วันที่ 2 มกราคม 2569 เวลา 10:45 น.
วันที่ 2 มกราคม 2569 พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ ผบก.ภ.จว.นครปฐม เดินทางไป สภ.กำแพงแสน เรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีที่มีบุคคลถ่ายทอดวิดีโอเผยแพร่ภาพในสื่อโซเชียลมีเดียและแจ้งความดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรที่ปฏิบัติหน้าที่ บริเวณจุดตรวจกวดขันวินัยจราจร หน้า สภ.กำแพงแสน เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 เพื่อพิจารณาข้อเท็จจริง ตลอดจนกำหนดแนวทางการปฏิบัติให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ถูกต้อง เป็นธรรมตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
จากกรณีเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 เวลาประมาณ 10.00 น.ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กำแพงแสน ได้ตั้งจุดตรวจบริเวณถนนมาลัยแมน ด้านหน้า สภ.กำแพงแสน มีผู้ขับขี่รถแท็กซี่เข้ามาถึงบริเวณจุดตรวจ รอง สว.(ป.)สภ.กำแพงแสน ที่ปฏิบัติหน้าที่จราจร จึงได้ส่งสัญญาณเรียกให้รถแท็กซี่คันดังกล่าว หยุดรถ เมื่อผู้ขับขี่จอดรถและลดกระจกลง ตรวจพบว่าผู้ขับขี่ไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย แต่ปรากฏว่าทางผู้ขับขี่รถคันดังกล่าวได้จอดรถแล้วเดินลงมา และปฏิเสธว่าตนเพิ่งปลดเข็มขัดนิรภัยออก
ซึ่งขณะนั้นมี ผบ.หมู่ กองร้อย คฝ.กก.สส.ภ.จว.นครปฐม ช่วยราชการงานจราจร สภ.กำแพงแสน ปฏิบัติหน้าที่อยู่ด้วย ได้แจ้งคนขับแท็กซี่ว่า หากไม่ได้คาดเข็มขัดจะได้ว่ากล่าวตักเตือน แต่คนขับแท็กซี่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจ และได้ทิ้งตัวล้มลงแล้วตะโกนว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจผลักจนล้ม จากกรณีดังกล่าวมีข้อพิจารณาใน 2 ประเด็นคือ
1.กรณีบุคคลดังกล่าวแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.กำแพงแสน ในข้อหาทำร้ายร่างกายและกระทำอนาจาร ซึ่งพนักงานสอบสวนได้สอบคำให้การและส่งตัวไปตรวจบาดแผลที่โรงพยาบาลกำแพงแสนเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งจะได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
2.กรณีบุคคลที่เข้ามารบกวนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.กำแพงแสน ฝ่ายกฎหมายพิจารณาแล้วมีความเห็นว่าเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดดังนี้
ข้อหาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวนซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นเสียหายอันเป็นการเพื่อจะแกล้งให้บุคคลใดต้องรับโทษ โดยรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 174 ประกอบมาตรา 172 และ 173
ข้อหากระทำด้วยประการใดๆ ต่อผู้อื่น อันเป็นการรังแก ข่มเหง คุกคาม หรือกระทำให้ได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนรำคาญ อันเป็นการกระทำในที่สาธารณสถานหรือต่อหน้าธารกำนัล ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397
ข้อหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน โดยทุจริตหรือหลอกลวง ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1)
โดยได้เร่งรัดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องดำเนินการสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินคดีอย่างรอบคอบ รวดเร็วและให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย