หน้าแรก > อาชญากรรม

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์​ ช่วยเหยื่อถูกหลอกลงทุนซื้อขายสินค้า สูญเงินร่วม 3 ล้านบาท

วันที่ 13 มกราคม 2569 เวลา 04:04 น.


ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์​ ช่วยเหยื่อถูกหลอกลงทุนซื้อขายสินค้า สูญเงินร่วม 3 ล้านบาท

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวงภายใต้ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ตั้งแต่วันที่ 4 - 10 ม.ค.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 6,727 คดี มูลค่าความเสียหาย 387,945,642 บาท (เฉลี่ยประมาณ 55.42 ล้านบาทต่อวัน) ซึ่งคดีที่รับแจ้งรอบนี้เพิ่มขึ้นจากห้วงวันที่ 28 ธ.ค.68 - 3 ม.ค.69 จำนวน 358 คดี และพบว่ามูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้นกว่า 165,828,964 บาท สะท้อนว่าแม้ภาพรวมจำนวนคดีจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ไม่สูงมากนัก แต่มูลค่าความเสียหายกลับพุ่งสูงขึ้นเป็นอย่างมาก บ่งชี้ว่าคดีที่เกิดขึ้นในสัปดาห์นี้มีมูลค่าความเสียหายต่อรายสูงกว่าช่วงเทศกาลได้อย่างชัดเจน

หากนับเชิงปริมาณของคดีที่มีการแจ้งเข้ามา อันดับ 1. ยังคงเป็นการหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์ ซึ่งมีจำนวนมากถึง 72.2 เปอร์เซ็นต์ โดยคนร้ายเน้นหลอกคนจำนวนมาก กระจายตัวกว้าง แม้ว่ามูลค่าต่อคดีจะไม่สูงนัก แต่ก็ยังเป็นภัยคุกคามวงกว้าง เป็นคดีที่เกิดขึ้นง่ายและมีความถี่สูงมากเมื่อเทียบกับคดีประเภทอื่น ขณะที่อันดับ 2. คือการหลอกโอนเงินเพื่อรับรางวัลฯ และอันดับที่ 3. คือการหลอกให้โอนหารายได้พิเศษ เช่นเดียวกับสัปดาห์ที่แล้ว

ขณะที่หากเทียบในเชิงมูลค่าความเสียหายพบว่าอันดับคดีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยอันดับ 1. เป็นการหลอกให้โอนเงินเพื่อรับรางวัลฯ ที่มียอดรวมความเสียหายมากที่สุด ขณะอันดับ 2. พบความเสียหายสูงเท่ากันใน 2 รูปแบบ คือ การหลอกให้โอนเงินเพื่อหารายได้พิเศษ และการข่มขู่ท่างโทรศัพท์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามิจฉาชีพกำลังเน้นใช้ทั้งความโลภและความกลัวมาหลอกล่อประชาชนจนมียอดความเสียหายพุ่งขึ้นอย่างน่ากังวล

วิธีป้องกันตนเองจากการถูกหลอกลวง ส่วนของการซื้อ - ขาย สินค้าทางออนไลน์ นั้น ประชาชนควรเลือกซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์มที่มีระบบ “กระเป๋าเงินกลาง” ซึ่งเป็นระบบที่แพลตฟอร์มจะรับเงินจากผู้ซื้อไว้ชั่วคราว และจะโอนเงินให้ผู้ขายก็ต่อเมื่อผู้ซื้อได้รับสินค้าเรียบร้อยแล้วและยืนยันว่าถูกต้องตรงตามที่สั่งซื้อ หากเกิดปัญหา เช่น ไม่ได้รับสินค้า, สินค้าปลอม หรือไม่ตรงปก ผู้ซื้อสามารถร้องเรียนผ่านแพลตฟอร์มได้ โดยแพลตฟอร์มจะตรวจสอบและระงับการโอนเงินให้ผู้ขาย โดยเฉพาะการซื้อผ่าน TikTok ควรซื้อผ่านการปักตะกร้าเท่านั้น และควรหลีกเลี่ยงการตกลงซื้อขายนอกระบบหรือโอนเงินให้ผู้ขายโดยตรง เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง ทั้งนี้แพลตฟอร์ม Facebook, Instagram (IG) และ X (Twitter) เป็นช่องทางที่มิจฉาชีพมักใช้หลอกลวงมากที่สุด เพราะไม่มีกระเป๋าเงินกลาง ไม่สามารถคุ้มครองผู้ซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง ตรวจสอบร้านค้าให้รอบคอบ และหลีกเลี่ยงการซื้อขายที่ไม่มีหลักฐาน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการถูกหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์

โดยในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC และสามารถประสานงานร่วมกันกับทุกภาคส่วน ประกอบกับประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที โดยเป็นการเข้าตรวจสอบทั้งหมด 12 เคส และเราสามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมดจำนวน 37 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 2,979,464 บาท สามารถจับกุมได้ 2 คดี

สำหรับเคสการช่วยเหลือที่น่าสนใจและมีมูลค่าสูง ได้แก่

เคสที่1 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทองหล่อ เข้าช่วยเหลือผู้เสียหาย เป็นชายวัย 62 ปี หลังพบว่ากำลังโอนเงินเข้าบัญชีม้า เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรีบไปพบผู้เสียหายพร้อมอธิบายเหตุการณ์ให้ผู้เสียหายรู้ตัวว่าถูกหลอก ให้หยุดโอนเงินทันที โดยเคสนี้ผู้เสียหายประกอบธุรกิจร้านอาหาร ถูกคนร้าย เป็นหญิงสาว แฝงตัวมาในไลน์ ทักมาพูดคุยจนสนิทใจ ก่อนชักชวนให้ทำการซื้อขาย ผ่านช่องทาง TikTok Shop ต่างประเทศ มีการซื้อขายเปิดร้านค้า และมีการเติมเงินเข้าไปก่อนเพื่อกดออเดอร์ และจะได้รับกำไร แต่เงินกำไรจะอยู่ใน Account ไม่สามารถกดถอนออกมาได้ต้องเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อเพิ่มเครดิตเพื่อถอนเงิน โดยหลอกให้ทำตามเงื่อนไขอย่างต่อเนื่อง กระทั่งมูลค่าความเสียหายสูงถึง 2,999,054 บาท  เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแนะนำขั้นตอนการรวบรวมหลักฐานเพื่อเข้าแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เคสที่2 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.ภ.จว.ยะลา เข้าช่วยเหลือผู้เสียหาย เป็นชายวัย 67 ปี หลังถูกมิจฉาชีพในคราบลูกค้าติดต่อซื้อเสื้อผ้ามือสองผ่านเฟซบุ๊ก ก่อนจะถูกดึงเข้ากลุ่มไลน์ชื่อ “financial center” โดยคนร้ายใช้อุบายล่อลวงให้ผู้เสียหายเข้าใจว่าตนสามารถขายเสื้อมือสองได้จำนวน 150 ตัว เป็นเงินจำนวน 3,000 บาท แต่เงินนั้นถูกโอนเข้าบัญชีส่วนกลางของกลุ่ม หากต้องการถอนเงินจะต้องจ่ายค่าสมาชิก 1,200 บาท รวมกับค่าเสื้อ 3,000 บาท รวมเป็น 4,200 บาท แต่เมื่อผู้เสียหายโอนเงินไปแล้วกลับอ้างว่าทำผิดขั้นตอนไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ พร้อมกับมีสมาชิกรายอื่นในกลุ่ม (หน้าม้า) กดดันให้ผู้เสียหายต้องโอนเงินแก้ไขระบบเพิ่มเป็น 2 เท่า เพื่อให้ถอนเงินทั้งหมดออกมาได้ ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปอีกหลายครั้งแต่ก็ยังไม่สามาถถอนเงินออกมาได้ และครั้งสุดท้ายเกือบตัดสินใจโอนเงินก้อนใหญ่ 540,000 บาท แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจพบความผิดปกติและเข้าแจ้งเตือนระงับการโอนได้ทันท่วงที ก่อนจะให้ผู้เสียหายรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้องเข้าแจ้งความดำเนินการอายัดบัญชีม้าเพื่อตัดวงจรความเสียหายและติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป

เคสที่3 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองอุดรธานี เข้าช่วยเหลือผู้เสียหาย เป็นหญิงวัย 49 ปี หลังพบว่ากำลังโอนเงินเข้าบัญชีม้า เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรีบไปพบผู้เสียหายพร้อมอธิบายเหตุการณ์ให้ผู้เสียหายรู้ตัวว่าถูกหลอก ให้หยุดโอนเงินทันที โดยเคสนี้ผู้เสียหายถูกมิจฉาชีพหลอกลวงให้ลงทุนผ่านกลุ่มเฟซบุ๊ก ซึ่งคนร้ายใช้วิธีแฝงตัวเข้าไปในกลุ่มก่อนจะออกอุบายโพสต์โฆษณาแนะนำการลงทุนอ้างว่าได้รับผลตอบแทนสูงพร้อมให้ลิงก์ลงทุนตามเว็บไซต์ expert-binary.com ผู้เสียหายสนใจจึงเข้าไปลงทุนยังเว็บไซต์ดังกล่าว โดยมีการโอนเงินเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง รวมจำนวน 40 ครั้ง รวมมูลค่าความเสียหาย 387,389 บาท เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงให้ผู้เสียหายเข้าแจ้งความเพื่อเร่งรวบรวมหลักฐานติดตามเส้นทางการเงินและนำตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จากสถิติและเคสการช่วยเหลือข้างต้นแสดงให้เห็นว่ามิจฉาชีพยังคงพัฒนารูปแบบการหลอกลวงอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยทั้ง “ความโลภ ความกลัว และความรู้ไม่เท่าทันเทคโนโลยี” เป็นเครื่องมือสำคัญในการหลอกลวงประชาชน ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอเตือนภัยให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการทำธุรกรรมออนไลน์ทุกประเภท อย่าหลงเชื่อข้อเสนอที่อ้างผลตอบแทนสูงเกินจริง การโอนเงินเพื่อรับรางวัล การลงทุนผ่านลิงก์หรือเว็บไซต์ที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ รวมถึงการชักชวนเข้ากลุ่มแชตหรือกลุ่มโซเชียลที่มีการกดดันให้โอนเงินอย่างเร่งด่วน ควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจโอนเงินทุกครั้ง หากพบความผิดปกติหรือสงสัยว่าถูกหลอกลวง ให้หยุดการโอนทันที และรีบโทรแจ้งสายด่วน 1441 หรือแจ้งความออนไลน์ผ่าน www.thaipoliceonline.go.th ทันที เพื่อเพิ่มโอกาสในการอายัดเงินและลดความเสียหายพร้อมช่วยตัดวงจรอาชญากรรมออนไลน์

 

 

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม