมไฟฟ้า จำนวน 2 ตู้ ลุกลามฝาผนังและฝ้าเพดาน พื้นที่เพลิงไหม้เสียหายโดยประมาณ 12 ตารางเมตร

รถดับเพลิงใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ ที่เกิดเหตุมีผู้ได้รับบาดเจ็บ เป็นเพศชาย จำนวน 1 ราย มีอาการกระจกบาดที่นิ้วเท้าด้านขวา ปฐมพยาบาลในที่เกิดเหตุ ไม่ประสงค์ไปโรงพยาบาล พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยราษฎร์บูรณะ


>> แผ่นดินไหว ที่ประเทศเมียนมา

22.48 น. กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเหตุแผ่นดินไหว ขนาด 3.5 ความลึก 10 กม. ภายในพื้นที่ของประเทศเมียนมา ศูนย์กลางห่างออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของ อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 309 กม. ยังไม่มีรายงานผลกระทบต่อประเทศไทย  

 

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม