วันที่ 23 มิถุนายน 2568 เวลา 17:44 น.
23 มิ.ย. 2568 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ร่วมกันจับกุม นายพอ (นามสมมุติ) อายุ 43 ปี ฐาน “ร่วมฉ้อโกงประชาชนโดยทุจริต, ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหาย” โดยจับกุมได้ บริเวณศาลาปฏิบัติธรรมในพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา
สืบเนื่องจากมีผู้เสียหาย ได้พบโฆษณาบนเพจเฟซบุ๊ก อ้างว่าเป็นกิจกรรมส่งเสริมการตลาด แจกผลิตภัณฑ์โปรตีนจากไข่ผำ โดยใช้สโลแกนล่อใจว่า “แจกฟรี–ได้เงินคืน” พร้อมชักชวนให้ผู้สนใจแอดไลน์ไอดีเพื่อร่วมกิจกรรมหลังจากแอดไลน์ไปแอดมินได้แนะนำให้ “กดหัวใจ” ให้กับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อสะสมแต้ม โดยอ้างว่าสามารถนำไปแลกรับเงินคืนได้จริง พร้อมทั้งเสนอให้โอนเงินเข้าร่วมกิจกรรมเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มโอกาสในการสะสมแต้มและแลกของรางวัล ผู้เสียหายหลงเชื่อ จึงได้โอนเงินให้กับบัญชีที่ได้รับคำแนะนำจากแอดมิน ทั้งหมดรวม 6 ครั้ง รวมเป็นเงิน 196,000 บาท โดยบัญชีที่รับโอนปรากฏชื่อบุคคลดังต่อไปนี้ นายพอ (ผู้ต้องหาในคดีนี้) และคนร้ายอีก 3 ราย
ต่อมาเมื่อผู้เสียหายต้องการถอนเงินคืน กลับถูกแอดมินแจ้งว่า “ทำผิดขั้นตอน” ต้องโอนเงินเพิ่มอีกจำนวน 290,417 บาท จึงจะสามารถถอนเงินที่สะสมไว้ได้ ผู้เสียหายเริ่มรู้สึกผิดปกติ เนื่องจากไม่ได้รับเงินคืนตามที่กล่าวอ้าง และไม่สามารถติดต่อกับแอดมินได้อีก จึงเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองชัยภูมิ หลังการสืบสวน เจ้าหน้าที่พบความเชื่อมโยงระหว่างบัญชีที่รับโอนกับ นายพอผู้ต้องหาตามหมายจับ และขยายผลจนสามารถติดตามจับกุมตัวได้ในเวลาต่อมา
กระทั่ง ตำรวจกองปราบปรามตามมาเจอนายพอ ขณะกำลังนุ่งขาวห่มขาว ฝึกสวด “ทำขวัญนาค” อยู่ภายในศาลา เตรียมตัวอุปสมบทในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยจากการสืบสวนพบว่า ผู้ต้องหา มีเจตนาหลบหนีการจับกุม โดยแฝงตัวอยู่ในสถานที่ปฏิบัติธรรม เพื่อใช้ภาพลักษณ์นักบวชกลบเกลื่อนหมายจับคดีอาญา เมื่อเดินทางไปถึง เจ้าหน้าที่ได้แสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ พร้อมแสดงหมายจับให้ผู้ต้องหาทราบโดยชัดแจ้ง ผู้ต้องหารับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับดังกล่าวจริง จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ แจ้งสิทธิของผู้ต้องหาตามกฎหมาย พร้อมทั้งแจ้งข้อกล่าวหา ให้ผู้ต้องหารับทราบ
ทั้งนี้ นายพอให้การว่าเคยเดินทางไปยังปอยเปต ประเทศกัมพูชา โดยเข้าไปทำงานกับเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ มีหน้าที่สแกนใบหน้าและเปิดบัญชีธนาคารให้กับแก๊งดังกล่าว ได้ค่าตอบแทนบัญชีละ 5,000 บาท ตลอดระยะเวลาประมาณ 10 วัน ได้เงินประมาณ 10,000 บาท ก่อนเดินทางกลับประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ จากการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมเพิ่มเติม พบว่า ผู้ต้องหายังเป็นบุคคลตามหมายจับของศาลแขวงดอนเมือง ฐาน “ฉ้อโกง” อีกจำนวน 1 หมายจับ
เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหา ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองชัยภูมิ เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมาย และจากการสอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การว่าเป็นบุคคลตามหมายจับนี้จริง ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา
18 มกราคม 2569
18 มกราคม 2569