หน้าแรก > สังคม

24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 05:42 น.


24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567


>> รถตู้รับ-ส่งนักเรียน คนขับเกิดวูบเสียหลักชนเสาไฟ เจ็บสาหัส

06.20 น. รับแจ้งจากศูนย์สั่งการหน่วยกู้ภัยมังกรชลบุรี เกิดอุบัติเหตุ รถตู้พุ่งชนเสาไฟ มีผู้บาดเจ็บสาหัส ริมถนนศุขประยูร ใกล้เคียงห้างโฮมโปร นาป่า อ.เมือง จ.ชลบุรี

ที่เกิดเหตุ พบรถตู้ โตโยต้า สีเทา ลักษณะเสียหลักชนเสาไฟและป้ายสัญญาณ ความรุนแรงทำให้มีผู้บาดเจ็บรวม 4 ราย โดย 3 รายนั้นเป็นเด็กนักเรียน อาการไม่สาหัส เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือปฐมพยาบาลในจุดเกิดเหตุ ส่วนอีก 1 รายนั้นเป็นคนขับรถ มีอาการสาหัสและหมดสติ ทางอาสากู้ชีพ-กู้ภัยเร่งช่วยเหลือด้วยการทำ CPR ก่อนมอบให้รถกู้ชีพดำเนินการนำส่ง รพ.ชลบุรี

เบื้องต้นทราบว่า เป็นรถตู้รับ-ส่งนักเรียน มีนักเรียนนั่งมาบนรถ 3 คน สาเหตุคาดว่าน่าจะเกิดจากคนขับมีโรคประจำตัวแล้วเกิดอาการวูบเฉี่ยวชนกับเสาไฟแล้วไปโดนกับป้ายด้านหน้าห้างฯ ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองชลบุรี


>> ผู้การฯ นนท์ เอาจริง จับยึดรถ จยย.แต่งซิ่งป่วนเมือง สั่งทุบทำลายท่อไอเสียที่ไม่ได้มาตรฐานทิ้ง สะเทือนใจสายซิ่ง

09.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน บรรยากาศที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี พล.ต.ต.ปรารถนา แผ่นผา ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.นนทบุรี แถลงข่าวผลการระดมกวาดล้างจับกุมรถ จยย.ดัดแปลงสภาพแต่งซิ่ง ท่อรถเสียงดัง หลังได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านในพื้นที่ว่ามีกลุ่มวัยรุ่นเยาวชนขับขี่รถ จยย.แต่งท่อซิ่งเสียงดัง นำรถมาขับขี่บนถนนสร้างความเดือดร้อนรำคาญ

จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกพื้นที่กวดขันจับกุม เริ่มตั้งแต่วันที่ 13-15 ก.พ.67 ในทุกพื้นที่ของจังหวัดนนทบุรี โดยได้เน้นหนักในเขตอำเภอเมือง ได้แก่ สถานีตำรวจภูธรเมืองนนทบุรี สถานีตำรวจภูธรรัตนาธิเบศร์ สถานีตำรวจภูธรบางศรีเมือง และรวมไปถึงสถานีตำรวจภูธรปากเกร็ด

สามารถยึดรถ จยย.ที่ทำผิดกฎหมายได้กว่า 142 คัน โดยรถ จยย.ที่กระทำผิดเป็นรถ จยย.ที่ดัดแปลงสภาพท่อรถไอเสียให้ส่งเสียงดัง สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับชาวบ้าน หรือมีพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่ามีการแข่งรถในทาง มีโทษ 2 ใน 3 ของความผิดฐานแข่งรถในทาง มีโทษ จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 5,000-10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

โดยเจ้าของรถ จยย.ที่ดัดแปลงสภาพท่อรถไอเสีย จะทำการเปลี่ยนแปลงท่อรถ จยย.ให้ได้มาตรฐาน และทำลายท่อไอเสียรถ จยย.ที่ไม่ได้มาตรฐานทั้งหมดทิ้งด้วยการทุบทำลาย เพื่อไม่ให้ท่อไอเสียดังกล่าวนำกลับไปใช้งานได้อีกต่อไป


>> ตำรวจไซเบอร์ รวบเจ้าหน้าที่ธนาคารขายข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า

11.00 น. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ดร.ศิวรักษ์ ศิวโมกษธรรม เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล, พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ ผอ. สำนักตรวจสอบและกำกับดูแล สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และ พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) แถลงข่าวผลการปฏิบัติการตามยุทธการแองเจิลอาย จับคดีอาชญากรรมทางออนไลน์

โดยตำรวจ สอท.5 นำหมายค้นของศาลจังหวัดนนทบุรี ลงวันที่ 6 ก.พ.2567 จับนาย เอ (นาสมมุติ) อายุ 42 ปี หัวหน้าฝ่ายสินเชื่อสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง ตามหมายจับศาลอาญา ลงวันที่ 6 ก.พ.2567 ได้ที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง หมู่บ้านแห่งหนึ่ง หมู่ 17 ต.บางแม่นาง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี หลังสืบทราบว่ามีการนำข้อมูลลูกค้าของสถาบันการเงินของตนเอง มาดัดแปลงแก้ไขและนำไปจำหน่ายต่อให้กับกลุ่มที่สนใจ เช่น ตัวแทนสินเชื่อ ตัวแทนประกัน ซึ่งบางกรณีข้อมูลตกไปอยู่กับกลุ่มคอลเซ็นเตอร์

จากการตรวจค้นในบ้านพัก พบคอมพิวเตอร์พกพาและโทรศัพท์มือถือ ที่เก็บไฟล์ภาพข้อมูลของลูกค้าและประชาชนที่ซื้อขายข้อมูลมาจากบุคคลอื่น และข้อมูลลูกค้าที่ผู้ต้องหาถือเก็บไว้

โดยการสอบสวนรับสารภาพว่า เก็บข้อมูลลูกค้าจากการจดบันทึกและจัดทำเป็นไฟล์เอกสารแล้วจึงนำไปจำหน่ายต่อให้กับกลุ่มนายหน้าประกัน นายหน้าสินเชื่อของสถาบันการเงินอื่นๆ โดยไม่ถูกขั้นตอนของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยจะทยอยนำรายชื่อลูกค้าประมาณ ครั้งละ 3,000 - 5,000 รายชื่อที่เป็นกลุ่มลูกค้าเครดิตดี ไปจำหน่ายต่อในราคารายชื่อละ 1 บาท ทำให้มีรายได้เพิ่มเติมในแต่ละเดือนหลักหลาย 10,000 บาท โดยทำลักษณะเช่นนี้มาแล้วกว่า 1 - 2 ปี

ตำรวจแจ้งข้อหา "ล่วงรู้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่นเนื่องจากการปฎิบัติหน้าที่ตาม พระราชบัญญัตินี้นำไปเปิดเผยแก่ผู้อื่นทำให้เสียหาย , ทำลาย แก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยไม่ชอบอันเป็นความผิดตาม พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและพรบ.ความผิดทางคอมพิวเตอร์"


>> ตำรวจ CIB ร่วมกับ กรมสรรพากร ทลายขบวนการปลอมใบกำกับภาษี 5 จุด

12.46 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดปฎิบัติการ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ร่วมกับเจ้าพนักงานสรรพากร ร่วมกันแถลงผลการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 5 จุด ในพื้นที่ อ.ลำลูกกา 2 จุด , อ.ธัญบุรี , อ.คลองหลวง และ อ.ปากเกร็ด พบผู้ต้องหาและตรวจยึดเอกสารที่เกี่ยวข้องในการกระทำความผิด อาทิเช่น แบบฟอร์มใบกำกับภาษี, ใบส่งสินค้า, แบบ ภงด.90 ภาษี 2564, เอกสารเกี่ยวกับการออกใบกำกับภาษีปลอม, ต้นฉบับใบกำกับภาษีและต้นฉบับใบเสร็จรับเงิน, สมุดบัญชีธนาคารต่างๆ ฯลฯ

เนื่องจาก ได้รับคำร้องเรียนจากพลเมืองดี ว่ามีบุคคลหรือนิติบุคคลกระทำความผิดเกี่ยวกับการออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออก ซึ่งมีการลักลอบออกใบกำกับภาษีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายให้กับผู้ประกอบการทั่วประเทศเป็นจำนวนมาก คิดเป็นความเสียหายต่อรัฐหลายร้อยล้านบาท โดยไม่มีการซื้อขายสินค้าหรือให้บริการเกิดขึ้นจริง เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการสืบสวน โดยให้สายลับเจรจาล่อซื้อใบกำกับภาษี จากกลุ่มบุคคลดังกล่าว จำนวน 5 ครั้ง โดยมีการออกใบกำกับภาษี โดยไม่มีสิทธิที่จะออก จำนวน 30 ใบ ต่อมาได้ไปตรวจสอบสถานประกอบการ ซึ่งจดทะเบียนเป็นสำนักงานนิติบุคคล พบว่า ไม่มีลักษณะเป็นสถานประกอบการแต่อย่างใด แต่กลับมีการลักลอบเปิดกิจการ เพื่อขายใบกำกับภาษี ซึ่งมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ


>> นายกฯ ถกแก้ฝุ่น PM 2.5 สั่งการมหาดไทย-กองทัพ ติดตามจุดความร้อนทั่วประเทศ

13.15 น. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5

นายกรัฐมนตรี กล่าวกับที่ประชุมว่า ที่เรียกประชุมด่วนไม่ได้จะตำหนิหรือจะชื่นชมใครเป็นการส่วนตัว วันนี้มีภาพชัดเจนว่า ตอนนี้เป็นช่วงที่ควรจะเป็นช่วงที่ไม่ดีสำหรับจังหวัดเชียงใหม่ แต่ด้วยการประสานงานของทุก ๆ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายท้องถิ่น หรือว่าเป็นฝ่ายการปกครองโดยกระทรวงมหาดไทย หรือฝ่ายความมั่นคงโดยทหาร ทำงานกันได้อย่าง World Class ดีขึ้นอย่างมโหฬาร โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ได้ลงไปพื้นที่เชียงใหม่กับนายกฯ 3 - 4 ครั้ง ทำให้รู้หมดว่า จุดความร้อน หรือ Hotspot อยู่ตรงไหน อะไรเกิดขึ้นมาตรงไหน สามารถบริหารจัดการได้หมดทุกอย่าง ถือว่าเป็นโมเดลที่เราทำได้อย่างดีมาก 
ดังนั้น อยากให้กระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำงานร่วมกัน บูรณาการกับทุก ๆ ฝ่าย ทั้งฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครอง ส่วนท้องถิ่นทำงานร่วมกันให้ดีเหมือนกับที่เชียงใหม่ ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 3 ผู้บัญชาการกำลังพล ผู้ว่าราชการจังหวัด และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำงานได้อย่างดีมาก ถ้าดูในแผนที่จะเห็นว่าดีมาก ไม่มี Hotspot เลย แต่เมื่อดูที่จังหวัดกาญจนบุรียังแย่มาก ซึ่งไม่อยากบอกว่าเป็นความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง นอกจากนี้ ที่เชียงใหม่ก็มีเรื่องยาเสพติด หรือการลักลอบของเถื่อนเข้ามาก็มีน้อย เพราะความร่วมมือดีของทุกภาคส่วน แต่ที่เมืองกาญจนบุรี ยังมีเรื่องการลักลอบขนสินค้าเข้ามา โดยนายกฯ จะคุยกับผู้บัญชาการทหารบกอีกครั้ง

ทั้งนี้ ต้องพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา เมื่อจังหวัดเชียงใหม่ทำได้ กาญจนบุรีก็ต้องทำได้ โดยอยากให้ฝ่ายการปกครองช่วยดูแล ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องลงพื้นที่เยอะขึ้น ไปบัญชาการเองในเรื่องการเก็บวัชพืช เรื่องการป้องกันไฟที่จะเกิดขึ้น ลงไปดูแลจุด Hotspot ที่เกิดขึ้นมาแล้ว โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีเครื่องมือที่ดีมาก Alert ว่าตรงไหนเป็นอย่างไรทำให้สามารถสั่งการได้ทันที


>> ตำรวจน้ำ กวดขันสปีดโบ๊ทท่องเที่ยว พบบรรทุกเกิน - ชูชีพไม่เพียงพอ- ไม่ต่อทะเบียนเรือ

14.02 น. กองบังคับการตำรวจน้ำ (บก.รน.) ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหา 3ราย โดยจับกุมได้บริเวณ คลองท่าจีน ต.รัษฎา อ.เมือง จ.ภูเก็ต สืบเนื่องในพื้นที่บริเวณจังหวัดภูเก็ต มีสถานที่ท่องเที่ยวเกาะจำนวนหลายเกาะ โดยนักท่องเที่ยวจำนวนมากจะมาขึ้นเรือเพื่อไปท่องเที่ยวตามเกาะต่างๆ เพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุทางน้ำและลดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน กองกำกับการ 8 กองบังคับการตำรวจน้ำ จึงมีมาตรการในการเข้มงวดกวดขันเรือท่องเที่ยวที่รับนักท่องเที่ยวไปส่งตามเกาะต่างๆ ในปฏิบัติตามข้อกำหนดและกฎหมาย 
โดยได้สั่งการให้เรือตรวจการณ์ ออกตรวจเอกสารต่างและความพร้อมของเรือและคนขับเรือ พบเรือจำนวน 2 ลำ กระทำความผิด โดยเรือลำแรก อนุญาตให้บรรทุกผู้โดยสารได้ 35 คน แต่จากตรวจนับจำนวนผู้โดยสารพบว่ามีจำนวน ถึง 44 คน ซึ่งเกินกว่าที่อนุญาตถึง 9 คน อีกทั้งมีจำนวนชูชีพไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้โดยสาร อีกทั้งใบอนุญาตใช้เรือก็หมดอายุ ส่วนเรือลำที่ 2 ใบอนุญาตใช้เรือก็หมดอายุเช่นกัน จึงได้ทำการจำกุมเรือทั้ง 2 ลำ ผู้ต้องหา 3 คน ส่งดำเนินคดี


>> ผบ.ตร. ขอถวายอารักขาด้วยชีวิต ยึดกฎหมาย ฟันคนขวางขบวนเสด็จสั่งขยายผลเอาผิดผู้ร่วมขบวนการ

15.37 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยกรณีการจับกุมดำเนินคดีกับตะวันและพวกบีบแตรขวางขบวนเสด็จฯ ว่าจากแนวทางการสืบสวนและการตั้งข้อสันนิษฐานของเจ้าหน้าที่ เชื่อว่าอาจจะมีผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม แต่ต้องดำเนินการรอบคอบจนกว่าจะมีพยานหลักฐานชัดเจน ขณะนี้ยังไม่สามารถชี้ชัดว่ามีบุคคลใดอยู่เบื้องหลังชัดเจน แต่ย้ำว่าได้กำชับให้ดำเนินการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานดูความเชื่อมโยงทุกมิติไม่ต้องเร่งรีบจนทำให้ขบวนการยุติธรรมเสียหาย

