24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 29 ตุลาคม 2568
>> คนร้ายนับ 10 คน ลอบวางเพลิงเผารถ เครื่องจักรกล ทำถนนเสียหายหลายคัน
06.00 น. ได้รับแจ้ง จากผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ม.3 บ.กือรง ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ได้มีกลุ่มผู้กอเหตุประมาณ 10 คน อาวุธครบมือ เข้าจับยามที่เฝ้ารถที่ทำถนนในบ้านกือรง และเผารถ ของบริษัท รับเหมาทำถนน เสียหาย จำนวน 4 คัน คือ รถเกลี่ย จำนวน 1 คน เสียหายห้องพลประจำ, รถบดล้อยาง เสียหายเบาะ พลประจำ, รถบดสั่นสะเทือน(ล้อเหล็ก) จำนวน 1 คัน เสียหาน ห้องพลประจำ และ รถน้ำ จำนวน 1 คัน ด้านหน้ารถและห้องเครื่อง
ขณะเกิดเหตุ ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เจาะไอร้อง อยู่ระหว่างการสอบสวนเพื่อติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุต่อไป
>> นายกฯ เดินทางไปประชุม APEC ที่เกาหลีใต้ หวังสร้างโอกาสการค้า
08.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางออกจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง เพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC) ครั้งที่ 32 ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2568
นาย อนุทิน นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคาดหวังจากการประชุมครั้งนี้ว่า จะเป็นโอกาสพบปะผู้นำหลายประเทศ เช่น จีน แคนาดา เกาหลีใต้ บรูไน และอาจรวมถึงญี่ปุ่น นอกจากนี้ คาดว่าจะได้พบกับนายโดนัลด์ เจ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เนื่องจากลำดับที่นั่งในการประชุมอยู่ใกล้กัน ซึ่งเป็นโอกาสหารือเรื่องการค้าและความร่วมมือสนับสนุนซึ่งกันและกัน ส่วนการพบกับผู้นำจีน นายกรัฐมนตรีระบุว่า ครั้งนี้จะได้พบกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีเรื่องสำคัญที่จะเสนอคือ การเร่งรัดพิจารณาซื้อข้าวจากประเทศไทยจำนวน 5 แสนตัน เพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศ ส่วนประเด็นเรื่องแร่แรร์เอิร์ธนั้น ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่มาเลเซีย ได้พบกับนายกรัฐมนตรีจีนแล้ว ซึ่งไม่มีประเด็นใดน่ากังวล
นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงปัญหาสแกมเมอร์ว่า ไทยประกาศในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนแล้วว่าจะจัดประชุมระดับนานาชาติเพื่อร่วมกันป้องกันปัญหาดังกล่าว พร้อมเปิดเผยว่า วันนี้เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทยจะหารือกับผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เกี่ยวกับการรับตัวชาวอินเดียเกือบ 500 คน ที่ไทยช่วยเหลือออกมาจากพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก กลับประเทศ ซึ่งอินเดียจะส่งเครื่องบินมารับเอง ถือเป็นความร่วมมือในการยกระดับการปราบปรามอาชญากรรม
>> ผบ.ตร. แถลงเปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นทั่วประเทศ 9,031 จุด ปักหมุดปราบ 1,730 เครือข่าย กวาดล้างยาเสพติด
09.30 น. ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.), พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศอ.ปส.ตร.) ร่วมแถลงเปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นทั่วประเทศ กวาดล้างยาเสพติดให้สิ้นซาก ขุดรากขบวนการยานรก โดยตำรวจปราบปรามยาเสพติด ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล, ตำรวจภูธรภาค 1 – 9 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ มีการปิดล้อมตรวจค้น 9,031 จุด 1,730 เครือข่าย
จับกุมผู้ต้องหาขบวนการค้ายาเสพติด 17,071 ราย ผู้ต้องหา 17,261 คน จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ 652 หมายจับ ยึดของกลาง ยาบ้า 96.73 ล้านเม็ด,ไอซ์ 1,715 กิโลกรัม,คีตามีน 740 กิโลกรัม,เฮโรอีน 95 กิโลกรัม ยาอี 100,650 เม็ด,อาวุธปืน 607 กระบอก,ระเบิด 7 ลูก,เงินสด 9.33 ล้านบาท อายัดทรัพย์สินกว่า 343 ล้านบาท
>> หนุ่มค้าของเก่าระทึก ไฟลุกไหม้ท้ายกระบะบรรทุกลังกระดาษ ริมถนนรัตนาธิเบศร์
10.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางศรีเมือง จ.นนทบุรี รับแจ้งเหตุมีไฟลุกไหม้รถกระบะ บริเวณริมถนนรัตนาธิเบศร์ ขาออก ต.ไทรม้า อ.เมือง จ.นนทบุรี
ในที่เกิดเหตุพบรถกระบะ สีบรอนซ์ ทะเบียน นนทบุรี จอดอยู่ริมฟุตบาทโดยมีไฟกำลังลุกไหม้ลังกล่องกระดาษที่บรรทุกอยู่ท้ายรถ ในขณะที่พลเมืองที่เห็นเหตุการณ์พยายามใช้ถังดับเพลิงเข้าช่วยฉีดสกัดไฟที่กำลังลุกไหม้ แต่ไม่เป็นผลเนื่องจากลังกระดาษเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ก่อนที่ในเวลาต่อมารถดับเพลิงจากทางเทศบาลเมืองไทรม้าจะฉีดน้ำสกัดเพลิงเอาไว้ได้ โดยใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง จึงควบคุมเพลิงได้สงบลง
ทางด้าน พลเมืองดีที่ใข้ถังดับเพลิงเข้าช่วยดับไฟ กล่าวว่า ตนเห็นรถกระบะดังกล่าวมาจอดที่หน้าทางเข้าบริษัทโดยมีกลุ่มควันไฟลุกไหม้ที่ท้ายรถ จึงได้คว้าถังดับเพลิงและเรียกเพื่อนคนงานเข้าไปช่วยเหลือ แต่ถังดับเพลิงไม่สามารถฉีดสกัดไฟที่กำลังลุกไหม้บังกระดาษได้ทั้งหมด ในระหว่างที่รอรถดับเพลิงมาช่วยเหลือ คนขับรถจึงได้พยายามขับรถถอยหน้าถอยหลังเพื่อให้ลังกระดาษร่วงตกลงมา แต่ไม่เป็นผล จนกระทั่งมีรถดับเพลิงมาช่วยฉีดน้ำดับเพลิงที่กำลังลุกไหม้เอาไว้ได้
ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าสาเหตุน่าจะมาจากสะเก็ดไฟที่กระเด็นมาตกใส่ลังกระดาษท้ายรถประกอบกับมีลมโกรกผ่านตลอดเวลาที่ท้ายรถจึงทำให้เกิดไฟลุกไหม้กับลังกระดาษที่เป็นเชื้อไฟอย่างดี โดยทางประกันภัยของรถจะเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น
>> สมเด็จพระราชาธิบดี และสมเด็จพระราชินีแห่งราชอาณาจักรภูฏาน เสด็จฯ วางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมศพ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
10.00 น. สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระราชินีเจตซุน เพมา วังชุก มาทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะหน้าพระโกศพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง พร้อมทั้งทรงลงพระปรมาภิไธย และพระนามาภิไธย ถวายความอาลัย อีกทั้งทรงมีกำหนดจะทรงเข้าร่วมพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง ในช่วงค่ำของวันนี้
ทั้งนี้ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งราชอาณาจักรภูฏาน ทรงมีความผูกพันแนบแน่นกับพระราชวงศ์ไทย ทรงเคารพรักและเทิดทูนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันปวงชนชาวไทยต่างเคารพรักสมเด็จพระราชาธิบดี และสมเด็จพระราชินีแห่งราชอาณาจักรภูฏาน เช่นกัน และรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่เสด็จพระราชดำเนินมาถวายความอาลัยในครั้งนี้
>> ชาวบ้านหายตัวไป 3 วัน ก่อนมาพบว่าเสียชีวิต คาดว่า ออกมาหาของป่าแล้วถูกช้างป่าทำร้าย จ.บึงกาฬ
10.45 น. รับแจ้งมีผู้เสียชีวิตบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว พื้นที่บ้านหนองบ่อ ต.โคกกว้าง อ.บุ่งคล้า จ.บึงกาฬ อาสาจุดบุ่งคล้า-จุดโสกก่าม ออกตรวจสอบเหตุ พร้อมกับร้อยเวร เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บุ่งคล้า
ที่เกิดเหตุ พบร่างผู้เสียชีวิต 1 ราย ทราบต่อมา คือ นายทุย อายุ 57ปี ชาวบ้านหนองบ่อ ต.โคกกว้าง อ.บุ่งคล้า เสียชีวิตในสภาพนอนหงาย จากการตรวจสอบเบื้องต้น ทราบว่า นายทุยได้ออกจากบ้านไปเก็บของป่าตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2568 แต่ไม่กลับมาที่บ้านพัก ญาติและชาวบ้านจึงได้ออกติดตามค้นหา จนกระทั่งมีการพบร่างของผู้สูญหาย
คาดว่า ขณะที่นายทุย กำลังหาของป่าอยู่ ได้เผชิญหน้ากับช้างป่าในระยะกระชั้นชิด และถูกช้างป่าทำร้ายจนเป็นเหตุให้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ อาสาดำเนินการเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิตออกจากป่า และส่งต่อให้แพทย์เวร รพ.บุ่งคล้า ชันสูตรพลิกศพและนำร่างส่งญาติเพื่อประกอบพิธีทางศาสนา
>> พ่อเฒ่าโชเฟอร์รถรับจ้างหัวร้อน คว้ามีดพร้ากระหน่ำฟันกระจกรถ สนง.อัยการจังหวัดพังเสียหาย หลังเกิดอุบัติเหตุรถเฉี่ยวชนกัน จ.ภูเก็ต
10.45 น. พ.ต.ต.ยุทธพล พรมดาว สว.(สอบสวน) สภ.เมืองภูเก็ต ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าเกิดอุบัติเหตุ บริเวณสี่แยกไฟแดงสะพานหิน ต.ตลาดใหญ่ อ.เมืองภูเก็ต โดยคู่กรณีมีการใช้อาวุธทุบทำลายรถของทางราชการได้รับความเสียหาย
ที่เกิดเหตุอยู่บริเวณสี่แยกไฟแดง พบรถรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ สีเทา ป้ายทะเบียน กรุงเทพมหานคร ลักษณะเฉี่ยวชนกับ รถรับจ้าง 4 ล้อเล็ก ยี่ห้อไฮเจ็ต สีแดง ทะเบียนป้ายเหลือง ภูเก็ต
รถกระบะ มีร่องรอยความเสียหายที่บริเวณกระจกด้านคนนั่งหลังคนขับ ลักษณะถูกของมีคมฟันแตกเป็นทางยาว ส่วนบริเวณด้านหน้ารถฝั่งขวาได้รับความเสียหาย ขณะที่รถรับจ้าง 4 ล้อเล็ก ได้รับความเสียหายบริเวณด้านหน้ารถฝั่งซ้าย ซึ่งเกิดจากการเฉี่ยวชน
จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญ ชายไทย อายุ 45 ปีคนขับรถกระบะ และ ชายไทย อายุ 74 ปี คนขับรถรับจ้างสี่ล้อเล็กพร้อมกับมีดพร้า 1 เล่มที่ใช้ก่อเหตุฟันกระจกรถกระบะไปสอบสวนข้อเท็จจริงที่ สภ.เมืองภูเก็ต พร้อมกับตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณสี่แยกดังกล่าว เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง
จากการสอบสวน คนขับรถกระบะ เบื้องต้นทราบว่า รถกระบะคันดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของสำนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต ก่อนเกิดเหตุได้ขับรถมาตาม ถนนเทพศรีสินธุ์ เมื่อมาถึงบริเวณสี่แยกไฟแดงได้เฉี่ยวชนกับรถรับจ้างสี่ล้อเล็กคันดังกล่าว จากนั้นตนเองได้ลงจากรถเพื่อมาดูเหตุการณ์ ปรากฏว่าได้มีชายสูงอายุ ซึ่งเป็นคนขับรถสี่ล้อเล็กรับจ้างได้ลงจากรถพร้อมกับถือมีดยาวประมาณ 50 ซม.เดินเข้ามาฟันรถกระบะหลายครั้ง ทำให้กระจกแตกได้รับความเสียหาย โดยชายสูงอายุได้เอะอะโวยวายอยู่บริเวณกลางสี่แยกไฟแดง ตนเองเกรงจะไม่ปลอดภัย จึงเดินออกจากจุดเกิดเหตุไป
ขณะที่จากการสอบถาม คนขับรถรับจ้างสี่ล้อเล็กคันดังกล่าว ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุได้ขับรถมาตามถนนสะพานหิน เมื่อถึงสี่แยกไฟแดง ได้เกิดเฉี่ยวชนกับรถกระบะคันดังกล่าว จึงลงจากรถพร้อมมีดพร้าแล้วปรี่เข้าไปฟันกระจกรถคู่กรณี ซึ่งพนักงานสอบสวนจะได้รวบรวมหลักฐานต่างๆ เพื่อดำเนินคดีกับนายกิจตามกฎหมายต่อไป
>> ไฟไหม้โกดังโรงงาน ที่เมืองฉะเชิงเทรา โครงสร้างมีการทรุดตัว โชคดีไร้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต
11.45 น. พ.ต.อ.ภูริทัต บุญช่วย ผกก.สภ.เมืองฉะเชิงเทรา รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้โรงงานผลิตอาหารสำเร็จรูปแห่งหนึ่ง ถนนสุวินทวงศ์ ตรวจสอบพบเพลิงกำลังโหมไหม้ตัวโรงงานอย่างรุนแรง มีควันสีดำปกคลุมไปทั่วบริเวณ พนักงานที่กำลังทำงานจำนวนมาก ต่างวิ่งหนีออกมาด้านนอก
จึงประสานขอรถดับเพลิงและรถน้ำ จาก อบต.คลองนครเนื่องเขต เทศบาลตำบลนครเนื่องเขต อบต. วังตะเคียน เทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา อบต. ศาลาแดง อบต. คลองอุดมชลจร อบต. ท่าไข่ อบจ.ฉะเชิงเทรา หน่วยกู้ภัยฉะเชิงเทรา ฯลฯ รวมกว่า 20 คัน ช่วยกันสกัดเพลิง ที่โหมไหม้อย่างรุนแรง ประกอบกับมีลมพัดกระโชก รถดับเพลิงไม่สามารถเข้าไปด้านในได้ ทำให้อาคารถล่มลงมา เจ้าหน้าที่ใช้เวลากว่า 1 ชม.ครึ่ง เพลิงจึงอยู่ในวงจำกัด
จากการสอบถามคนงาน ได้กล่าวว่า ตนและพนักงานได้ทำงานตามปกติในช่วงเกิดเหตุเห็นไฟลุกไหม้ที่เตาไฟฟ้าจากนั้นก็ลามไหม้อย่างรวดเร็ว พนักงานที่เป็นแรงงานต่างด้าว ได้วิ่งหนีออกมาจากอาคารอย่างรวดเร็งซึ่งตนก็ได้วิ่งออกมาจากที่เกิดเหตุเป็นคนสุดท้าย ตอนนี้อยู่งในช่วงที่ยังตกใจและรู้สึกสงสารเถ้าแก่ ที่เกิเดหตุเพลิงไหม้ในครั้งนี้
เบื้องต้น นางปิณฑิรา เก่งการพานิช นายอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ ไม่มีรายงานว่า มีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บ สาเหตุคาดว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร ซึ่งรอผลการตรวจสอบจาก ตำรวจ พสฐ.ฉะเชิงเทรา อีกครั้ง มูลค่าความเสียหายคาดว่าไม่ต่ำกว่า 230 ล้านบาท
>> ปภ. แจ้งเตือน 27 จังหวัดภาคเหนือ อีสาน กลาง ใต้ และ กทม. เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำท่วมขัง
12.00 น. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แจ้งเตือน 27 จังหวัดภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ และ กทม. เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำท่วมขัง ระดับน้ำเพิ่มขึ้นฉับพลัน น้ำล้นตลิ่งในพื้นที่ลุ่มต่ำ และอ่างเก็บน้ำมีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 เสี่ยงน้ำล้น ส่งผลกระทบบริเวณท้ายน้ำ ในช่วงวันที่ 29 ต.ค. – 3 พ.ย. 68 โดยจัดทีมปฏิบัติการและเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าประจำพื้นที่เสี่ยง เพื่อเข้าเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันทีที่เกิดภัย โดยเฉพาะพื้นที่จุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วมบ่อยครั้ง วางแผนเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อลดผลกระทบจากเหตุอุทกภัยให้ได้มากที่สุด
รวมถึงแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยทราบล่วงหน้า และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนปฏิบัติตามประกาศแจ้งเตือนภัยจากทางราชการอย่างเคร่งครัด
>> อดีตสารวัตรกำนันหญิง ขับเก๋งชนท้ายรถแวน ก่อนถูกกระบะชนท้ายซ้ำ ร่างกระเด็นออกมาเสียชีวิตนอกรถ จ.ลำปาง
12.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.งาว ได้รับแจ้งว่า เกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนกันหลายคัน มีทั้งผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต บนถนนพหลโยธิน ฝั่งขาขึ้น บริเวณก่อนถึงวัดต้นมื่น เขตพื้นที่ บ้านปันใต้ หมู่ 5 ต.ปงเตา อ.งาว จ.ลำปาง
ที่เกิดเหตุ พบรถนั่งส่วนบุคคล นิสสัน สีขาว ป้ายทะเบียน ลำปาง สภาพพังเสียหายทั้งคัน ลักษณะพุ่งชนเข้ากับศาลาพักริมทาง ตรวจสอบพบร่างผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นหญิงไทย อายุ 47 ปี ซึ่งเป็น อดีตสารวัตรกำนัน ต.ปงเตา ร่างได้กระเด็นออกมาเสียชีวิตนอกรถ
และใกล้กัน พบรถอเนกประสงค์ โตโยต้า อเวนซ่า สีดำ ป้ายทะเบียน ลำปาง จอดอยู่กลางถนน สภาพท้ายรถยุบเสียหาย และ รถยนต์กระบะ โตโยต้า วีโก้ สีดำ ป้ายทะเบียน ลำปาง ลักษณะพุ่งลงข้างทาง กระโปรงหน้ารถพังเสียหาย โดยคนขับและผู้โดยสารรวม 2 คน ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย
จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่า ผู้เสียชีวิต ได้ขับรถยนต์เก๋งสีขาวมาตามเส้นทางและเกิดเสียหลัก พุ่งชนท้ายรถยนต์โตโยต้า อแวนซ่า ที่จอดอยู่ข้างทางอย่างจัง หลังจากนั้น รถยนต์กระบะโตโยต้า วีโก้ ที่ขับตามมาได้ชนอัดท้ายรถเก๋งของผู้เสียชีวิตซ้ำอีกครั้ง ส่งผลให้ร่างกระเด็นออกจากตัวรถเสียชีวิต ก่อนที่รถเก๋งจะไถลไปชนอัดเข้ากับศาลาพักริมทาง
ทางด้านร้อยเวรสอบสวน สภ.งาว จะดำเนินการสอบปากคำคู่กรณีและพยานที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างละเอียด เพื่อสรุปสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดอุบัติเหตุ และรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
>> ผบ.ตร. น้อมรับคำวิจารณ์ ยันไม่ตอบโต้ ขอทำงานให้ประชาชนเห็นผลงานแทนคำพูด
14.14 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์กรณี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. ออกมาวิจารณ์ว่าการจัดการปัญหาแก๊งสแกมเมอร์เป็น “ละครปาหี่” โดยยืนยันว่า ตนขอน้อมรับคำวิจารณ์และจะนำไปพัฒนาตัวเอง แต่ย้ำว่าตำรวจทั่วประเทศรู้ดีว่าตนทำงานหนักเพียงใด โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่ต้องลงพื้นที่ติดตามงานด้วยตัวเอง พร้อมระบุว่าไม่จำเป็นต้องประกาศให้ใครเห็น เพราะผลงานคือสิ่งพิสูจน์การทำงาน
ผบ.ตร. กล่าวเพิ่มเติมว่า หากอดีตรอง ผบ.ตร. หรือนักการเมืองมีข้อมูลเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ ก็ขอให้นำข้อมูลมาให้ตำรวจตรวจสอบ ถือเป็นการทำหน้าที่พลเมืองดี พร้อมยืนยันว่าหากพบข้อมูลจริงจะดำเนินการลงโทษโดยไม่ละเว้น ตัวอย่างเช่นกรณีรองผู้กำกับ สน.ดอนเมือง ที่มีคำสั่งให้ออกจากราชการ พร้อมเชื่อมั่นในการสืบสวนของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยย้ำว่าการปราบแก๊งสแกมเมอร์ที่ผ่านมา ทุกกองบัญชาการทำงานอย่างต่อเนื่องและจริงจัง และหากมีโอกาสจะพาสื่อมวลชนเข้าชมศูนย์ Warroom ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้เห็นการทำงานเบื้องหลังอย่างโปร่งใส
>> ปฏิบัติการปิดเกม “รับ–แลก–ลวง” จับขบวนการโกงสิทธิ์ รวบร้านค้าทุจริตหลอกแลกเงินสด คนละครึ่งพลัส
14.51 น. กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการ ปอศ. พร้อมด้วยนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ร่วมแถลงผลเปิดปฏิบัติการปิดเกม “รับ–แลก–ลวง” สกัดขบวนการโกงสิทธิ์รัฐ จับกุมผู้ต้องหา 3 ราย เป็นหญิง อายุ 24 ปี , 31 ปี และ อายุ 26 ปี ตามลำดับ
ตามหมายจับศาลอาญา ข้อหา“ทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทฯ , นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความ เสียหายต่อการรักษาความมั่นคงภายในประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ ของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐาน อันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนก แก่ประชาชน” พร้อมของกลางโทรศัพท์มือถือ จำนวน 5 เครื่องและคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กอีก 1 เครื่อง โดยจับกุมได้ในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ,จ.อุดรธานี และ จ.นครสวรรค์
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. กล่าวว่า จากโครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งเป็นโครงการตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อกระตุ้น เศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ ลดรายจ่ายและภาระค่าครองชีพของประชาชน ทำให้มีเงินหมุนเวียน ในระบบเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายสินค้าและการให้บริการผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งถือเป็นการยกระดับการค้าและบริการในยุคดิจิทัลอีกด้วย
>> รถกระบะชนประสานงากับรถบรรทุก กลางถนนสายลำปาง–งาว พบผู้เสียชีวิตเป็น สารวัตรสอบสวนของ สภ.เชียงคำ
15.17น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่เมาะ ลำปาง พร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัยบ้านดง และสมาคมกู้ภัยลำปาง ตรวจสอบอุบัติเหตุ รถกระบะชนประสานงากับรถบรรทุกสิบล้อ บนถนนสายลำปาง–งาว ขาขึ้น กม.743 พื้นที่บ้านท่าสี ตำบลบ้านดง อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง
ที่เกิดเหตุ พบรถกระบะ โตโยต้า วีโก้ สีเทา ป้ายทะเบียน พะเยา ลักษณะชนกับ รถบรรทุก 10 ล้อ สีขาว ตรวจสอบภายในรถกระบะ ฝั่งคนขับพบร่างผู้เสียชีวิต 1 ราย ทราบต่อมา เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจยศ พันตำรวจโท ดำรงตำแหน่งสารวัตรสอบสวน สภ.เชียงคำ จ.พะเยา และพบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 3 ราย เป็นคนขับและผู้โดยสารในรถบรรทุก ทางอาสาสมัครให้การช่วยเหลือและนำส่ง รพ.ใกล้เคียง
สอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ผู้เสียชีวิต ขับรถกระบะ มาจากจังหวัดพะเยา จะมุ่งหน้าเข้าเมืองลำปาง คาดว่าอาจหลับใน ทำให้รถข้ามเลนพุ่งชนรถบรรทุกที่วิ่งสวนไปขาขึ้นไป จ.พะเยา อย่างจัง จนเกิดเหตุสลดดังกล่าว
หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำร่างผู้เสียชีวิตออกจากซากรถ ส่งโรงพยาบาลให้แพทย์ชันสูตร ขณะพนักงานสอบสวน สภ.แม่เมาะ อยู่ระหว่างสอบปากคำคนขับรถบรรทุก เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุครั้งนี้ต่อไป
>> ตำรวจกัมพูชา เร่งหาสาเหตุ หลังหญิงไทยตกตึกชั้น 3 ที่ปอยเปต เสียชีวิต
16.13 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุผู้หญิงชาวไทย ตกจากตึกชั้น 3 อาคารแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ บ้านกะบาลสะเปียน แขวงโอวโจรว กรุงปอยเปต จ.บันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ซึ่งอยู่ห่างจากจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก ต.อรัญประเทศ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ประมาณ 500 เมตร ทราบชื่อผู้เสียชีวิตคือ น.ส.กนกวรรณ อายุ 27 ปี
เจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชาได้สอบถามพยานแวดล้อมในที่เกิดเหตุ ให้การว่าพบผู้หญิงชาวไทยคนดังกล่าว เดินวนเวียนอยู่ในอาคารตั้งแต่ช่วงกลางคืนก่อนจะตกจากอาคาร ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชาได้ปิดล้อมสถานที่เกิดเหตุและตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด เพื่อหาสาเหตุของการตกตึก หลังเกิดเหตุรถพยาบาลฉุกเฉินได้นำตัวผู้ที่ตกจากอาคารส่งโรงพยาบาลบองแอกปอยเปต และเสียชีวิตระหว่างทาง ปัจจุบันร่างผู้เสียชีวิตอยู่ระหว่างการชันสูตรของแพทย์เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิต
เบื้องต้น รอฝ่ายเจ้าหน้าที่กัมพูชานำศพส่งมอบให้กับญาติฝั่งไทย เพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่อไป
>> วันแรกคึกคัก ยอดใช้จ่าย 'คนละครึ่ง พลัส' สะพัดกว่า 500 ล้านบาท
16.29 น. นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า วันพุธที่ 29 ตุลาคม 2568 ประชาชนที่ได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่ง พลัส (โครงการฯ) สามารถเริ่มใช้จ่ายได้เป็นวันแรกกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ โดยตั้งแต่เวลา 06.00 น. มีประชาชนให้ความสนใจใช้จ่ายผ่านโครงการฯ เป็นจำนวนมาก และ ณ เวลา 12.30 น. มีผู้ใช้จ่ายผ่านโครงการฯ สำเร็จแล้วกว่า 2.49 ล้านราย ยอดใช้จ่ายรวมกว่า 501.11 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่ายจำนวน 252.40 ล้านบาท และเงินที่รัฐร่วมจ่ายจำนวน 248.71 ล้านบาท
ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำว่า ประชาชนจะต้องเริ่มใช้ครั้งแรกภายในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เวลา 23.00 น. ซึ่งหากพ้นระยะเวลาดังกล่าว จะถือว่าไม่ประสงค์เข้าร่วมโครงการฯ และถูกตัดสิทธิในโครงการฯ และสำหรับผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ จะไม่มีการนำส่งข้อมูลรายได้ของร้านค้าให้แก่กรมสรรพากรแต่อย่างใด
>> ทร.เก็บกู้ทุ่นระเบิดตกค้าง บริเวณชายแดนบ้านหนองรี จ.ตราด มุ่งสร้างพื้นที่ปลอดภัยชายแดนไทย
16.50 น. พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้ดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณชายแดน บ้านหนองรี ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด การปฏิบัติครั้งนี้เป็นการดำเนินงานอย่างเร่งด่วน เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาล ภายหลังที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามใน แถลงการณ์ร่วม (Joint Declaration) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ และได้เห็นชอบร่วมกันในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตกค้างในพื้นที่ชายแดน โดยระหว่างปฏิบัติการ ทางกองร้อยทหารช่างได้ตรวจพบและเก็บกู้ทุ่นระเบิดรวมถึงวัตถุระเบิดตกค้างหลายรายการ ได้แก่ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลแบบ PMN-2 จำนวน 1 ทุ่นสภาพใหม่ แบบ TYPE-72 จำนวน 1 ทุ่น ลูกระเบิด ค.61 จำนวน 2ลูก ค.82 และ ลูก RPG อย่างละ 1 ลูก
ภารกิจดังกล่าว เป็นการสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทัพเรือในการปกป้องอธิปไตยของชาติ สนองนโยบายรัฐบาล และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมบริเวณชายแดนให้กลับมามีความปลอดภัย เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคงและปกติสุข
>> รมว.ยุติธรรม นำทีมลุยเผายาเสพติดล็อตใหญ่ 26.41 ตัน
17.00 น. พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีทำลายยาเสพติดของกลางครั้งที่ 11 (ครั้งที่ 1/2569)
นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ และคณะทำงานจากหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง อาทิ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ อุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการ นิคมอุตสาหกรรมบางปู ร่วมเป็นสักขีพยานยืนยันความโปร่งใสในการทำลายยาเสพติดของกลางจาก 81 คดี ซึ่งมีน้ำหนักรวมสิ่งห่อหุ้มกว่า 26.41 ตัน การทำลายยาเสพติดครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังและเด็ดขาด
สำหรับยาเสพติดของกลาง มีน้ำหนักสุทธิเฉพาะตัวยาเสพติด 22.21 ตัน ประกอบด้วย ยาบ้า 138 ล้านเม็ด (12,737.54 กิโลกรัม), ไอซ์ 5,157.23 กิโลกรัม, เฮโรอีน 1,133.89 กิโลกรัม, คีตามีน 601.08 กิโลกรัม และยาเสพติดประเภทอื่นๆ อีกกว่า 2,583.79 กิโลกรัม
>> แผ่นดินไหว ที่ประเทศอินเดีย
21.31 น. กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเหตุ แผ่นดินไหว ขนาด 4.4 ความลึก 10 กม. บริเวณพื้นที่หมู่เกาะนิโคบาร์ ประเทศอินเดีย ศูนย์กลางห่างออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของ อ.เมือง จ.ภูเก็ต ประมาณ 389 กม. ยังไม่มีรายงานผลกระทบต่อประเทศไทย
>> แผ่นดินไหว ที่ประเทศเมียนมา
01.06 น. กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเหตุ แผ่นดินไหว ขนาด 2.0 ความลึก 10 กม. ภายในพื้นที่ของประเทศเมียนมา ศูนย์กลางห่างออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 135 กม. ไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย
>> รถกระบะชนกับรถจักรยานยนต์ มีผู้เสียชีวิตติดอยู่ใต้ท้องรถ
02.15 น. รับแจ้งจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มีอุบัติเหตุ และมีผู้เสียชีวิตในยานพาหนะ ถนนพหลโยธิน ใกล้เคียงห้างแม็คโคร รังสิต ในพื้นที่ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี
ที่เกิดเหตุ อยู่ในช่องทางคู่ขนาน พบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ สีขาว - ดำ ป้ายทะเบียน กทม. ล้มคว่ำอยู่ข้างทาง ห่างออกไปพบรถกระบะตู้ทึบ สีขาว ป้ายทะเบียน กทม. จอดอยู่เลนกลาง โดยมีร่างของผู้เสียชีวิตชาย 1 ราย ติดอยู่ใต้ท้องรถ อาสาสมัครต้องใช้เครื่องมือยกรถขึ้น เพื่อนำร่างออกมา ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงอยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์
>> แผ่นดินไหว ที่ประเทศอินโดนีเซีย
02.55 น. กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเหตุ แผ่นดินไหว ขนาด 3.7 ความลึก 10 กม. บริเวณทางตอนเหนือของหมู่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ศูนย์กลางห่างออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของ อ.เมือง จ.สตูล ประมาณ 441 กม. ไม่มีรายงานผลกระทบต่อประเทศไทย