ส่วนที่หลายฝ่ายมีความเห็นต่างในเรื่องดังกล่าว จะทำให้กลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวหรือไม่ ผบ.ตร. ยืนยันว่าจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะตำรวจจะใช้พยานหลักฐานดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดเท่านั้น รวมถึงชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจถึงขั้นตอนต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด รวมถึงป้องกันไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดทางคดีจนถูกสังคมโจมตีได้

ผบ.ตร.กล่าวว่า ในส่วนของมาตรการอารักขาดูแลถวายความปลอดภัยขบวนเสด็จฯ อย่างแรกเรื่องการจัดขบวนอารักขาเป็นอำนาจหน้าที่ของกรมราชองครักษ์ ส่วนเรื่องเส้นทางการจราจรเป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ซึ่งหน่วยงานทั้งหมดจะมีการประชุมและจะมีการแถลงแผนร่วมกันทุกครั้งที่จะมีขบวนเสด็จฯ แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เป็นการวิ่งเข้ามาในขบวนเสด็จฯ หรือวิ่งคู่ตัดเข้ามาในขบวนเสด็จ ซึ่งครั้งนี้ประชาชนยังสามารถสัญจรในเลนซ้ายร่วมกัน โดยไม่มีการปิดจราจร อีกทั้งขบวนปิดท้ายขบวนเสด็จฯ จะมีการติดตั้งกล้องหลังเพื่อดูความเคลื่อนไหวว่าประชาชนสามารถใช้เส้นทางได้ ซึ่งในปัจจุปันขบวนเสด็จฯ ได้มีการปรับให้สอดคล้องกับการใช้รถใช้ถนนของประชาชนในปัจจุบันไม่ให้ได้รับผลกระทบ


>> ภรรยา "ศรีสุวรรณ" พร้อมทนายพบพนักงานสอบสวนรับทราบข้อกล่าวหา คดีตบทรัพย์อธิบดีกรมการข้าว

15.41 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นาง ณพัชญ์ปภา อายุ 43 ปี ภรรยาของนายศรีสุวรรณ จรรยา เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหา พร้อมกับทนายความ ตามหมายเรียกในข้อหาสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิดฯ ก่อนจะเดินเข้าไปพบพนักงานสอบสวนภายในห้องสอบสวนที่ชั้น 16 ทันที โดยเจ้าตัวมีสีหน้าเรียบเฉย และขอยังไม่ตอบคำถามใดๆ ซึ่งสื่อมวลชนพยายามเข้าไปสอบถามเจ้าตัวในหลายประเด็น ทั้งวันนี้รู้สึกกังวลหรือไม่ วันนี้เตรียมพยานหลักฐานอะไรมาบ้าง และเรามีส่วนรู้เห็นกับเงิน 5 แสนหรือไม่ รวมถึงเรามีส่วนร่วมกับการตบทรัพย์หรือไม่ โดยภรรยานายศรีสุวรรณ ได้แต่ยกมือไหว้ และบอกว่า ”ขอยังไม่ให้คำตอบ ขออนุญาติยังไม่ตอบ ขอโทษด้วยนะคะ“

ต่อมา พลตำรวจตรี จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยความคืบหน้าคดีที่นายศรีสุวรรณ จรรยา กับพวก ร่วมกันรีดทรัพย์อธิบดีกรมการข้าวว่า วันนี้นาง ณพัชญ์ปภา มาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก ซึ่งก็ถือว่าได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี หลังจากนี้ก็จะมีการสอบปากคำ และพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาสนับสนุนเจ้าพนักงานของรัฐเรียกรับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินสำหรับตนเองโดยมิชอบ และคาดว่าพนักงานสอบสวนน่าจะให้ประกันตัว ซึ่งตนยังไม่ได้มีการสอบถามถึงพฤติกรรม เพียงแต่ให้กำลังใจ

เบื้องต้นตนเชื่อว่าภรรยาของนายศรีสุวรรณ มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการรับเงิน 500,000 บาท และมีความเชื่อมโยงไปถึงเงิน 100,000 บาท ซึ่งเป็นเงินชุดแรกที่ผู้เสียหายโอนให้กับแก๊งตบทรัพย์อธิบดีกรมการข้าว ในช่วงก่อนปีใหม่


>> นายกฯ รับฟังความเห็นจากทุกหน่วยงาน เงิน Digital Wallet หาข้อสรุปที่เป็นประโยชน์สูงสุด

16.00 น. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ครั้งที่ 1/2567 โครงการนี้ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและวางรากฐานทางเศรษฐกิจดิจิทัลให้กับประเทศ

นายกฯ รับฟังข้อคิดเห็นของทุกหน่วยงานอย่างทั่วถึง และหลากหลาย เพื่อประโยชน์ เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้เพื่อป้องการการทุจริต ตั้งใจช่วยเหลือประชาชน เข้าใจความลำบาก อยากให้โครงการนี้ เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติและประชาชน


>> รถโดยสารกลับจากค่ายลูกเสือ โชเฟอร์เกิดวูบรถตกข้างทางเสียชีวิต นร.เจ็บเล็กน้อย

17.00 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.สิงห์บุรี รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุรถโดยสารประจำทาง 4 ล้อ รับ-ส่งนักเรียน เสียหลักตกคลอง มีผู้ได้รับบาดเจ็บ บริเวณถนนเบียบคันคลองชลประทานมหาราช หมู่ที่ 4 ต.ม่วงหมู่ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี

ที่เกิดเหตุ พบรถโดยสาร 4 ล้อ สีแดง - น้ำเงิน ป้ายทะเบียน สิงห์บุรี ลักษณะตกข้างทาง หน้ารถทิ่มลงในคลองน้ำ พบว่ามีผู้บาดเจ็บและหมดสติ 1 รายเป็นคนขับ ทางอาสากู้ชีพ-กู้ภัยจึงเร่งช่วยเหลือปั๊มหัวใจ ก่อนนำส่ง รพ.สิงห์บุรี และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ตรวจสอบเอกสารชื่อ นาย พนา อายุ 63 ปี

เบื้องต้นทราบว่า รถคันดังกล่าวได้รับนักเรียน 27 ราย และครู 1 ราย จากอนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน เป็นค่ายลูกเสือแบบไปเช้าเย็นกลับเพื่อกลับที่พัก แต่ระหว่างทางคนขับเกิดอาการวูบ จึงทำให้รถเสียหลักแล้วเกิดอุบัติเหตุดังกล่าว ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสิงห์บุรี


>> ไฟไหม้บ้านในชุมชน แม่เฒ่าวัย 80 ปีรอดหวุดหวิด โชดดีดับได้ทันก่อนจะลุกลามหลังข้างเคียง

19.00 น. ศูนย์วิทยุ สภ.โพธาราม ได้รับแจ้งมีเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน ในซอยเจ็ดเสมียน11 ม.2 ต.เจ็ดเสมียน อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

ที่เกิดเหตุอยู่ภายในซอยแคบ ด้านในเป็นชุมชน บ้านจุดเกิดเหตุบ้านเลขที่ 120/3 ของนางอำไพ อายุ 80 ปี เพลิงได้ลุกไหม้ภายในห้องนอนของลูกชาย ซึ่งไม่มีใครอยู่ในห้อง เจ้าหน้าที่และชาวบ้านได้ช่วยกันทุบกระจกห้องนอนและทำการฉีดน้ำสกัดเพลิงไม่ให้ลุกลาม ใช้เวลา10 นาทีจึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ ส่วนสาเหตุคาดว่าไฟฟ้าลัดวงจร

สอบถามนางอำไพ เจ้าของบ้านให้การว่าห้องนอนดังกล่าวเป็นของลูกชายตน เขาออกไปข้างนอกตั้งแต่เย็นแล้ว ซึ่งบ้านหลังนี้ตนอยู่กับลูกชายแค่ 2 คน ก่อนเกิดเหตุตนทำกับข้าวอยู่หลังบ้าน ได้ยินเสียงดังเหมือนอะไรมันระเบิดในห้องนอนลูกชาย ตนจึงเดินมาดูก็เห็นแสงเพลิงในห้องจึงวิ่งออกมาเรียกให้เพื่อนบ้านช่วยกันเอาน้ำมาดับพร้อมแจ้งหน้าที่ดังกล่าว


>> ย่า-หลานสาวพิการ ดับปริศนาร่างไหม้เกรียมในกองเพลิง ตร.พบจดหมายตัดพ้อ  

20.28 น. อาสากู้ภัยสายชล เขตสวี ได้รับแจ้ง เกิดเหตุไฟไหม้และมีผู้เสียชีวิต ในพื้นที่ บ้านแก่งกะทั่ง ม.???? ต.นาสัก อ.สวี จ.ชุมพร

ที่เกิดเหตุ ลักษณะเป็นบ้านปูนชั้นเดียว ที่ลานสนามหน้าบ้าน พบผู้เสียชีวิตถูกไฟไหม้ 2 ราย นอนเสียชีวิตอยู่บนที่นอนซึ่งมีร่องรอยถูกไฟไหม้เสียหายจนหมด สภาพศพไหม้เกรียมจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้ ตรวจสอบกับทางญาติ ทราบว่า เป็นผู้หญิง อายุ 66 ปี และ เด็กหญิง อายุ 14 ปี ทั้งคู่เป็นย่าและหลานสาว

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นาสัก เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) เข้าตรวจสอบในที่เกิดเหตุพร้อมเก็บวัตถุพยานหลักฐาน ซึ่ง 1 ในหลักฐานพบว่าเป็น จดหมายที่เขียนด้วยลายมือของผู้เสียชีวิตไว้จำนวน 2 แผ่น จึงเก็บรวบรวมไว้ ก่อนมอบให้อาสาสมัครนำร่างทั้ง 2 คนส่ง รพ.สวี เพื่อให้แพทย์ทำการชันสูตรอย่างละเอียดอีกครั้ง

เบื้องต้นทาง สภ.นาสัก ให้ข้อมูลว่า บ้านหลังดังกล่าวพักอาศัยอยู่ด้วยกัน 2 คน ซึ่งหลานสาวเป็นผู้พิการช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ มีเพียงย่าที่เลี้ยงดูแลกันเพียงลำพัง ส่วนจดหมายที่พบ เนื้อความเป็นทำนองการตัดพ้อ น้อยใจ ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริง เจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการสอบสวนต่อไป  


>> แผ่นดินไหว ที่จังหวัดเชียงราย

23.45 น. กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเหตุแผ่นดินไหว ขนาด 2.0 ความลึก 1 กม. ภายในพื้นที่ของ ต.ดงมะดะ อ.แม่ลาว จ.เชียงราย ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผลกระทบจากแรงสั่นสะเทือน


>> ชายตกจากสะพานพระราม 3 ร่างกระแทกพื้นถนนด้านล่าง ไปเสียชีวิตที่ รพ.

00.20 น. รับแจ้งจากมูลนิธิร่วมกตัญญู ตรวจสอบเหตุ พบผู้บาดเจ็บบนถนนมไหสวรรย์ ฝั่งมุ่งหน้าถนนรัชดา - ท่าพระ บริเวณใต้สะพานพระราม 3 เลยแยกบุคคโล เล็กน้อย

ที่เกิดเหตุ บนพื้นถนน พบผู้ชาย 1 คน มีอาการบาดเจ็บสาหัส ทางเจ้าหน้าที่เร่งให้การช่วยเหลือก่อนมอบให้รถกู้ชีพ รพ.เจริญกรุง ดำเนินการ ทราบว่า ตกลงมาจากบนสะพานพระราม 3 ทางอาสากู้ภัยจึงขึ้นไปตรวจสอบบนสะพานพระราม 3 ช่วงเชิงทางลงฝั่งมุ่งหน้าท่าพระ พบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ สีดำ ป้ายทะเบียน 5236 กทม. จอดพิงขอบสะพาน คาดว่าเป็นของผู้บาดเจ็บ ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บุคคโล  

ต่อมาเวลา 03.00 น. มูลนิธิร่วมกตัญญู แจ้งว่าผู้บาดเจ็บนั้นได้เสียชีวิตที่โรงพยาบาลเจริญกรุงฯ


>> รถจักรยานยนต์พลิกคว่ำ ถนนพหลโยธิน มีผู้บาดเจ็บสาหัส กู้ชีพ-กู้ภัยเร่งทำ CPR แต่ไม่เป็นผล  

00.05 น. รับแจ้งจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มีอุบัติเหตุ รถจักรยานยนต์ชนขอบทาง มีผู้เสียชีวิต 1 คน ถนนพหลโยธิน ขาออก ใกล้เคียงบริษัท ไทยบริดจสโตน รายละเอียดอยู่ระหว่างตรวจสอบ

ที่เกิดเหต พบรถจักรยานยนต์ ยามาฮ่า สีขาว ป้ายทะเบียน 6406 สระแก้ว ลักษณะชนขอบทางแล้วพลิกคว่ำ ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 1 รายมีอาการสาหัส ทางอาสากู้ชีพ-กู้ภัยเร่งช่วยเหลือปํ๊มหัวใจ แต่ไม่เป็นผล เสียชีวิตในเวลาต่อมา เป็นผู้ชาย อายุประมาณ 30 - 40 ปี ในส่วนของสาเหตุอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คลองหลวง


>> รถบรรทุก ทับชายเร่ร่อน เสียชีวิตกลางถนน

00.10 น. รับแจ้งจากมูลนิธิร่วมกตัญญู เบื้องต้น มีอุบัติเหตุ รถบรรทุก ชนคนข้ามถนน มีผู้เสียชีวิต ถนนกาญจนาภิเษก มุ่งหน้าถนนพระราม 2 ใกล้เคียงทางเข้าหมู่บ้าน ดีเค ในช่องทางคู่ขนาน

ที่เกิดเหตุ พบรถบรรทุก สีขาว ป้ายทะเบียน 2247 กาฬสินธุ์ จอดอยู่บนถนนเลนขวา ตรวจสอบที่ใต้ท้องรถ พบร่างผู้เสียชีวิต 1 คน สภาพถูกล้อรถทับ เบื้องต้นเป็นชาย อายุประมาณ 30 - 35 ปี ไม่สวมเสื้อ กางเกงขาสั้นสีดำ ลักษณะคล้ายบุคคลเร่ร่อน ในส่วนของสาเหตุอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.เทียนทะเล  


>> สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 05.00 น.

ยอดผู้ติดเชื้อสะสมทั่วโลกจำนวน 703,230,984 ราย รักษาอาการดีขึ้น 674,069,053 ราย เเละเสียชีวิตสะสม 6,983,523 ราย

1. ประเทศ สหรัฐอเมริกา ยอดผู้ติดเชื้อสะสม 111,173,928 ราย เสียชีวิต 1,198,461 คน 
2. ประเทศ อินเดีย ยอดผู้ติดเชื้อสะสม 45,027,588 ราย เสียชีวิต 533,468 คน 
3. ประเทศ ฝรั่งเศส ยอดผู้ติดเชื้อสะสม 40,138,560 ราย เสียชีวิต 167,642 คน 
4. ประเทศ เยอรมนี ยอดผู้ติดเชื้อสะสม 38,816,875 ราย เสียชีวิต 182,309 คน 
5. ประเทศ บราซิล ยอดผู้ติดเชื้อสะสม 38,374,307 ราย เสียชีวิต 709,601 คน

 

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม